ประวัติความเป็นมาวัดป่าเห็ว
วัดป่าเห็ว
วัดป่าเห็ว ตั้งอยู่เลขที่ ๑๕๘ บ้านป่าเห็ว หมู่ที่ ๕ ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๗ ไร่ ๒ งาน ๕ ตารางวา
ทิศเหนือประมาณ ๒ เส้น ๓ วา จดทางเดินสาธารณะ ทิศใต้ประมาณ ๒ เส้น ๗ วา จดทางเดินสาธารณะ ทิศตะวันออกประมาณ ๓ เส้น ๑๖ วา จดถนนสาธารณะ ทิศตะวันตกประมาณ ๒ เส้น ๑๐ วา จดที่ดินเอกชน
มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๒ แปลง เนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน ๑๖ ตารางวา
ส.ค. ๑ เลขที่ ๒ - ๓
วัดป่าเห็ว ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างมาแต่สมัยใด แต่ทราบว่าเริ่มบูรณะปฏิสังขรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2375 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ มีอาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถ อาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรม ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ โรงครัวโรงอาหาร หอสวดมนต์และห้องสมุดไว้ให้บริการพระภิกษุ-สามเณรตลอดจนบุคคลทั่วไป ด้าน ปูชนียวัตถุมี พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสน และเจดีย์
ประวัติความเป็นมา
วัดป่าเห็ว ตั้งชื่อตามหมู่บ้านที่ตั้งอยู่(เดิมเขียนว่าป่าเหียว) จนกลายมาเป็นป่าเห็วเช่นปัจจุบันนี้ ที่มีชื่อเช่นนี้เพราะว่ามีต้นเหียวมากมาย
ต้นเหียวหรือไม้ตะเคียนหนู2
ชื่อวิทยาศาสตร์ Anogeissus acuminata Wall.var. lanceolata Clarke
ชื่อวงค์ COMBRETACEAE
ชื่ออื่น หมากเปียก เบน เหียว แหว เอ็มมอญ เอ็นลื่น
ลักษณะทั่วไป
ไม้ต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบช่วงสั้น สูง ๑๕–๒๕ เมตร ลำต้นเปลา ตรง เปลือกสีเทาจนถึงน้ำตาลดำ แตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ ทั่วไป ใบเป็นใบเดี่ยวติดเรียงสลับ ทรงใบรูปรีแกมรูปหอก โคนใบสอบแคบ ปลายใบเรียวแหลม เนื้อใบค่อนข้างบาง ท้องใบและขอบใบมีขนนุ่มยาว ๆ สีเทาอมเหลือง หรือบางทีออกสีเงิน ดอก ออกเป็นช่อเดียวตามง่ามใบ รวมกันเป็นกลุ่มกลม วัดผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑.๕ ชม. ดอกย่อยมีขนาดเล็ก สีเหลือง เป็นดอกสมบูรณ์เพศ โคนกลีบรองดอกติดกันเป็นหลอดเรียว ปลายหลอดแผ่กว้างแยกเป็น ๕ แฉกด้านในมีขนยาว ๆ ทั่วไป ไม่มีกลีบดอก เกสรผู้ ๑๐ อัน เรียงตัวเป็น ๒ วง
ผล เล็กรูปรี มีปีกหรือครีบออกทางด้านข้าง ๒ ปีก ส่วนบนเป็นติ่งหรือเป็นหางยื่น ผลอยู่รวมกันเป็นก้อนกลม วัดผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๕ มม.
การกระจายและนิเวศวิทยา
พบกระจายทั่ว ๆ ไป ตามป่าเบญจพรรณชื้นและป่าดิบแล้งใกล้ชายห้วยตามภาคต่าง ๆ ที่สูงจากระดับน้ำทะเล ๑๐๐–๕๐๐ เมตร
ประโยชน์
เนื้อไม้ ขัดเงาได้ดีใช้ทำพื้น ฝา เครื่องเรือน ด้ามเครื่องมือทางเกษตร เปลือก ให้น้ำฝาดสำหรับฟอกหนัง
วัดป่าเห็วกับแม่น้ำปิงห่าง
วัดป่าเห็วตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำปิงห่าง แต่เดิมนั้นเป็นแม่น้ำปิงสายเดิมที่ยังไม่เปลี่ยนเส้นทางเดิน
แต่เดิมนั้น แม่น้ำปิงไหลไปทางเวียงกุมกาม โดยได้รวมเวียงกุมกามไว้ฟากเดียวกับเมืองเชียงใหม่ในสมัยราชวงศ์มังราย ( พ.ศ. ๑๘๓๙ - ๒๑๐๑ ) ในตอนนั้นการเดินทางจากเชียงใหม่ไปเวียงเชียงใหม่ไปเวียงกุมกามจะไม่ข้ามแม่น้ำปิง เมื่อเราดูภาพถ่ายทางอากาศ พ.ศ. ๒๔๙๗ จะเห็นร่องรอยของปิงห่างชัดเจนมาก จุดที่ปิงห่างแยกตัวจากแม่น้ำปิงปัจจุบันจะอยู่ห่างวัดกู่คำ หรือวัดเจดีย์เหลี่ยม บ้านท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ไปทางทิศเหนือ วัดระยะทางทางอากาศประมาณ ๒๕๐ เมตรจากนั้นร่องรอยของปิงห่างจะผ่านวัดศรีบุญเรือง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เลียบไปทางทิศเหนือของเวียงกุมกามเลียบไปตามถนนสายเชียงใหม่ - ลำพูนสายเก่าด้านทิศตะวันตก ผ่านบ้านสันคือ บ้านหนองผึ้ง บ้านกองทราย บ้านกู่เสือ บ้านปัน
ปิงห่าง คือ สายน้ำแม่ปิงเดิม ๆ ที่ยังไม่เปลี่ยนเส้นทางเดิน ในสมัยโบราณเมืองลำพูนตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำปิง เวลานั้นแม่น้ำปิงไหลมาบรรจบกับแม่น้ำกวงที่บ้านหลิ่งห้า เรียกว่า “ สบปิงหลิ่งห้า “ ไหลรวมกันผ่านบริเวณหน้าวัดพระยืนไปรวมกับลำน้ำแม่สานหรือสารนที ที่ไหลล่องลงไปทางทิศใต้ของเมือง
แม่น้ำกวงเป็นลำน้ำเล็ก ๆ ที่ไหลมาจากขุนกวงในอำเภอดอนสะเก็ดจังหวัดเชียงใหม่ในอดีตไหลมารวมกับน้ำปิงสายเก่าตรงสบปิงหลิ่งห้า น้ำกวงตรงช่วงที่ไหลผ่านบ้านช่างฆ้อง หัวกวง ท่านาง ท่าสิงห์พิทักษ์ ท่าขาม บ้านหลวยนั้นก่อนหน้าของยุคพระเจ้ามังราย ไม่มีปรากฏ พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นผืนเดียวกันหมด แต่มาเกิดขึ้นในสมัยของพระเจ้ามังรายหลังจากที่ตีเมืองลำพูนได้แล้ว พระเจ้ามังรายได้ยกพลไปตั้งมั่นอยู่ ณ บริเวณที่เรียกว่า เวียงน้อย ทางอีสานทิศของเมืองลำพูนเนื่องจากบริเวณนี้เป็นที่ลุ่ม ในฤดูฝนหน้าพรรษาจะมีน้ำท่วมขัง เป็นที่เดือดร้อยไปทั่ว ทั้งผู้คน ช้าง ม้า วัว ควาย จึงทรงสั่งให้ขุดลัดคุ้งแม่น้ำ เป็นการระบายน้ำในที่ลุ่มให้ออกไป สายน้ำปิงและน้ำกวงที่รวมกันจึงเปลี่ยนเส้นทางเดิน มุ่งเข้าและมุ่งตรงไปยังที่ลุ่มกว่าโดยง่าย เปิดทางน้ำกว้างออก กลายเป็นแม่น้ำกวงเส้นปัจจุบันที่เห็นอยู่เจียง บ้านปากกอง บ้านอุโมงค์เขตเมืองลำพูน บ้านกอม่วง บ้านป่าเห็ว จากบ้านป่าเห็วนี้ร่องรอยของปิงห่างจะเปลี่ยนแนวมาทางทิศตะวันออก ขนายอยู่ทางทิศตะวันออกของทางรถไปผ่านข้างหนองหมู บ้านป่าเส้า บ้านชัยสถาน บ้านต้นผึ้ง บ้านไร่ บ้านป่าสัก บ้านปิงห่าง และบ้านหลิ่งห้า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ปิงห่างจากเวียงกุมกามถึงจุดบ้านหลิ่งห้าจะมีระยะทางยามประมาณ ๒๕ กิโลเมตร ร่องรอยของปิงห่างปรากฏเป็นแนวขนานอยู่ทางทิศตะวันตกของถนนสายเชียงใหม่ - ลำพูน ในแนวตั้งแต่บ้านสันคือลงไปถึงบ้านอุโมงค์ ช่วงนี้จะมีลักษณะลาดต่ำลงเป็นแอ่งกระทะ ระดับของท้องน้ำจะอยู่ต่ำกว่าระดับถนนประมาณ ๑-๒ เมตร ถนนสายเชียงใหม่ - ลำพูน จึงถูกสร้างบนพนังธรรมชาติของร่องปิงห่าง และตอนปลายของร่องน้ำนี้จะประจบกับแม่น้ำกวง ณ บริเวณบ้านหลิ่งห้าซึ่งเรียกกันว่า “ สบปิง “ หรือ “ สบปิงหลิ่งห้า “
จากจุดสบปิงตรงบ้านหลิ่งห้านี้มีข้อสังเกตว่า ในสมัยพระนางจามเทวีนั้น แม่น้ำกวงคงจะไม่ได้ไหลผ่านหมู่บ้านเข้าเมืองหริภุญชัยตามที่ไหลผ่านเช่นปัจจุบันคือ ผ่านสะพานดำ ( ใต้สถานีรถไปลำพูน ) บ้างช่างฆ้อง บ้านหัวกวงท่านาง ท่าสิงห์พิทักษ์ผ่านหน้าวัดพระธาตุหริภุญชัย ท่าขามเข้าสู่บ้านหลวย ทั้งแม่น้ำกวงช่วงนี้ก็ไม่ใช่แม่น้ำปิงหรือพิงคนทีที่ในตำนานกล่าวไว้ว่า อยู่ทางเบื้องตะวันออกของหริภุญชันสครแต่ประการใด คงพอที่จะสันนิษฐานได้ว่า ในช่วงเวลาของพระนางจามเทวีเสด็จจากเมืองละไว้มาเมืองลำพูนในตอนนั้นไม่มีแม่น้ำกวงและพิงคนทีหรือแม่นห้ปิงไหลผ่านเมืองลำพูนเช่นปัจจุบันนี้ น้ำแม่กวงและน้ำแม่ปิง ( ปิงเก่า ) ที่แท้จะไหลมาถึงและรวมตัวกันที่สบปิงหลิ่งห้าเท่านั้น ผืนแผ่นดินที่ถูกแบ่งโดยแม่นไกวงขณะนี้นั้นเมื่อก่อน ๆ โน้นเป็นผืนแผ่นดินเดียวกันโดยตลอด ทั้งนี้เพราะวัดสี่มุมเมืองที่รพะนางจามเทวีได้ทรงสร้างขึ้นในตัวเมืองหริภุญชัยหนึ่งในวัดทั้งสี่วัดคือ “ วัดดอนแก้ว “ หรือ “ อรัญญิกรัมมการาม “ ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ในตัวเมืองขณะนั้นไม่มีลำน้ำใด ๆ ผ่าผ่านทางด้านทิศตะวันตกของวัดและวัดสี่มุมเมืองนี้จะมีระยะทางห่างจากจุดศูนย์กลางของเมืองคือ ตรงจุดสะดือเมืองที่เป็นพระวิหารสะดือเมืองเดี๋ยวนี้ ห่างเป็นระยะประมาณวัดละ ๕๐๐ วา ทั้งสี่วัด เมื่อเป็นดังนี้จึงชวนให้คิดว่า แม่น้ำปิงที่ในตำนานว่าอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองหริภุญชัยนั้นจะอยู่ ณ ที่ตรงไหน
พอจะเป็นทีสันนิษฐานได้หรือไม่ว่า แม่น้ำปิงในอดีตหรือปิงห่างนั้นจะบรรจบกับลำน้ำกวงที่ไหลมาทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือตรงจุดที่เรียกว่า “ สบปิงหลิ่งห้า “ แล้วไหนมุ่งตรงไปทางหน้าวัดพระยืนไปพบกับลำน้ำแม่สานหรือสารนทีรวมกันแล้ว ๆ ไหลไปลงที่สบสานบ้านหลาย ไหล่ล่องไปทางทิศใต้เรื่อย ๆ ไปบรรจบกับลำนำแม่ทาตรงบ้านสบทา เส้นทางการไหลผ่านของน้ำแม่ปิงในลักษณะเช่นนี้แม้จะเป็นเพียงการสันนิษฐาน ก็คงพอที่จะทำให้เรามองเห็นภาพของเมืองหริภุญชัย ที่ตั้งอยู่ในทางทิศวันตกของลำน้ำปิงได้อย่างชัดแจ้ง และคงจะเป็นไปได้ยิ่งขึ้นจึงอยากจะขอฝากไว้ให้ท่านผู้รู้และผู้ที่มีข้อสังเกตทีสามารถชี้ชัดได้ว่า ข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร ช่วยพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง เพื่อจะเป็นข้อมูลที่ถูกต้องต่อไป มีข้อที่น่าสังเกตและน่าจะสันนิษฐานได้อีกประการหนึ่งก็คือเมื่อพระยามัรายตีได้เมืองหรือภุญชัยแล้วก็อยู่เสวยราชสมบัติเพียงสองปีก็ทรงแต่งตั้งให้อ้ายฟ้าเป็นขอนฟ้าคาองเมืองหรือภุญชัย สาเหตุที่พระองค์ไม่เลือกหริภุญชัยนครเป็นราชธานี เพราะเมืองหริภุญชัยมีขนาดจำกัดตัวเมืองซึ่งสร้างมากว่า ๕๐๐ ปี นขณะนั้นไม่สามารถจะขยายออกไปได้ดั่งใจนึกและเต็มที่ อีกทั้งตัวเมืองก็เต็มไปด้วยวัดวาอารามและเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนามาช้านาน ที่สำคัญยิ่งก็คือมีพระบรมธาตุเจ้าหริภุญชัยจึงทรงคงไว้ให้เป็นต้นเค้าของเมืองแห่งพระพุทธศานาดยแท้ไว้เช่นนั้น และเห็นควรที่จะแสวงหาทำเลแห่งใหม่ เพื่อการสร้างนครหลวงให้ยิ่งใหญ่ได้สมใจแห่งพระพุทธศาสนาโดยแท้ไว้เช่นนั้น และเห็นควรที่จะแสวงหาทำเลแห่งใหม่ เพื่อการสร้างนครหลวงให้ยิ่งใหญ่ได้สมใจแห่งพระองค์ในครั้งนั้น จึงโปรดให้ยกไปตั้งหลัดอยู่ ณ เบื้องทิศอีสานแห่งเมืองหริภุญชัย ดูน่าจะเป็นบริเวณใกล้ ๆ กับสถานสบปิงหลิ่งห้าซึ่งมีซากของเมืองเก่าให้เห็นอยู่เรียกว่า “ เวียงน้อย “
วัดป่าเห็วกับ “ ขัวมุง “
“ ขัว หมายถึง สะพานคนเดินข้ามลำคลอง ลำเหมือง หรือแม่น้ำ พังนั้น ขัวมุง จึงหมายถึง สะพานที่มีหลังคาคลุมตลอดตัวสะพาน … เมื่อครั้งอดีต ขัวมุงเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของภูมิภาคล้านนา เป็นสถานที่พักร้อนคลายเหนื่อย หลบแดด หลบฝน เป็นทั้งตลาดขนาดเล็กของชุมชน และเป็นสถานที่ประชุมพบปะของผู้คนในท้องถิ่น
เรื่องราวความเป็นมาของขัวมุงนั้นมีมาแต่เมื่อใดไม่มีหลักฐานปรากฏที่แน่ชัด มีเพียงเรื่องเล่าสืบทอดต่อกันมาจากผู้เฒ่าผู้แก่ว่า ขัวมุงนั้นเป็นชื่อของหมู่บ้านและตำบลเล็ก ๆ ตำบลหนึ่งในชนบทสันนิษฐานว่าตั้งขึ้นประมาณ พ.ศ. ๒๓๒๔ โดยในตำบลนั้นมีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่าน ชื่อแม่น้ำโคง ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน สมัยนั้นมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเจ้าเมืองเชียงใหม่และเจ้าเมืองลำพนต่างก็มีอำนาจและบารมีในสมัยนั้น วันหนึ่งได้นักการชนช้างกันในระหว่างแม่น้ำโคง
ในการชนช้างครั้งนั้นปรากฏว่าเจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นผู้ชนะ เมื่อเจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นผู้ชนะ จึงคิดจะสร้างอนุสรณ์ที่แสดงถึงชัยชนะไว้ จึงได้คิดสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโคงระหว่างหมู่บ้านขึ้นมา ซึ่งสะพานนั้นมีลักษณะแปลกกว่าสะพานทั่ว ๆ ไปคือ สะพานนั้นทำด้วยไม่ล้วน ๆ มีหลังคาที่มุงด้วยไม้เกตุแทนกระเบื้องดินเผา ะสพานนั้นสร้งไว้บริเวณทางเหนือของวัดขัวมุงเพื่อให้เป็นที่สัญจรไปมาระหว่างหมู่บ้าน แต่ในปัจจุบันนี้สะพานได้ชำรุดเสียหายไปหมดแล้ว เหลือไว้เพียงนาม หมู่บ้าขัวมุง และวัดขัวมุงเท่านั้น
บ้างก็เล่าว่า การสร้างขัวมุงนั้นไม่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อะไรเลย แต่การสร้างขัวมุงนั้นสร้างไว้เพื่อเป็นที่สำหรับสัญจรไปมาระหว่างหมู่บ้าน โดยในสมัยก่อนจะสร้างไว้ใกล้วัดเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากในสมัยก่อนวัดนั้นเป็นศูนย์รวมทางด้านการศึกษา ซึ่งเมื่อชาวบ้านจะเดินทางมาวัดก็จะเดินข้ามขัวมายังวัดสาเหตุที่ต้องสร้างขัว หรือสะพานให้มีหลังคานั้นก็มีสาเหตุมาจากความเชื่อต่างๆ ของ ชาวบ้านว่า ขัวหรือสะพานนั้นแต่ก่อนสร้างด้วยไม้ไม่ใช่การสร้งด้วยอิฐหรือปูนดังปัจจุบัน ดังนั้นเพื่อให้ใช้งานได้นาย ๆ ผู้สร้างจึงทำหลังคาไว้เพื่อกันแสงแดด และน้ำฝนที่จะเป็นสาเหตุให้ไม้ผุและสะพานเสื่อมเร็วบ้างก็ว่า สาเหตุทีสร้งหลังคานั้นก็เพราะว่าเมื่อชาวบ้านที่เดินทางมาวัดเพื่อทำบุญ จะมาล้างมือที่บริเวณขัวหรือสะพาน เพื่อมิให้คราบไคลจากตัว ไปติดวัดและอีกประการหนึ่งใช้เพื่อเป็นที่หลบแดด หลบฝนหรือเพื่อพักผ่อนพบปะพูดคุยกัน ซึ่งชาวบ้านบางคนก็จะนำสินค้าและอาหารมาขายบิริเวณสะพานหรือขัวนี้ด้วย
บุญเสริม สกตราภัย ได้กล่าวถึงขัวมุง คอลัมน์สีสันวันวารในหนังสือขวัญเรือน ฉบับที่ ๗๓๘ ว่า ขัวมุง หรือก็คือ ขัวม่าน ซึ่งเกิดจากผู้ที่สร้างสะพานแห่งนี้ซึ่งเป็นชาวพม่า ชาวบ้านจึงเรียกว่า “ ขัวม่าน “
“ ม่าน “ ก็คือ “ พม่า “ นั่นเองเชื่อกันว่าขัวมุงนั้นสร้างขึ้นเพื่อเป็นสะพานข้ามลำเหมืองแห่งหนึ่งเป็นสะพานไม้มุงหลังคา สร้างด้วยสถาปัตยกรรมศิลปะที่สวยงาม แข็งแรง ในอดีตของล้านนานั้นเคยมีสะพานแบบนี้อยู่หลายแห่ง เนื่องจากการเดินทางของของคนในสมัยก่อนนั้นต้องให้การเดิน ซึ่งค่อนข้างจะไกลเพื่อให้นักเดินทางได้พักผ่อนในระหว่างเดินทางขังมุงส่วนใหญ่นอกจากจะถูกสร้งเพื่อเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแล้วยังใช้เป็นที่พักริมทางของผู้ที่สัญจรไปมา เพราะข้างในขัวมุงจะมีที่นั่งพักและหม้อดินใส่น้ำเย็น
รายนามเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนามคือ
๑. ครูบาอินต๊ะ พ.ศ. -
๒. ครูบาตานะ พ.ศ. -
๓. พระครูคำอ้าย อภิวงฺโส พ.ศ. ๒๔๕๖ – ๒๕๑๐
๔. พระอธิการสงวน อุตฺมปญฺโญ พ.ศ. ๒๕๑๐ – ๒๕๑๗
๕. พระอธิการถนัด ฐานวิโร พ.ศ. ๒๕๑๗ –๒๕๒๑
๖. พระสมุห์สนั่น นรินฺโท พ.ศ. ๒๕๒๗ –๒๕๓๗
๗. พระมหาสมาน จนฺทรํสี พ.ศ. ๒๕๓๘ -ปัจจุบัน
สถิติพระภิกษุสามเณร
- พุทธศักราช ๒๕๔๙ มีพระ ๖ รูป สามเณร ๑๓ รูป
- พุทธศักราช ๒๕๕๐ มีพระ ๕ รูป สามเณร ๑๓ รูป
- พุทธศักราช ๒๕๕๑ มีพระ ๕ รูป สามเณร ๙ รูป
การบริการสังคม
- เป็นสถานที่ตั้งชมรมผู้สูงอายุตำบลอุโมงค์
๑) โครงการสอนจริยธรรมในโรงเรียน
๒) โครงการธรรมะสัญจร
๓) โครงการตั้งชมรมผู้สูงอายุ
๔) โครงการจัดงานวันเด็ก
๕) โครงการจัดตั้งห้องสมุด
๖) โครงการตั้งศูนย์การเรียนรู้
๗) โครงการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น
๘) โครงการปลูกสมุนไพร(อุโบสถ)
๙) โครงการวันพระในโรงเรียนป่าเห็ว
๑๐) โครงการจัดตั้งทุนนิธิการศึกษาวัดป่าเห็ว
ปัจจุบันเป็นที่ตั้งสำนักงานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลอุโมงค์
สาธุ ผมก็ศิษย์เก่าวัดป่าเห็วเหมือนกันครับ
หล่อนเริ่ด
อืมๆๆ.
ผมตอนนี้ เป็นสามเณร อาศัยอยู่ที่วัดนี้ เป็นสามเณรรูปหนึ่ง อยู่มานานปีกว่าแล้วครับ