เรียนรู้เรื่องความจริงของชีวิต
เมื่อวานไปร้านหนังสือ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ชอบทำเมื่อมีเวลาว่าง เรียกได้ว่าสับดาห์ไหนไม่ได้แวะร้านหนังสือเหมือนขาดอะไรไปอย่าง ถึงแม้บางครั้งไปแล้วก็ไม่ได้ซื้อ แต่ก็เป็นความสุขที่ได้เดินดูว่างั้นเถอะ แต่เมื่อวานได้มาเล่มหนึ่งครับ เป็นหนังสือที่ถ่ายทอดแนวความคิด ประสบการณ์ อุดมการณ์ การทำงานของบุคคลที่ถือว่าเป็นระดับสุดยอดของเมือไทยคนหนึ่งนั่นก็คือ ท่าน ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ซึ่งส่วนตัวแล้วผมก็ติดตามอ่านงานของท่านมาโดยตลอด โดยเฉพาะหนังสือนิทานสีขาว ตั้งแต่เล่ม ๑-๔ อ่านแล้วก็นำไปเล่าต่อให้เด็กฟัง บางครั้งก็ให้เด็กยืมไปอ่านต่อหมุนเวียนกันไป จนบางเล่มก็ไม่รู้อยู่ที่ใครไปแล้ว แต่ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ดีกว่าเก็บไว้เฉย ๆ มาถึงหนังสือเล่มนี้สุดยอดมากเลยครับสำหรับแนวความคิดจากหนังสือเล่มนี้ อ่านแล้วจะเห็นและเข้าใจความเป็นมาและเป็นไปของสรรพสิ่งที่อยู่ในจักรวาล ทำให้เราได้มองเห็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของทุกสิ่งทุกอย่างที่ว่าในท้ายที่สุดแล้วก็เหลือเพียงความว่างเปล่าเท่านั้นที่เป็นความจริง ไม่มีอะไรที่เป็นของผู้ใดแต่อย่างใด สิ่งที่เราทุกคนกำลังพยายามไขว่คว้าแก่งแย่งแข่งขัน เข่นฆ่า รบราประหัดประหาร ถกเถียงฉันถูกแกผิด หรืออะไต่อมิอะไรที่วุ่นวายกันไปทัั้งโลกในทุกวันนี้สรุปแล้วล้วนเป็นมายา เป็นภาพลวงตา หรือเป็นเพียงสิ่งสุมมิตที่จิตของเราสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น ในหนังสือยังได้บอกถึงความน่าสะพรึงกลัวของปัญหาโลกร้อนที่กำลังจะส่งผลกระทบต่อประชากรโลกในวันเวลาอันใกล้นี้ โดยเฉพาะประเทศไทยของเราหากไม่รีบวางแผนเพื่อป้องกันและเตรียมความพร้อมในการรับมือ เป็นไปได้มากที่ดินแดนภาคกลางทั้งหมดจะกลายเป็นเมืองบาดาลที่จมอยู่ใต้ทะเล และเมื่อไม่มีการวางแผนการอพยพเมืองหลวงก็จะไม่สามารถเคลื่อนย้ายโบราณสถานโบราณวัตถุโดยเฉพาะวัดพระแก้วมรกต ถ้าถูกปล่อยให้จมหายไป ความเป็นชาติไทยก็จะมีความหมายอะไร และหากมีการย้ายเมืองหลวงบริเวณที่เหมาะที่สุดก็คือ อีสานใต้ แถวโคราช บุรีรัมย์ สุรินทร์ จะปลอดภัยที่สุด แน่นอนว่าการย้ายเมืองเป็นเรื่องยากแต่หากไม่เตรียมพร้อมเราก็ต้องเจอปัญหาที่ว่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นตอนนี้กำลังสร้างเมืองใต้บาดาลเพื่อรับมือ ส่วนฮอลแลนด์กำลังสร้างบ้านที่สามารถกลายเป็นแพลอยน้ำได้ เพราะเมืองของเขาอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ตอนนี้อยู่ได้เพราะสร้างเขื่อนกั้นไว้แต่เริ่มจะรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ไหว จากเนื้อหาในหนังสือทำให้ไดรู้ว่าปัญหาโลกร้อนในขณะนี้กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ หลายประเทศก็มีการเตรียมตัวรับมือ แต่ไทยเรากำลังทำอะไรอยู่ ถ้าดูจากหน้าจอทีวีและสื่อต่างๆก็คงจะพอเข้าจะใจนะครับ สำหรับท่านใดที่ยังไม่ได้อ่านลองหาอ่านดูนะครับดีมาก ๆ เลยอ่านแล้วจะทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น ไม่แน่ว่าชีวิตของท่านอ่านเปลี่ยนไปหลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ หรือหากท่านใดสนใจอยากอ่านเล่มเดียวกันกับที่ผมอ่านไปแล้วหากไม่รังเกียจว่าจะเป็นการอ่านตามรอยสายของคนอื่นที่เคยกราดกรายไปบนตัวหนังสือเหล่านี้มาก่อนแล้วครั้งหนึ่งหรือมากกว่า ผมก็ยินดีนะครับหากเป็นความประสงค์ มาร่วมกันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมกันเถอะแม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำได้