ชุดความรู้ที่สมดุลคือต้องมีความรู้ที่ผิดพลาดและสำเร็จประกอบเข้าอยู่ด้วยกัน

ในการทดลองความรู้หลักการอะไรต่าง ๆ ที่ได้รับ ได้รู้มาใหม่ ๆ นั้น โอสกาสในการผิดพลาดย่อมต้องมีสูงกว่าความสำเร็จ ดังนั้นคนเราจึง "ไม่กล้า" ที่จะเรียนรู้จากการทดลอง

หัวใจของการวิจัยไม่ว่าจะเป็นทางด้าน Pure science และ Apply science ก็จึงต้องว่ากันด้วยเรื่องนี้ให้กระจ่าง เพราะการกลัว ๆ กล้า ๆ เพราะเราตั้งต้นด้วยคิดว่าจะได้หรือเสียนั้นคือการปิดหนทางที่เราจะเรียนรู้จากทุกย่าง ๆ ก้าวที่เราเดินไป

การมองเป้าหมายว่าสิ่งที่ได้นั้นคือ "ความรู้" หรือหลักการต่าง ๆ ที่เราได้เห็นจากกระบวนการไม่ว่าสิ่งที่ทดลองทำนั้นจะสำเร็จหรือล้มเหลว ถ้าเราล้มเหลวเราก็จะได้รู้ว่าทำไมล้มเหลว แล้วเราก็จะเริ่มตั้งสมมติฐานเพื่อทดลองในครั้งใหม่

แต่ถ้าหากเราทำสำเร็จในที่แรกหรือทำได้ในครั้งเดียว ใหม่ ๆ นั้นเราอาจจะดีใจ แต่ถ้าคนอื่นไปทำสิ่งใดแล้วเขาล้มเหลว เราก็จะไม่มีความรู้ที่คู่ควรจะไปบอกเขาได้เลย

ดังนั้นถ้าหากเราสังเกตุให้ดีในระหว่างการพูดคุยทั้งเป็นทางและไม่เป็นทางการ ถ้าหากสิ่งใดเรารู้จากการปฏิบัติเอง ลองผิด ลองถูกเอง น้ำหนักเสียงของเรานั้นจะหนักแน่น เพราะสิ่งที่เราพูดของมามั่นบ่งบอกถึงความมั่นใจ

แต่ถ้าเรื่องใดเราเคยแต่ทำถูกไม่เคยทำผิด หรือใช้วิธีเรียนลัดเอาก็คือ เรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะไปอบรม สัมมนา อ่านหนังสือ สอบถาม พูดคุย ถอดความรู้ จัดกระบวนการ เราก็เพียงได้แต่ Data ที่สามารถหลอกให้เราหลงได้ว่า "เรารู้แล้ว"

สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เรารู้ได้จริง แต่เราไม่สามารถปฏิบัติได้จริง เพราะการปฏิบัติจริงนั้นมีรายละเอียด มีกลเม็ด มีเคล็ดลับที่ผู้ปฏิบัติเท่านั้นที่จะสามารถบอกออกมาได้

เพราะการศึกษาไม่ว่าจะเรื่องใดมักจะต้องประกอบด้วยตัวแปรมากกว่าหนึ่งเสมอ เพราะตัวแปรเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลแตกต่างไปนั้น ถ้าหากเรามีเพียงแต่ชุดความรู้ที่ผู้อื่นถอดมา หรือเพียงอ่านมาเราจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที

การลองผิดแล้วผิดจากมีค่ามากกว่าการลองถูกแล้วถูก

การลองผิดคือลองไปเรื่อย เขาบอกมาแล้วก็ไม่เชื่อ ยังไม่เชื่อของลองดูก่อน ลองไปเรื่อย เขาบอกว่าอันนี้ดีแล้ว ก็พยายามหาทางที่ดีกว่า ลองเอาสิ่งที่เขาทำแล้วประสบความสำเร็จผสมกับสัญชาตญาณนักวิจัยของเรา แล้วค่อย ๆ ปรับ ประยุกตร์ จากนั้นจึงสังเคราะห์ออกมาเป็นชุดความรู้ใหม่ ซึ่งเราจะได้ชุดความรู้ที่ "สมดุล"

ชุดความรู้ที่สมดุลคือต้องมีความรู้ที่ผิดพลาดและสำเร็จประกอบเข้าอยู่ด้วยกัน

ในปัจจุบันเอกสารตำราทางวิชาการมักจะบ่งบอกถึงวิธีการที่ประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ ผู้อื่นก็มักจะหลงชื่นชมกับสิ่งที่ผู้เขียนทำแล้วประสบความสำเร็จ หรือผู้เขียนก็เพียงแต่เขียนแนวทางหรือวิธีการที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ โดยปฏิเสธว่ากระบวนการที่ทำแล้วล้มเหลวนั้น "ไม่สำคัญ"

เมื่อเป็นเช่นนี้วงการวิชาการในเมืองไทยจึงไม่เข้มแข็ง เพราะองค์ความรู้จะหายไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง อาทิเช่น ถ้าหากผู้เขียนหนังสือหรือผู้วิจัยทดลองสองครั้ง โดยในครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ แล้วมาประสบความสำเร็จในครั้งที่ 2 นักวิจัยก็เขียนแต่เพียงกระบวนการในครั้งที่ 2 โดยทิ้ง "ความรู้" ในครั้งแรกไป

แต่ส่วนใหญ่แล้ว การทดลองหรือการวิจัยต่าง ๆ นั้นมักจะทำกันซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ดังนั้นในทุก ๆ ครั้งที่เราเจอผลสำเร็จ เราก็มักจะทิ้งความรู้จากความผิดพลาดนับสิบนับร้อยครั้งนั้นไป

ความรู้นั้นเป็นความรู้ที่ผิดพลาดจริง ๆ หรือไม่...?

ถ้าหากเราวัดว่า ความรู้นั้นผิดพลาดเพราะสิ่งที่ค้นคว้า หรือผลการวิจัยที่ได้ออกมาไม่ตรงตามเป้าหมายที่เราวางไว้ในโครงการวิจัยนั้นก็ถูกต้องว่าเป็นสิ่งที่ผิดพลาดจริง ๆ

แต่สิ่งที่ได้ออกมานั้นไม่มีใครจะปฏิเสธได้ว่าสิ่งนั้นคือ "ความรู้" เพราะสิ่งที่ได้ออกมาจากความผิดพลาด เป็นเพียงสิ่งที่ไม่ตรงกับเป้าหมายของเรา แต่อาจจะตรงกับเป้าหมายในโครงการอื่น ซึ่งอาจจะเป็นโครงการในอดีต หรืออนาคต ซึ่งนักวิจัยรุ่นใหม่ยังไม่ได้คิดหรือยังไม่ได้เขียนโครงการขึ้นมาเท่านั้นเอง

การตระหนักในเรื่องความสมดุลในชุดความรู้นั้นจะทำให้เราได้ความรู้มากกว่าหนึ่งในโครงการวิจัยเพียงหนึ่ง

การตระหนักในกระบวนการที่ได้ความรู้หรือผลงานที่ไม่ตรงกับโครงร่างการวิจัยอาจจะมีความหมายมากกว่าผลงานการวิจัยที่สรุปได้ออกมา...