ที่ภูหลวงเเห่งนี้มีวิวที่สวยงาม

แหล่งท่องเที่ยวภูหลวง

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย


ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ประวัติความเป็นมา
     ภูหลวงมีความหมายว่าเขาที่สูงใหญ่หรือมีความหมายถึงภูเขาของพระเจ้าแผ่นดินก็ได้ นับเป็นสิริมงคลนามที่บรรพบุรุษได้ตั้งชื่อไว้ เกิดจากการยกตัวของพื้นผิวโลก และดินส่วนที่อ่อนถูกพัดพาลงสู่พื้นที่ส่วนต่ำ คงเหลือหินซึ่งเป็นโครงสร้างส่วนที่แข็งไว้เป็นภูเขา
     ที่ดินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงถูกกำหนดให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อวันที่ 18ธันวาคม พ.ศ. 2517 มีเนื้อที่ประมาณ 848 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 530,000 ไร่ ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอวังสะพุง อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และกิ่งอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย และได้มีการกำหนดพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงขึ้นใหม่ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2534 เนื่องจากมีการผนวกพื้นที่เพิ่มเติมและเพิกถอนพื้นที่บางส่วน มีเนื้อที่ประมาณ 897 ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ 560,593 ไร่
ลักษณะภูมิประเทศ
     สภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงใหญ่แนวเขตเริ่มจากระดับความสูงมาตรฐานปานกลางระดับน้ำทะเลประมาณ 400 เมตร ถึงยอดสูงสุดของภูหลวง 1,571 เมตร เทือกเขาซีกตะวันออกมีลักษณะเป็นภูเขาลูกใหญ่มีที่ราบบนหลังเขาระดับความสูง 1,200-1,500 เมตร เนื้อที่ประมาณ 100 กม.เทือกเขาซีกตะวันตกเป็นภูเขาลูกเล็ก ๆ ตั้งชันสลับซับซ้อนเป็นลูกคลื่นระดับความสูง 600-800 เมตร
ลักษณะภูมิอากาศ
   ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์ถึงเดือนเมษายน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 20-24 องศาเซลเซียส
   ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม อุณหภูมิสูงกว่าฤดูร้อนเล็กน้อยหรือใกล้เคียงกัน
   ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนกรกฎาคม อากาศหนาวจัดอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 8-16 องศาเซลเซียส โดยปกติแล้วในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคมจะมีอุณหภูมิลดลงถึง 4-6 องศาเซลเซียส อยู่หลายวันและบางปีอุณหภูมิจะลดต่ำลงกว่าจุดเยือกแข็ง

ชนิดป่าและพรรณไม้
ป่าไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงแบ่งได้ดังนี้
   1. ป่าดงดิบชื้น (Tropical Forest) เป็นป่าดงดิบที่อยู่ในระดับความสูง 400-800 เมตร พรรณไม้ส่วนใหญ่ไม่ผลัดใบ ชนิดไม้ที่ขึ้นอยู่ ได้แก่ พะวา ชะม่วง มะไฟป่า ตังหน เลือดควาย แซะ แดงน้ำ มะหาด กาลพฤกษ์ สมุย ค้อ ส้าน บุนนาค ราชพฤกษ์ ชมพู่ป่า ตะโก คายโซ่ ลำใยป่า มะค่าโมง ประดู่ ตะเคียนหิน เป็นต้น
   2. ป่าดงดิบเขา (Hill Evergreen Forest) เป็นป่าดงดิบที่อยู่ในระดับความสูงตั้งแต่ 800 เมตรขึ้นไป ชนิดไม้ที่ขึ้นอยู่มี ยางควน สนทก่อแดง บุนนาค มะหาด สนแผง สนหางกระรอก ข่าต้นอบเชย ตะไคร่ต้น ก่วมแดง กระทุ่ม ซ้อ ทะโล้ ค่าขี้หมู เป็นต้น
   3. ป่าเบญจพรรณ (Mixed Deciduos Forest) พบป่าชนิดนี้ทางด้านตะวันออกท้องที่อำเภอ วังสะพุง และกิ่งอำเภอภูหลวง ไม้ที่ขึ้นอยู่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ประดู่ มะค่าโมง แดง ยาง กะบก ตีนนก ตะแบกใหญ่ เป็นต้น
   4. ป่าเต็งรัง (Dry Dipterocarp Forest) พบป่าชนิดนี้เป็นส่วนน้อยในท้องที่อำเภอวังสะพุง และอำเภอด่านซ้าย ไม้ที่ขึ้นอยู่ ได้แก่ เต็ง รัง เหียง ประดู่ ตระคร้อ ติ้ว มะขามป้อม รัก ตีนนก กะโน แค เป็นต้น
   5. ป่าสนเขา (Coniferous Forest) พบป่าชนิดนี้ในที่ราบบนหลังเขาเป็นกลุ่ม ๆ กระจายอยู่ทั่วไป สนที่ขึ้นอยู่ส่วนมากเป็นสนสามใบ (Pinus khasya) ส่วนสนสองใบ ( Pinus Merkusii ) พบขึ้นกระจายเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยไม่หนาแน่น
   6. ป่าไม้พุ่ม (Bush Forest) พื้นที่ดินของป่าชนิดนี้มักจะตื้นมีหินผุดโผล่ขึ้นทั่วไป พบป่าชนิดนี้ในที่ราบบนสันเขา พันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ ได้แก่ กุหลาบขาว กุหลาบแดง ส้มแปะ ประทัดแดง เง่าน้ำทิพย์ สนสร้อย และก่อดำ เป็นต้น
   7. ทุ่งหญ้า (Savannah) เป็นทุ่งหญ้าคา พบอยู่ในที่ราบบนหลังเขาทั่วไป

สัตว์ป่า
   สัตว์ป่าสงวน มีเหลืออยู่ 1 ชนิด คือ เลียงผา
   สัตว์ป่าคุ้มครอง มีช้าง กระทิง เสือโคร่ง เสือปลา กวางป่า หมีควาย อีเก้ง หมูป่า กระจง อีเห็นชนิดต่าง ๆ เม่นใหญ่ เม่นหางพวง หนูหริ่ง ไก่ฟ้าหลังขาว ไก่ป่า นกกางเขนน้ำ และนกอื่น ๆ ประมาณ 130 ชนิด เป็นต้น

จุดเด่นที่น่าสนใจ
   1. อุณหภูมิของอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวอุณหภูมิจะลดลงใกล้ถึงจุดเยือกแข็งหรือต่ำกว่าจุดเยือกแข็งเกือบทุกปี
   2. เป็นแหล่งที่มีพืชพรรณไม้ในที่สูงที่อุดมสมบูรณ์มาก มีกล้วยไม้ป่ามากกว่า 160 ชนิด มีพืชพรรณ ไม้ที่หายากหรือมีที่ภูหลวงเพียงแห่งเดียวหรือพืชพรรณไม้ที่ไม่ค่อยจะพบเห็น
   3. สวนหินธรรมชาติที่ประกอบด้วยพืชพรรณไม้ดอกกล้วยไม้และพืชชั้นต่ำ เช่นลานสุริยัน และป่าหินภูเขา
   4. หน้าผาที่สูงชันและทิวทัศน์ที่สวยงาม เช่น ผาสมเด็จ ผาเยือง และผาโหล่นแต้
   5. ทุ่งดอกไม้ป่าที่สมบูรณ์และสวยงาม เช่นทุ่งกุหลาบแดง ทุ่งกุหลาบขาว
   6. รอยเท้าไดโนเสาร์ ที่มีอายุประมาณ 120 ล้านปี
   7. น้ำตกที่ตกจากหน้าผาที่สูงประมาณ 60 เมตร เช่นน้ำตกตาดเลย
สิ่งอำนวยความสะดวก
   1. บ้านพักเรือนไม้ 6 หลัง แต่ละหลังมีห้องนอน 2 ห้อง ห้องน้ำ 2 ห้อง มีน้ำประปาและไฟฟ้า (ไฟฟ้ามีเฉพาะเวลากลางคืนถึง 21.00 น. ไม่อนุญาตให้ประกอบอาหารที่บ้านพัก)
   2. เครื่องนอนประกอบด้วย ที่นอน หมอนและผ้าห่มนวม บ้านพักหลังละ 8 ที่

การเดินทาง
   เส้นทางที่ 1 กรุงเทพฯ - จังหวัดสระบุรี - อำเภอสีคิ้ว - จังหวัดชัยภูมิ - อำเภอภูเขียว- อำเภอชุมแพ - อำเภอภูกระดึง - อำเภอสะพุง - จังหวัดเลย ระยะทางประมาณ 560 กิโลเมตร
   เส้นทางที่ 2 กรุงเทพฯ - จังหวัดสระบุรี - จังหวัดเพชรบูรณ์ - อำเภอหล่มสัก - อำเภอหล่มเก่า - อำเภอด่านซ้าย - อำเภอภูเรือ - จังหวัดเลย ระยะทางประมาณ 530 กิโลเมตร
   การเดินทางจากจังหวัดเลยไปยังที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงออกเดินทางจากตัวจังหวัดเลยไปตามเส้นทางสายจังหวัดเลย - อำเภอภูเรือ ระยะทาง 36 กิโลเมตร จะถึงบ้านสานตม แล้วแยกซ้ายที่บ้านสามตมไปอีก 18 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง
   สำหรับผู้ที่เดินทางโดยเส้นทางที่ 2 ถ้าไม่เข้าตัวจังหวัดเลย เมื่อเดินทางผ่านอำเภอภูเรือไปตามเส้นทางเข้าจังหวัดเลยได้ระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร จะถึงบ้านสามตม แล้วแยกขวาที่บ้านสามตมไปเป็นระยะทาง 18 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง

หมายเหตุ
   1. กรมป่าไม้ไม่ให้เข้าไปใช้สถานที่นอกจากจะเข้าไปทำการศึกษาค้นคว้าหรือวิจัยทางด้านวิชาการ
   2. การใช้สถานที่ทางด้านโหล่นแต้ เขตอำเภอวังสะพุงซึ่งจังหวัดเลยดำเนินกิจการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวติดต่อที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ภูหลวง

ลักษณะเด่นที่น่าสนใจ  
    1. อุณหภูมิของอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวอุณหภูมิจะลดลงใกล้ถึงจุดเยือกแข็งหรือต่ำกว่าจุดเยือกแข็งเกือบทุกปี
     2. เป็นแหล่งที่มีพืชพรรณไม้ในที่สูงที่อุดมสมบูรณ์มาก มีกล้วยไม้ป่ามากกว่า 160 ชนิด มีพืชพรรณไม้ที่หายากหรือมีที่ ภูหลวง เพียงแห่งเดียวหรือพืชพรรณไม้ที่ไม่ค่อยจะพบเห็น
     3. สวนหินธรรมชาติที่ประกอบด้วยพืชพรรณไม้ดอกกล้วยไม้และพืชชั้นต่ำ เช่น ลานสุริยัน และป่าหินภูเขา
     4. หน้าผาที่สูงชันและทิวทัศน์ที่สวยงาม เช่น ผาสมเด็จ ผาเยือง และผาโหล่นแต้
     5. ทุ่งดอกไม้ป่าที่สมบูรณ์และสวยงาม เช่น ทุ่งกุหลาบแดง ทุ่งกุหลาบขาว
     6. รอยเท้าไดโนเสาร์ ที่มีอายุประมาณ 120 ล้านปี 
     7. น้ำตกที่ตกจากหน้าผาที่สูงประมาณ 60 เมตร เช่น น้ำตกตาดเลย

    ภูหลวง  มีความหมายว่าเขาที่สูงใหญ่ หรือหมายถึงภูเขาของพระเจ้าแผ่นดิน เกิดจากการยกตัวของพื้นผิวโลกและดินส่วนที่อ่อนพัดพาลงสู่พื้นที่ส่วนต่ำ ภูหลวง  ประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2517 มีพื้นที่ประมาณ 560,593 ไร่

    สภาพทั่วไปเป็นพื้นที่ราบสูง อากาศเย็นตลอดปี ตั้งอยู่ในบริเวณท้องที่อำเภอวังสะพุง อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และอำเภอ ภูหลวง 

 

    ฤดูกาลบน ภูหลวง มี 3 ฤดูเหมือนพื้นราบแต่ระดับอุณหภูมิต่างกัน ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 20-24 องศาเซลเซียสจะมีดอกไม้ที่มีสีสันเจิดจ้าสวยงาม เช่น เอื้องตาเหิน กล้วยไม้ป่าดอกขาว กุหลาบขาวและกุหลาบแดง ฤดูฝนอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม อุณหภูมิใกล้เคียงหรือสูงกว่าหน้าร้อนเล็กน้อยจะมีดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ สีชมพูอมม่วงขึ้นแซมตามทุ่งหญ้าและเทียนน้อย ฤดูหนาวอุณหภูมิลดลงมาก เฉลี่ย 0-16 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม บางวันอุณหภูมิลดลงถึง –4 องศาเซลเซียสจะมีก่วมแดงหรือที่รู้จักกันว่าเมเปิ้ล จะเปลี่ยนสีแดง แล้วผลัดใบ ตามพื้นดินจะเห็นต้นกระดุมเงินและรองเท้านารีปีกแมลงปอขึ้นอยู่บนก้อนหินและตามพื้นป่าดิบเขา ด้านตะวันออกของเทือกภูหลวงมีการค้นพบซากหินรอยเท้าไดโนเสาร์อายุกว่า 120 ล้านปี นอกจากนี้ยังมีป่าหลากชนิด เช่น ป่าผลัดใบหรือป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา แต่ป่าที่โดดเด่นที่สุดบนภูหลวง คือป่าสนสองใบ สนสามใบ และทุ่งหญ้าตามพื้นที่ราบ เนินเขาและลานหิน 
 
    เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ภูหลวง  เป็นเส้นทางเดินต่อเนื่องกัน โดยเริ่มจากโหล่นมน ซึ่งเป็นบริเวณที่พักนักท่องเที่ยวผ่านป่าดงดิบ ลำห้วยป่าสนสามใบ และดอกไม้สลับทุ่งหญ้าระยะทางประมาณ 2.3 กิโลเมตร ถึงโหล่นสาวแยงคิง จากนั้นไปเป็นเส้นทางเดินไปยังโหล่นหินแอ่วขัน ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ผ่านดงดอกไม้หลายชนิด ต่อไปเป็นทางเดินสู่ลานหินโหล่นแต้ ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร จะพบกุหลาบขาวและกล้วยไม้ป่าต่าง ๆ บริเวณผาโหล่นแต้ สามารถชมวิวทิวทัศน์ของภูหอ ภูกระดึง ภูยองภู และภูขวาง นอกจากนี้ ยังมีจุดท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ ผากบ ผาชมวิว โหล่นช้างผึ้ง ซุ้มงูเห่า และน้ำตกสายทอง

    การเดินทางขึ้น ภูหลวง  จากจังหวัดเลยไปยังที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จากจังหวัดเลยไปตามเส้นทางสายเลย-ภูเรือ ระยะทางประมาณ 36 กิโลเมตร ถึงบ้านสามตม แล้วแยกซ้ายที่บ้านสามตมไปอีก 18 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง สำหรับผู้ที่เดินทางโดยไม่เข้าตัวจังหวัดเลย เมื่อผ่านอำเภอภูเรือไปตามเส้นทางเข้าจังหวัดเลย ระยะทางประมาร 14 กิโลเมตร จะถึงบ้านสามตม แล้วแยกขวาที่บ้านสามตมไปเป็นระยะทาง 18 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย โทร. 0 1221 0547 หรือติดต่อกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ 10900 โทร. 0 2562 0760

    พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่า ภูหลวง และป่าภูหอ ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูเปื่อย ป่าภูขี้เถ้าและป่าภูเรือ ที่มีอาณาเขตครอบคลุมอำเภอวังสะพุง อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้ายและอำเภอ ภูหลวง จังหวัดเลย ได้รับการจักตั้งให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๑ ตอนที่ ๒๑๖ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ มีเนื้อที่ประมาณ ๘๔๘ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๕๓๐,๐๐๐ ไร่ และเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๔ ได้มีการผนวกพื้นที่เพิ่มเติม และเพิกถอนพื้นที่บางส่วน ทำให้มีพื้นที่โดยรวมประมาณ ๘๙๗ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๕๖๐,๕๙๓ ไร่

    ลักษณะภูมิประเทศ : ป่า ภูหลวง มีสภาพเป็นเทือกเขาขนาดใหญ่แนวเขตเริ่มจากระดับความสูง ๔๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ยอดเขาที่สูงที่สุดคือยอดภูขวางสูง ๑,๕๗๑ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เทือกเขาทางด้านซีกตะวันออกมีลักษณะเป็นเขาลูกใหญ่ มีที่ราบบนหลังเขาเนื้อที่ประมาณ ๑๐๐ ตารางกิโลเมตร ระดับความสูงประมาณ ๑,๒๐๐ - ๑,๕๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เทือกเขาทางด้านตะวันตกเป็นภูเขาเล็กๆตั้งสลับซับซ้อนเป็นลูกคลื่นที่ระดับความสูง ๖๐๐ - ๘๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง อันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเลย

    ลักษณะทางธรณี : มีโครงสร้างของหินอัคนีและหินตะกอนของหินชุดโคราชและหินชุดราชบุรี

    ลักษณะพืชพรรณ : พืชพรรณแตกต่างกันไปตามระดับความสูง อันประกอบด้วยป่าชนิดต่างๆ คือ ป่าดิบเขา ป่าไม้พุ่ม ป่าดิบแล้ง ป่าสนเขา ป่าผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง ป่าไผ่และทุ่งหญ้า

    พันธุ์สัตว์ป่า : สัตว์ป่ามีอยู่หลายชนิด เช่น ช้าง เลียงผา หมาไน เก้ง กวาง หมีควาย ชะนีมือขาว ไก่ฟ้าหลังขาว นกมุ่นรกคอแดง นกปากแก้วหางสั้น นกแอ่นมาตินพันธุ์เนปาล เต่าปูลู ปาดตะปุ่ม ปูเจ้าพ่อหลวงหรือปูหินและปลาอีก ๑๐ ชนิด

    ภูหลวง  เป็นอีกภูหนึ่งที่ผมตั้งใจว่าต้องมาให้ได้ เนื่องจากชื่อเสียงว่าเป็นแหล่งรวมพันธุ์พืชโดยเฉพาะไม้ดอก และกล้วยไม้มีมากกว่าที่ใดๆ แต่ด้วยเหตุที่สถานที่แห่งนี้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าด้วยแล้วทำให้การที่จะมาเยือนนั้นต้องได้รับอนุญาติจากกรมป่าไม้เสียก่อน ทำให้ผมต้องอดใจรอคอยเป็นเวลาถึง ๒ ปี ผมมา ภูหลวง โดยมาทางด้านจังหวัดเลย เส้นทางคดเคี้ยวทอดผ่านหมู่บ้านต่างๆ เราสามารถเห็นเทือกเขาที่ประกอบกันเป็น ภูหลวง ได้แต่ไกล สภาพภูเขาส่วนใหญ่ถูกบุกรุก เพื่อทำการเกษตรกรรม และแล้วเราก็ถึงทางแยกขึ้นภูที่บ้านสานตม ทางเริ่มลำบากมากขึ้นเมื่อผ่านด่านเข้ามา ทางส่วนใหญ่เป็นทางลูกรัง บางช่วงที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ก็ได้มีการปรับปรุงให้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก และอีกไม่นานเมื่อเส้นทางนี้แล้วเสร็จการเดินทางก็จะสะดวกและปลอดภัยขึ้น แต่นั้นก็ต้องแลกกับความเสื่อมโทรมที่จะเกิดขึ้น สำหรับสภาพป่าข้างทางขึ้นภูนั้น เป็นป่าดงดิบที่มีต้นไม้ขึ้นกันอย่างหนาแน่น ฝูงลิงกระโดดหนีแตกกระเจิงอยู่บนกิ่งไม้ พวกเขาคงตกใจที่ได้ยินเสียงคำรามจากรถของเรา ที่ต้องเอาชนะกับความสูงชันและหล่มโคลน กว่าจะถึงที่ทำการโคกนกกระบาได้ก็แทบแย่ แต่พอรถจอดผมเหลือบไปเห็นต้นกุหลาบแดงออกดอกสะพรั่ง ความเหน็ดเหนื่อยก็หายเป็นปลิดทิ้ง ยิ่งมองลอดเข้าไปในพุ่มไม้ก็ยิ่งต้องตื่นตาตื่นใจกับกล้วยไม้ป่านานาชนิด ช่างสมกับที่ได้ชื่อว่ามรกตแห่งอีสานเสียจริง ยิ่งในช่วงฤดูแล้งที่พรรณไม้ต่างๆแข่งกันออกดอก ด้วยแล้วคงจะอลังการมากทีเดียว

    ในบริเวณที่ทำการโคกนกกระบานั้น จะมีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ให้ท่านได้สามารถเดินป่าศึกษาพรรณไม้ต่างๆได้อย่างจุใจ เนื่องจากมีพรรณไม้อยู่หลากหลายชนิด เส้นทางนี้มีความยาวประมาณ ๑,๘๗๐ เมตร เป็นเส้นทางเดินตามพื้นราบบนยอดเขาที่มีความสูงเฉลี่ย ๑,๔๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง บางส่วนก็จะมีแนวหินรูปร่างต่างๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ลักษณะดินเป็นดินทรายที่มีหน้าดินตื้น สภาพป่าเป็นป่าดิบเขา ที่มีต้นแคระแกรนตามกิ่งก้านและลำต้นของต้นไม้จะมีพืชอิงอาศัยเกาะอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น มอส เฟิร์น ไลเคน กล้วยไม้ พันธุ์ไม้ที่พบส่วนใหญ่จะเป็นพวกก่อดำ สนสามใบ กุหลาบขาว กุหลาบแดง เมเปิล ตามพื้นดินจะเป็นพวก หญ้า เฟิร์น กล้วยไม้ดิน ฯลฯ

    สำหรับเส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกเส้นหนึ่งนั้น จะเดินไปทางด้านสถานีทวนสัญญาณช่อง ๗ ตามทางเดินเท้ามีทากบ้างพอสมควร มีทั้งชนิดที่อยู่ตามพื้นดินและอีกพวกหนึ่งเกาะตามต้นไม้ เส้นทางนี้จะไปสู่จุดชมวิวผาสมเด็จ เป็นที่สามารถเห็นแนวหน้าผาของผาเตลิ่นได้สวยงามจับใจจริง จากผาสมเด็จเราจะเดินผ่านป่าดิบเขาสลับกับทุ่งหญ้าเพื่อมุ่งหน้าไปสู่รอยเท้าไดโนเสาร์ ที่ประทับลงบนหินทราย จากจุดนี้เราต้องเดินย้อนขึ้นมาไม่ไกลนักก็จะพบทางแยกเพื่อไปสู่ผาเตลิ่น หน้าผาที่เป็นแนวรับลมที่มาจากทางด้านทิศตะวันออก ครั้งนี้เราโชคดีที่มาในยามที่ ลมได้พัดพาเอากลุ่มเมฆปลิวมาปะทะกับหน้าผาแล้วม้วนตัวขึ้นมาปะทะกับตัวเราช่างสดชื่นเย็นสบายเสียจริง เราได้ตักตวงความสุขจนบ่ายคล้อย เจ้าหน้าที่นำทางจึงมาบอกให้เดินทางกลับได้แล้ว หากชักช้าเส้นทางที่เราจะเดินกลับนั้น เป็นทางเดินของช้างป่า หากได้เจอกันเข้าอาจเป็นอันตรายได้ เทคนิคอย่างหนึ่งของการเดินเส้นทางนี้ไม่ให้เหนื่อยและไม่ติดหล่มโคลนก็คือ ให้เดินไปบนรอยเท้าช้าง เรียกว่างานนี้ต้องเดินวัดรอยเท้าช้างกันละ ใครที่ก้าวยาวๆไม่ได้ก็เห็นทีจะเหนื่อยหน่อย เนื่องจากเท้าของท่านอาจติดหล่ม แต่ถ้ามาในช่วงที่ดินแห้งแล้วก็คงไม่มีปัญหาใดๆ

    จากการที่ผมได้มีโอกาสสนทนากับเจ้าหน้าที่ที่นี่ จึงได้ทราบข้อมูลที่น่าคิดอยู่หลายเรื่อง อาทิเช่น ปัญหายุงที่กำลังเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆทั้งที่แต่ก่อนนั้นที่นี่ไม่มียุงเลย แต่จากการที่จุดท่องเที่ยวทางด้านอำเภอวังสะพุงได้ถูกปิดลงเมื่อประมาณปี ๒๕๔๒ ทำให้นักท่องเที่ยวได้เปลี่ยนจุดขึ้นภูมาเป็นด้านโคกนกกระบา อีกทั้งจุดนี้ยังสามารถนำรถยนต์ขึ้นถึงยอดภู คาดว่าบรรดายุงที่ระบาดอยู่ในขณะนี้เป็นยุงที่ติดมากับรถยนต์ สำหรับปัญหาการลักลอบเก็บกล้วยไม้ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง หากท่านได้เดินชมกล้วยไม้บริเวณที่ทำการโคกนกกระบา จะเห็นว่ามีมากมายหลายชนิด จริงๆ แล้วไม่มากมายอย่างที่เห็นหรอก ที่มีมากก็เพราะว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้ไปกวาดจับพวกพ่อค้าที่รับซื้อกล้วยไม้จากชาวบ้านที่แอบขึ้นภูไปเก็บมา ก็ได้มาหลายคันรถ ทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ไหนเลยเอามาปลูกที่นี่ ก็เลยกลายเป็นแหล่งรวมพันธุ์กล้วยไม้ไป สาเหตุของการลักลอบเก็บไปขายก็เนื่องจากว่าพันธุ์กล้วยไม้ หลายชนิดของที่นี่มีราคาแพงมาก (โดยเฉพาะกล้วยไม้รองเท้านารีปีกแมลงปอที่มีที่นี่แห่งเดียวในโลก) หากเก็บได้สัก ๑ คันรถปิคอัพจะขายได้หลายแสนบาท แต่หากถูกเจ้าหน้าที่จับกุมต้องเสียค่าปรับไม่กี่พันบาท ทางพ่อค้าก็ถือว่าคุ้มก็เลยลักลอบเก็บกล้วยไม้กันจนแทบไม่มีเหลือ อีกปัญหาหนึ่งก็คือการบุกรุกพื้นที่ป่า เพื่อทำไร่ขิงของชาวเขาเผ่าม้งบางกลุ่ม เพราะเป็นพืชที่ทำรายได้อย่างงาม ในพื้นที่ ๑ ไร่ สามารถทำกำไรได้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท การลงทุนก็เพียงแค่ออกแรงถางป่า เดิมทีชาวเขาเผ่าม้งพวกนี้อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ทำการแผ้วถางป่าบริเวณบ้านน้ำก้อและใกล้เคียงเพื่อทำไร่ขิง จนเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ขึ้น ในปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถปลูกขิงได้อีกต่อไป เนื่องจากการทำไร่ขิงนั้น ต้องทำในพื้นที่ที่แผ้วถางใหม่ อีกทั้งสามารถทำได้ครั้งเดียวเท่านั้น ต้องถางป่าต่อไปเรื่อยๆ อีกไม่นานหมู่บ้านรอบๆเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ภูหลวง อาจเกิดโศกนาฏกรรมเหมือนบ้านน้ำก้อก็ได้

การเดินทาง

    โดยรถโดยสารประจำทาง : มี ๒ ทางให้เลือกคือ จากสถานีขนส่งหมอชิตใหม่นั่งรถสายกรุงเทพฯ-เมืองเลย จากนั้นต่อรถสายเมืองเลย-หล่มสัก ลงรถที่บ้านสานตม แล้วเหมารถให้ไปส่งที่ยอดภู หรืออีกทางหนึ่งคือจากสถานีขนส่งหมอชิตใหม่นั่งรถสายกรุงเทพฯ-หล่มสัก จากนั้นต่อรถสายหล่มสัก-เมืองเลย ลงรถที่บ้านสานตม แล้วเหมารถให้ไปส่งที่ยอดภู
โดยรถยนต์ส่วนตัว : จากกรุงเทพฯใช้ทางหลวงหมายเลข ๑ ผ่านตัวเมืองสระบุรีให้ตรงไปเข้าเส้นทางหลวง หมายเลข ๒๑ ผ่านเขตจังหวัดลพบุรี เพชรบูรณ์ อำเภอหล่มสัก จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๐๓ ผ่านอำเภอหล่มเก่า อำเภอ ภูเรือ เมื่อถึงบ้านสานตมจะมีทางแยกทางด้านขวามีป้ายบอกเข้าสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ภูหลวง อีก ๓ กิโลเมตรต่อมาจะพบทางแยกมีป้ายบอกที่ทำการเขตฯอีกครั้ง ให้เลี้ยวซ้ายขับ ต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงด่านตรวจ รถยนต์สามารถขึ้นถึงยอดภู รวมระยะทาง ๑๘ กิโลเมตร

    หรืออีกเส้นทางหนึ่งคือ จากกรุงเทพ ไปตามทางหลวงหมายเลข ๑ จนถึงจังหวัดสระบุรี ให้เลี้ยวขวาไปทางอำเภอ ปากช่อง เมื่อผ่านเขื่อนลำตะคองจะพบทางสามแยกให้เลี้ยวซ้าย เข้าเส้นทางหลวงหมายเลข ๒๐๑ ขับรถไปจนกว่าจะถึงจังหวัดเลย จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข ๒๐๓ จนกว่าจะถึงบ้านสานตมจะมีทางแยกทางด้านขวา มีป้ายบอกเข้าสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ภูหลวง ระยะทาง ๑๘ กิโลเมตร อีก ๓ กิโลเมตรต่อมาจะพบทางแยกมีป้ายบอกที่ทำการเขตฯอีกครั้ง ให้เลี้ยวซ้ายขับ ต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงด่านตรวจ รถยนต์สามารถขึ้นถึงยอดภู

อาหารและที่พัก

    ร้านอาหาร : ไม่มีบริการ แต่สามารถสั่งให้ทางเจ้าหน้าที่จัดหาให้ได้ในอัตรา ๒๔๐ บาท / วัน / ท่าน ผมคิดว่าราคาถ้าเห็นตัวเลขก็ต้องบอกว่าแพงมาก แต่ผมได้รับประทานดูแล้ว ผลคือไม่แพงครับ มื้อเช้าเป็นข้าวต้มพร้อมกาแฟไข่ลวกเติมได้จนกว่าจะอิ่ม มื้อกลางวันเป็นอาหารห่อ ส่วนมื้อเย็นจะเป็นอาหารชุดใหญ่ พร้อมผลไม้เติมได้จนกว่าจะอิ่ม แต่หากจะทำอาหารเองก็ได้แต่ต้องทำในบริเวณที่กำหนดเท่านั้น ในฤดูแล้งควรเตรียมน้ำดื่มไปด้วยให้เพียงพอ

    ที่พัก : ทางเขตฯมีบ้านพักอยู่หลายหลัง สามารถรองรับนักศึกษาธรรมชาติได้ประมาณ ๑๐๐ คน ทางเขตฯไม่อนุญาติให้กางเต็นท์

    การติดต่อ : นักศึกษาธรรมชาติที่ต้องการเข้าชมต้องติดต่อ ฝ่ายจัดการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ส่วนอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ กรมป่าไม้ เขต จตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐ โทรศัพท์ ๐๒-๕๖๑๔๒๙๒-๓ หรือ ๐๒-๕๗๙๔๘๔๗

ขอขอบคุณที่มา

  © ททท. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 5 

  © ข้อมูลพื้นฐานของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ภูหลวง ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ สถานีวิจัยสัตว์ป่า ภูหลวง 

  © วิรัช ทิพเกษร จาก thailandgeographic