ประวัติความเป็นมาวัดป่าเห็ว
วัดป่าเห็ว
                วัดป่าเห็ว ตั้งอยู่เลขที่ ๑๕๘ บ้านป่าเห็ว หมู่ที่ ๕ ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๗ ไร่ ๒ งาน ๕ ตารางวา
ทิศเหนือประมาณ ๒ เส้น ๓ วา จดทางเดินสาธารณะ   ทิศใต้ประมาณ ๒ เส้น ๗ วา จดทางเดินสาธารณะ   ทิศตะวันออกประมาณ ๓ เส้น ๑๖ วา จดถนนสาธารณะ   ทิศตะวันตกประมาณ ๒ เส้น ๑๐ วา จดที่ดินเอกชน
มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๒ แปลง เนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน ๑๖ ตารางวา
ส.ค. ๑ เลขที่ ๒ - ๓
วัดป่าเห็ว  ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างมาแต่สมัยใด  แต่ทราบว่าเริ่มบูรณะปฏิสังขรณ์  เมื่อ  พ.ศ.  2375 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.  ๒๔๕๖  มีอาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถ อาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรม  ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ โรงครัวโรงอาหาร หอสวดมนต์และห้องสมุดไว้ให้บริการพระภิกษุ-สามเณรตลอดจนบุคคลทั่วไป ด้าน ปูชนียวัตถุมี พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสน และเจดีย์
ประวัติความเป็นมา
วัดป่าเห็ว ตั้งชื่อตามหมู่บ้านที่ตั้งอยู่(เดิมเขียนว่าป่าเหียว) จนกลายมาเป็นป่าเห็วเช่นปัจจุบันนี้ ที่มีชื่อเช่นนี้เพราะว่ามีต้นเหียวมากมาย
 ต้นเหียวหรือไม้ตะเคียนหนู2
ชื่อวิทยาศาสตร์ Anogeissus acuminata Wall.var. lanceolata Clarke
ชื่อวงค์  COMBRETACEAE
ชื่ออื่น   หมากเปียก เบน เหียว แหว เอ็มมอญ เอ็นลื่น
ลักษณะทั่วไป
ไม้ต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบช่วงสั้น สูง ๑๕–๒๕ เมตร ลำต้นเปลา ตรง เปลือกสีเทาจนถึงน้ำตาลดำ แตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ ทั่วไป ใบเป็นใบเดี่ยวติดเรียงสลับ ทรงใบรูปรีแกมรูปหอก โคนใบสอบแคบ ปลายใบเรียวแหลม เนื้อใบค่อนข้างบาง ท้องใบและขอบใบมีขนนุ่มยาว ๆ สีเทาอมเหลือง หรือบางทีออกสีเงิน    ดอก ออกเป็นช่อเดียวตามง่ามใบ รวมกันเป็นกลุ่มกลม วัดผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑.๕ ชม. ดอกย่อยมีขนาดเล็ก สีเหลือง เป็นดอกสมบูรณ์เพศ โคนกลีบรองดอกติดกันเป็นหลอดเรียว ปลายหลอดแผ่กว้างแยกเป็น ๕ แฉกด้านในมีขนยาว ๆ ทั่วไป ไม่มีกลีบดอก  เกสรผู้ ๑๐ อัน เรียงตัวเป็น ๒ วง
ผล เล็กรูปรี มีปีกหรือครีบออกทางด้านข้าง ๒ ปีก ส่วนบนเป็นติ่งหรือเป็นหางยื่น ผลอยู่รวมกันเป็นก้อนกลม วัดผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๕ มม.
การกระจายและนิเวศวิทยา
พบกระจายทั่ว ๆ ไป ตามป่าเบญจพรรณชื้นและป่าดิบแล้งใกล้ชายห้วยตามภาคต่าง ๆ ที่สูงจากระดับน้ำทะเล ๑๐๐–๕๐๐ เมตร
 ประโยชน์
เนื้อไม้ ขัดเงาได้ดีใช้ทำพื้น ฝา เครื่องเรือน ด้ามเครื่องมือทางเกษตร เปลือก ให้น้ำฝาดสำหรับฟอกหนัง
วัดป่าเห็วกับแม่น้ำปิงห่าง
วัดป่าเห็วตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำปิงห่าง แต่เดิมนั้นเป็นแม่น้ำปิงสายเดิมที่ยังไม่เปลี่ยนเส้นทางเดิน
                แต่เดิมนั้น  แม่น้ำปิงไหลไปทางเวียงกุมกาม  โดยได้รวมเวียงกุมกามไว้ฟากเดียวกับเมืองเชียงใหม่ในสมัยราชวงศ์มังราย  (  พ.ศ.  ๑๘๓๙  -  ๒๑๐๑  )  ในตอนนั้นการเดินทางจากเชียงใหม่ไปเวียงเชียงใหม่ไปเวียงกุมกามจะไม่ข้ามแม่น้ำปิง  เมื่อเราดูภาพถ่ายทางอากาศ  พ.ศ.  ๒๔๙๗  จะเห็นร่องรอยของปิงห่างชัดเจนมาก  จุดที่ปิงห่างแยกตัวจากแม่น้ำปิงปัจจุบันจะอยู่ห่างวัดกู่คำ  หรือวัดเจดีย์เหลี่ยม  บ้านท่าวังตาล  อำเภอสารภี  จังหวัดเชียงใหม่ไปทางทิศเหนือ  วัดระยะทางทางอากาศประมาณ  ๒๕๐  เมตรจากนั้นร่องรอยของปิงห่างจะผ่านวัดศรีบุญเรือง  อำเภอสารภี  จังหวัดเชียงใหม่  เลียบไปทางทิศเหนือของเวียงกุมกามเลียบไปตามถนนสายเชียงใหม่  -  ลำพูนสายเก่าด้านทิศตะวันตก  ผ่านบ้านสันคือ  บ้านหนองผึ้ง  บ้านกองทราย  บ้านกู่เสือ  บ้านปัน 
                ปิงห่าง  คือ  สายน้ำแม่ปิงเดิม  ๆ  ที่ยังไม่เปลี่ยนเส้นทางเดิน  ในสมัยโบราณเมืองลำพูนตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำปิง  เวลานั้นแม่น้ำปิงไหลมาบรรจบกับแม่น้ำกวงที่บ้านหลิ่งห้า  เรียกว่า  “  สบปิงหลิ่งห้า  “  ไหลรวมกันผ่านบริเวณหน้าวัดพระยืนไปรวมกับลำน้ำแม่สานหรือสารนที  ที่ไหลล่องลงไปทางทิศใต้ของเมือง
                แม่น้ำกวงเป็นลำน้ำเล็ก  ๆ  ที่ไหลมาจากขุนกวงในอำเภอดอนสะเก็ดจังหวัดเชียงใหม่ในอดีตไหลมารวมกับน้ำปิงสายเก่าตรงสบปิงหลิ่งห้า  น้ำกวงตรงช่วงที่ไหลผ่านบ้านช่างฆ้อง  หัวกวง  ท่านาง  ท่าสิงห์พิทักษ์  ท่าขาม  บ้านหลวยนั้นก่อนหน้าของยุคพระเจ้ามังราย  ไม่มีปรากฏ  พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นผืนเดียวกันหมด  แต่มาเกิดขึ้นในสมัยของพระเจ้ามังรายหลังจากที่ตีเมืองลำพูนได้แล้ว  พระเจ้ามังรายได้ยกพลไปตั้งมั่นอยู่  ณ  บริเวณที่เรียกว่า  เวียงน้อย  ทางอีสานทิศของเมืองลำพูนเนื่องจากบริเวณนี้เป็นที่ลุ่ม  ในฤดูฝนหน้าพรรษาจะมีน้ำท่วมขัง  เป็นที่เดือดร้อยไปทั่ว  ทั้งผู้คน  ช้าง  ม้า  วัว  ควาย  จึงทรงสั่งให้ขุดลัดคุ้งแม่น้ำ  เป็นการระบายน้ำในที่ลุ่มให้ออกไป  สายน้ำปิงและน้ำกวงที่รวมกันจึงเปลี่ยนเส้นทางเดิน  มุ่งเข้าและมุ่งตรงไปยังที่ลุ่มกว่าโดยง่าย  เปิดทางน้ำกว้างออก  กลายเป็นแม่น้ำกวงเส้นปัจจุบันที่เห็นอยู่เจียง  บ้านปากกอง  บ้านอุโมงค์เขตเมืองลำพูน  บ้านกอม่วง  บ้านป่าเห็ว  จากบ้านป่าเห็วนี้ร่องรอยของปิงห่างจะเปลี่ยนแนวมาทางทิศตะวันออก  ขนายอยู่ทางทิศตะวันออกของทางรถไปผ่านข้างหนองหมู  บ้านป่าเส้า  บ้านชัยสถาน  บ้านต้นผึ้ง  บ้านไร่  บ้านป่าสัก  บ้านปิงห่าง  และบ้านหลิ่งห้า  อำเภอเมือง  จังหวัดลำพูน  ปิงห่างจากเวียงกุมกามถึงจุดบ้านหลิ่งห้าจะมีระยะทางยามประมาณ  ๒๕  กิโลเมตร  ร่องรอยของปิงห่างปรากฏเป็นแนวขนานอยู่ทางทิศตะวันตกของถนนสายเชียงใหม่  -  ลำพูน  ในแนวตั้งแต่บ้านสันคือลงไปถึงบ้านอุโมงค์  ช่วงนี้จะมีลักษณะลาดต่ำลงเป็นแอ่งกระทะ  ระดับของท้องน้ำจะอยู่ต่ำกว่าระดับถนนประมาณ  ๑-๒  เมตร  ถนนสายเชียงใหม่  -  ลำพูน  จึงถูกสร้างบนพนังธรรมชาติของร่องปิงห่าง  และตอนปลายของร่องน้ำนี้จะประจบกับแม่น้ำกวง  ณ  บริเวณบ้านหลิ่งห้าซึ่งเรียกกันว่า  “  สบปิง  “  หรือ  “  สบปิงหลิ่งห้า  “
                จากจุดสบปิงตรงบ้านหลิ่งห้านี้มีข้อสังเกตว่า  ในสมัยพระนางจามเทวีนั้น  แม่น้ำกวงคงจะไม่ได้ไหลผ่านหมู่บ้านเข้าเมืองหริภุญชัยตามที่ไหลผ่านเช่นปัจจุบันคือ  ผ่านสะพานดำ  (  ใต้สถานีรถไปลำพูน  )  บ้างช่างฆ้อง  บ้านหัวกวงท่านาง  ท่าสิงห์พิทักษ์ผ่านหน้าวัดพระธาตุหริภุญชัย  ท่าขามเข้าสู่บ้านหลวย  ทั้งแม่น้ำกวงช่วงนี้ก็ไม่ใช่แม่น้ำปิงหรือพิงคนทีที่ในตำนานกล่าวไว้ว่า  อยู่ทางเบื้องตะวันออกของหริภุญชันสครแต่ประการใด  คงพอที่จะสันนิษฐานได้ว่า  ในช่วงเวลาของพระนางจามเทวีเสด็จจากเมืองละไว้มาเมืองลำพูนในตอนนั้นไม่มีแม่น้ำกวงและพิงคนทีหรือแม่นห้ปิงไหลผ่านเมืองลำพูนเช่นปัจจุบันนี้  น้ำแม่กวงและน้ำแม่ปิง  (  ปิงเก่า  )  ที่แท้จะไหลมาถึงและรวมตัวกันที่สบปิงหลิ่งห้าเท่านั้น  ผืนแผ่นดินที่ถูกแบ่งโดยแม่นไกวงขณะนี้นั้นเมื่อก่อน  ๆ  โน้นเป็นผืนแผ่นดินเดียวกันโดยตลอด  ทั้งนี้เพราะวัดสี่มุมเมืองที่รพะนางจามเทวีได้ทรงสร้างขึ้นในตัวเมืองหริภุญชัยหนึ่งในวัดทั้งสี่วัดคือ  “  วัดดอนแก้ว  “  หรือ  “  อรัญญิกรัมมการาม  “ ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ในตัวเมืองขณะนั้นไม่มีลำน้ำใด  ๆ  ผ่าผ่านทางด้านทิศตะวันตกของวัดและวัดสี่มุมเมืองนี้จะมีระยะทางห่างจากจุดศูนย์กลางของเมืองคือ  ตรงจุดสะดือเมืองที่เป็นพระวิหารสะดือเมืองเดี๋ยวนี้  ห่างเป็นระยะประมาณวัดละ  ๕๐๐  วา  ทั้งสี่วัด  เมื่อเป็นดังนี้จึงชวนให้คิดว่า  แม่น้ำปิงที่ในตำนานว่าอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองหริภุญชัยนั้นจะอยู่  ณ  ที่ตรงไหน
                พอจะเป็นทีสันนิษฐานได้หรือไม่ว่า  แม่น้ำปิงในอดีตหรือปิงห่างนั้นจะบรรจบกับลำน้ำกวงที่ไหลมาทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือตรงจุดที่เรียกว่า  “  สบปิงหลิ่งห้า  “  แล้วไหนมุ่งตรงไปทางหน้าวัดพระยืนไปพบกับลำน้ำแม่สานหรือสารนทีรวมกันแล้ว  ๆ  ไหลไปลงที่สบสานบ้านหลาย  ไหล่ล่องไปทางทิศใต้เรื่อย  ๆ ไปบรรจบกับลำนำแม่ทาตรงบ้านสบทา  เส้นทางการไหลผ่านของน้ำแม่ปิงในลักษณะเช่นนี้แม้จะเป็นเพียงการสันนิษฐาน  ก็คงพอที่จะทำให้เรามองเห็นภาพของเมืองหริภุญชัย  ที่ตั้งอยู่ในทางทิศวันตกของลำน้ำปิงได้อย่างชัดแจ้ง  และคงจะเป็นไปได้ยิ่งขึ้นจึงอยากจะขอฝากไว้ให้ท่านผู้รู้และผู้ที่มีข้อสังเกตทีสามารถชี้ชัดได้ว่า  ข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร  ช่วยพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง  เพื่อจะเป็นข้อมูลที่ถูกต้องต่อไป  มีข้อที่น่าสังเกตและน่าจะสันนิษฐานได้อีกประการหนึ่งก็คือเมื่อพระยามัรายตีได้เมืองหรือภุญชัยแล้วก็อยู่เสวยราชสมบัติเพียงสองปีก็ทรงแต่งตั้งให้อ้ายฟ้าเป็นขอนฟ้าคาองเมืองหรือภุญชัย  สาเหตุที่พระองค์ไม่เลือกหริภุญชัยนครเป็นราชธานี  เพราะเมืองหริภุญชัยมีขนาดจำกัดตัวเมืองซึ่งสร้างมากว่า  ๕๐๐  ปี  นขณะนั้นไม่สามารถจะขยายออกไปได้ดั่งใจนึกและเต็มที่  อีกทั้งตัวเมืองก็เต็มไปด้วยวัดวาอารามและเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนามาช้านาน  ที่สำคัญยิ่งก็คือมีพระบรมธาตุเจ้าหริภุญชัยจึงทรงคงไว้ให้เป็นต้นเค้าของเมืองแห่งพระพุทธศานาดยแท้ไว้เช่นนั้น  และเห็นควรที่จะแสวงหาทำเลแห่งใหม่  เพื่อการสร้างนครหลวงให้ยิ่งใหญ่ได้สมใจแห่งพระพุทธศาสนาโดยแท้ไว้เช่นนั้น  และเห็นควรที่จะแสวงหาทำเลแห่งใหม่  เพื่อการสร้างนครหลวงให้ยิ่งใหญ่ได้สมใจแห่งพระองค์ในครั้งนั้น  จึงโปรดให้ยกไปตั้งหลัดอยู่  ณ  เบื้องทิศอีสานแห่งเมืองหริภุญชัย  ดูน่าจะเป็นบริเวณใกล้  ๆ  กับสถานสบปิงหลิ่งห้าซึ่งมีซากของเมืองเก่าให้เห็นอยู่เรียกว่า    “  เวียงน้อย  “
 
วัดป่าเห็วกับ  “  ขัวมุง  “
                “  ขัว   หมายถึง  สะพานคนเดินข้ามลำคลอง  ลำเหมือง  หรือแม่น้ำ  พังนั้น  ขัวมุง  จึงหมายถึง  สะพานที่มีหลังคาคลุมตลอดตัวสะพาน  …  เมื่อครั้งอดีต  ขัวมุงเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของภูมิภาคล้านนา  เป็นสถานที่พักร้อนคลายเหนื่อย  หลบแดด  หลบฝน  เป็นทั้งตลาดขนาดเล็กของชุมชน  และเป็นสถานที่ประชุมพบปะของผู้คนในท้องถิ่น
                เรื่องราวความเป็นมาของขัวมุงนั้นมีมาแต่เมื่อใดไม่มีหลักฐานปรากฏที่แน่ชัด  มีเพียงเรื่องเล่าสืบทอดต่อกันมาจากผู้เฒ่าผู้แก่ว่า  ขัวมุงนั้นเป็นชื่อของหมู่บ้านและตำบลเล็ก ๆ ตำบลหนึ่งในชนบทสันนิษฐานว่าตั้งขึ้นประมาณ  พ.ศ.  ๒๓๒๔  โดยในตำบลนั้นมีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่าน  ชื่อแม่น้ำโคง  ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน  สมัยนั้นมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเจ้าเมืองเชียงใหม่และเจ้าเมืองลำพนต่างก็มีอำนาจและบารมีในสมัยนั้น  วันหนึ่งได้นักการชนช้างกันในระหว่างแม่น้ำโคง
                ในการชนช้างครั้งนั้นปรากฏว่าเจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นผู้ชนะ  เมื่อเจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นผู้ชนะ  จึงคิดจะสร้างอนุสรณ์ที่แสดงถึงชัยชนะไว้  จึงได้คิดสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโคงระหว่างหมู่บ้านขึ้นมา  ซึ่งสะพานนั้นมีลักษณะแปลกกว่าสะพานทั่ว ๆ ไปคือ  สะพานนั้นทำด้วยไม่ล้วน ๆ มีหลังคาที่มุงด้วยไม้เกตุแทนกระเบื้องดินเผา  ะสพานนั้นสร้งไว้บริเวณทางเหนือของวัดขัวมุงเพื่อให้เป็นที่สัญจรไปมาระหว่างหมู่บ้าน  แต่ในปัจจุบันนี้สะพานได้ชำรุดเสียหายไปหมดแล้ว  เหลือไว้เพียงนาม  หมู่บ้าขัวมุง  และวัดขัวมุงเท่านั้น 
                บ้างก็เล่าว่า  การสร้างขัวมุงนั้นไม่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อะไรเลย  แต่การสร้างขัวมุงนั้นสร้างไว้เพื่อเป็นที่สำหรับสัญจรไปมาระหว่างหมู่บ้าน  โดยในสมัยก่อนจะสร้างไว้ใกล้วัดเป็นส่วนใหญ่  เนื่องจากในสมัยก่อนวัดนั้นเป็นศูนย์รวมทางด้านการศึกษา  ซึ่งเมื่อชาวบ้านจะเดินทางมาวัดก็จะเดินข้ามขัวมายังวัดสาเหตุที่ต้องสร้างขัว  หรือสะพานให้มีหลังคานั้นก็มีสาเหตุมาจากความเชื่อต่างๆ  ของ  ชาวบ้านว่า  ขัวหรือสะพานนั้นแต่ก่อนสร้างด้วยไม้ไม่ใช่การสร้งด้วยอิฐหรือปูนดังปัจจุบัน  ดังนั้นเพื่อให้ใช้งานได้นาย ๆ ผู้สร้างจึงทำหลังคาไว้เพื่อกันแสงแดด  และน้ำฝนที่จะเป็นสาเหตุให้ไม้ผุและสะพานเสื่อมเร็วบ้างก็ว่า  สาเหตุทีสร้งหลังคานั้นก็เพราะว่าเมื่อชาวบ้านที่เดินทางมาวัดเพื่อทำบุญ  จะมาล้างมือที่บริเวณขัวหรือสะพาน  เพื่อมิให้คราบไคลจากตัว  ไปติดวัดและอีกประการหนึ่งใช้เพื่อเป็นที่หลบแดด  หลบฝนหรือเพื่อพักผ่อนพบปะพูดคุยกัน  ซึ่งชาวบ้านบางคนก็จะนำสินค้าและอาหารมาขายบิริเวณสะพานหรือขัวนี้ด้วย
                บุญเสริม  สกตราภัย  ได้กล่าวถึงขัวมุง  คอลัมน์สีสันวันวารในหนังสือขวัญเรือน  ฉบับที่  ๗๓๘  ว่า  ขัวมุง  หรือก็คือ  ขัวม่าน  ซึ่งเกิดจากผู้ที่สร้างสะพานแห่งนี้ซึ่งเป็นชาวพม่า  ชาวบ้านจึงเรียกว่า  “  ขัวม่าน  “ 
“  ม่าน  “  ก็คือ  “  พม่า  “  นั่นเองเชื่อกันว่าขัวมุงนั้นสร้างขึ้นเพื่อเป็นสะพานข้ามลำเหมืองแห่งหนึ่งเป็นสะพานไม้มุงหลังคา  สร้างด้วยสถาปัตยกรรมศิลปะที่สวยงาม  แข็งแรง  ในอดีตของล้านนานั้นเคยมีสะพานแบบนี้อยู่หลายแห่ง  เนื่องจากการเดินทางของของคนในสมัยก่อนนั้นต้องให้การเดิน  ซึ่งค่อนข้างจะไกลเพื่อให้นักเดินทางได้พักผ่อนในระหว่างเดินทางขังมุงส่วนใหญ่นอกจากจะถูกสร้งเพื่อเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแล้วยังใช้เป็นที่พักริมทางของผู้ที่สัญจรไปมา  เพราะข้างในขัวมุงจะมีที่นั่งพักและหม้อดินใส่น้ำเย็น
 
รายนามเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนามคือ
๑.            ครูบาอินต๊ะ                                           พ.ศ.   -
๒.           ครูบาตานะ                                           พ.ศ.   -
๓.           พระครูคำอ้าย    อภิวงฺโส                    พ.ศ.   ๒๔๕๖ – ๒๕๑๐
๔.           พระอธิการสงวน    อุตฺมปญฺโญ      พ.ศ.  ๒๕๑๐ – ๒๕๑๗
๕.           พระอธิการถนัด    ฐานวิโร              พ.ศ.  ๒๕๑๗ –๒๕๒๑
๖.            พระสมุห์สนั่น    นรินฺโท                 พ.ศ.  ๒๕๒๗ –๒๕๓๗
๗.           พระมหาสมาน    จนฺทรํสี                 พ.ศ.  ๒๕๓๘ -ปัจจุบัน
 
สถิติพระภิกษุสามเณร
- พุทธศักราช ๒๕๔๙   มีพระ  ๖ รูป   สามเณร ๑๓  รูป
- พุทธศักราช ๒๕๕๐   มีพระ  ๕ รูป   สามเณร ๑๓  รูป
- พุทธศักราช ๒๕๕๑   มีพระ  ๕ รูป   สามเณร ๙  รูป
 
การบริการสังคม
-         เป็นสถานที่ตั้งชมรมผู้สูงอายุตำบลอุโมงค์
       
๑)      โครงการสอนจริยธรรมในโรงเรียน
๒)    โครงการธรรมะสัญจร
๓)    โครงการตั้งชมรมผู้สูงอายุ
๔)    โครงการจัดงานวันเด็ก
๕)    โครงการจัดตั้งห้องสมุด
๖)     โครงการตั้งศูนย์การเรียนรู้
๗)    โครงการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น
๘)    โครงการปลูกสมุนไพร(อุโบสถ)
๙)     โครงการวันพระในโรงเรียนป่าเห็ว
๑๐)  โครงการจัดตั้งทุนนิธิการศึกษาวัดป่าเห็ว
ปัจจุบันเป็นที่ตั้งสำนักงานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลอุโมงค์