เสวนาวิชาการ การประกวดมะปราง
การผลิตมะปรางเชิงการค้า ครั้งที่ 6 ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก
3-4 มีนาคม 2553 รายละเอียด www.agi.nu.ac.th
การผลิตมะปรางเชิงการค้า ครั้งที่ 6 ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก
3-4 มีนาคม 2553 รายละเอียด www.agi.nu.ac.th
พบกับบรรณาธิการวารสารเคหการเกษตร และเกษตรกรที่มีประสบการณ์ทั้งจังหวัดพิจิตรและพิษณุโลก
โครงการบริการวิชาการ
เรื่อง “การผลิตทางการเกษตรอย่างถูกต้องและเหมาะสมสำหรับไม้ผลเขตภาคเหนือตอนล่าง :
การผลิตมะปรางเชิงการค้า”
วันที่ 3-4 มีนาคม 2553 เวลา 08.00 – 16.30 น.
ณ ห้องประชุมเกษตรศาสตร์ 1 (AG 2109) คณะเกษตรศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร
วันพุธที่ 3 มีนาคม 2553 (เสวนาทางวิชาการและประกวดมะปรางหวานและมะยงชิด)
08.00 – 08.30 น. ลงทะเบียนการอบรม
09.00 – 12.00 น. ลงทะเบียนการประกวดมะปรางหวานและมะยงชิด
09.00 – 09.15 น. พิธีเปิดโดย รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยนเรศวร
09.15 – 10.15 น. บรรยาย เรื่อง “การผลิตมะปรางเชิงการค้าในเขตภาคเหนือตอนล่าง”
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท
10.15 – 10.30 น. พักรับประทานอาหารว่าง
10.30 – 11.30 น. การบรรยาย เรื่อง “การผลิตทางการเกษตรอย่างถูกต้องและเหมาะสม
สำหรับไม้ผลเขตภาคเหนือตอนล่าง (GAP)”
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท
11.30 – 12.00 น. การบรรยาย เรื่อง “การจำแนกสายพันธุ์มะปรางหวานและมะยงชิด
ด้วยเทคนิคไบโอเซนเซอร์”
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยะศักดิ์ ชอุ่มพฤกษ์
12.00 – 13.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.30 – 14.30 อภิปราย “แนวทางการผลิตมะปรางเชิงการค้าในเขตภาคเหนือตอนล่าง”
โดย คุณเปรม ณ สงขลา บรรณาธิการวารสารเคหการเกษตร
และเกษตรกรผู้ปลูกมะปรางจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดพิจิตร
14.30 – 14.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง
14.45 – 16.00 น. อภิปราย “แนวทางการผลิตมะปรางเชิงการค้าในเขตภาคเหนือตอนล่าง”
โดย คุณเปรม ณ สงขลา บรรณาธิการวารสารเคหการเกษตร
และเกษตรกรผู้ปลูกมะปรางจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดพิจิตร (ต่อ)
16.00-16.15 น. พิธีมอบรางวัลการประกวดมะปรางหวานและมะยงชิด ครั้งที่ 6
16.15 – 16.30 น. พิธีปิดการอบรม
วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2553 (ศึกษาดูงาน)
09.00 – 12.00 น. ศึกษาดูงานสวนมะปรางจังหวัดสุโขทัย (สวนคุณวสัญ ปานทอง)
13.00 – 16.00 น. ศึกษาดูงานสวนมะปรางจังหวัดสุโขทัย (สวนลุงพ้อม)
มะปรางเป็นพืชที่อยู่ใน Family Anacardiaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bouea burmanica Griff. มีถิ่นกำเนิดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น และชื่อสามัญ ได้แก่ Marian Plum, Ma-prang, Garsluria, Gandaria Kundang, Rembunia, Setar คนไทยแต่ละภาคเรียกมะปรางแตกต่างกัน เช่น ภาคเหนือเรียก “มะผาง” ภาคใต้ เรียก “ลูกปราง” และสุรินทร์ เรียก “โค้ง” ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ Bouea oppositifolia Meinn. Bouea microphylla Griff. Bouea macrophylla Griff. Bouea gandaria B1. (เต็ม, 2523)
การจัดจำแนกมะปรางตามรสชาติ
มะปรางเปรี้ยว หมายถึง มะปรางที่มีรสชาติเปรี้ยว ถ้าเป็นสำนวนไทยโบราณเรียก มะปรางลักษณะนี้ว่า “กาวาง” มีทั้งขนาดผลเล็กและใหญ่ พบทั้งในป่าและสวน เหมาะสำหรับนำมาแปรรูปเป็นมะปรางดอง มะปรางแช่อิ่มและน้ำมะปรางมากกว่าการบริโภคสดโดยตรง
มะปรางหวาน หมายถึง มะปรางที่มีรสชาติหวานทั้งผลขนาดเล็กและใหญ่ ความหวานจะแตกต่างกันไปตามพันธุ์ ขณะที่ผลยังอ่อนอาจมีรสเปรี้ยว หรือรสมันอมฝาด เมื่อแก่จะมีรสมันหวาน มียางมากบริเวณขั้วผล ทำให้ระคายคอโดยเฉพาะผลอ่อน ส่วนผลแก่มักจะไม่มียางมีสีเหลืองหรือเหลืองอมเขียว บริเวณขั้วผลจะมีสีเขียวเรื่อ ๆ เมื่อสุกจัดเนื้อจะเหลวและชาวสวนเรียกว่า “ท้องขึ้น”
มะยง หมายถึง มะปรางที่มีรสหวานอมเปรี้ยวเมื่อผลแก่จัด เมื่อรับประทานแล้วไม่ระคายคอ ลักษณะผลอ่อนมีสีผิวนวลเข้มเขียวจัดกว่ามะปรางส่วนผลสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม นอกจากนี้มะยงแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1) ชนิดที่มีรสหวานอมเปรี้ยว เรียกว่า “มะยงชิด”
2) ชนิดที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน เรียกว่า “มะยงห่าง”
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น สูงประมาณ 4 - 9 เมตร ลำต้นกลม มีทรงแน่น จัดเป็นไม้เนื้อแข็ง เปลือกไม้ขรุขระมีสะเก็ดและยางมีสีขาว มีระบบรากแก้วที่แข็งแรงจึงอยู่ในสภาพแห้งแล้งได้ดีพอสมควร (วิทยา, 2548; นิรนาม, 2542; ปฐพีชล, 2542)
ใบ มีรูปร่างคล้ายใบมะม่วงแต่มีขนาดเล็กกว่าใบเดี่ยวจัดเรียงแบบตรงกันข้าม (opposite) แผ่นใบเรียบ ใบมีรูปร่างยาวรีขอบขนาน (elliptic-oblong) จนถึงรูปใบหอก (lanceolate) (สุรชัย, 2535; สุรชัย, 2541) โคนและปลายใบเรียวสอบ ลักษณะใบอ่อนจะมีสีม่วงแดง ใบแก่สีเขียวจัดเป็นมัน มีเส้นใบเด่นชัด ขอบใบเรียบ การแตกใบเช่นเดียวกับมะม่วง (วิทยา, 2528; สุพรรณหงส์, 2529; นิรนาม, 2542; ปฐพีชล, 2542) แผ่นใบเหนียวแตกใบอ่อน 1 - 3 ครั้งต่อปี (นรินทร์, 2537)
ดอกมะปราง มีลักษณะเป็นช่อแตกแขนง (panicle) เกิดบริเวณปลายกิ่งแขนงที่อยู่ภายในทรงพุ่ม ช่อดอกยาว 8-15 เซนติเมตร ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีประมาณ 250 - 450 ดอก/ช่อ ประกอบด้วยดอกสมบูรณ์เพศหรือดอกกระเทย และดอกตัวผู้อยู่ร่วมกันภายในช่อดอก ดอกจะบานในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม การบานเริ่มจากด้านล่างไปสู่ปลายช่อดอก ก้านดอกยาวประมาณ 3.5 มิลลิเมตร กลีบดอกสีเหลืองมีขนาดเท่ากันจำนวน 4 กลีบ ส่วนของฐานกลีบเลี้ยงจะเชื่อมติดกัน มีเกสรตัวผู้ 10 อัน อับละอองเกสรมี 2 ห้องแตกตามยาว มีรังไข่ 1 อันเป็นรังไข่ชนิดสูงกว่าเกสรตัวผู้ (superior ovary) มี 1 ช่อง (locule) ฐานรองรังไข่อยู่ระหว่างเกสรตัวผู้กับเกสรตัวเมีย ในแต่ละดอกจะบานหมดภายใน 3 - 5 วัน (สุรชัย, 2535; นรินทร์, 2537; สุรชัย, 2541) ยกเว้นบางปีที่มีอากาศหนาวเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ อาจแทงช่อดอก 2 - 3 รุ่นได้ (วิทยา, 2528; สุพรรณหงส์; 2529; นิรนาม, 2542; ปฐพีชล, 2542)
ผลมะปราง เป็นชนิดเมล็ดแข็ง (drupe) มีขนาดผลยาวตั้งแต่ 3 - 10 เซนติเมตร (สุรชัย, 2541) มีทั้งทรงกลมและรูปไข่ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ผลเมื่อยังอ่อนมีสีเขียวจาง ๆ พอโตขึ้นมีสีเขียวเข้ม ฤดูเก็บเกี่ยวในเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม (นรินทร์, 2537) เมื่อสุกผิวผลเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน เหลืองส้ม เนื้อสีเหลือง เหลืองส้มและเหลืองแดง รสชาติมีทั้งหวาน หวานอมเปรี้ยว หวานมันถึงเปรี้ยวจัด (วิทยา, 2528; สุพรรณหงส์, 2529; นิรนาม, 2542; ปฐพีชล, 2542) ในหนึ่งผลจะมีเพียงเมล็ดเดียวรูปร่างเมล็ดค่อนข้างแบนยาวรี ส่วนผิวของเปลือกหุ้มเมล็ด มีลักษณะเป็นเส้นใยสีน้ำตาลปนเหลืองค่อนข้างแข็ง เนื้อของเมล็ดมีทั้งสีขาวและสีชมพูม่วง มีรสฝาดและขม (สุรชัย, 2541) ขนาดของเมล็ดขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยเฉลี่ยจะมีความยาว 2 - 6 เซนติเมตร บางพันธุ์เมล็ดลีบ (สุรชัย, 2541) ใน 1 เมล็ด สามารถใช้เพาะเป็นต้นกล้ามะปรางได้ 1 ต้น (นรินทร์, 2537)
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูกมะปราง
1. น้ำและความชื้นสัมพัทธ์ มะปรางสามารถเจริญเติบโตได้ดีในแหล่งที่มีฝนตกชุกและในที่มีฝนตกน้อยถึงค่อนข้างแห้งแล้ง เพราะช่วงแล้งจะมีความสำคัญต่อการออกดอกของมะปราง โดยช่วงแล้งจะทำให้ต้นมะปรางมีการพักตัวชั่วคราว เกิดการชะงักการเจริญเติบโตทางกิ่งใบเพื่อสะสมอาหาร (นรินทร์,2537) ในระยะที่มะปรางแทงช่อดอก (พฤศจิกายน-มีนาคม) มะปรางต้องการน้ำ เพื่อการเจริญเติบโตของผล จึงควรให้น้ำเป็นระยะโดยให้ครั้งละน้อย ๆ ก่อนเพื่อให้ต้นมะปรางปรับตัวได้ดี และไม่ควรให้น้ำ ปริมาณที่มากทันที เพราะต้นมะปรางจะปรับตัวไม่ทันผลจะร่วงหมด แต่ถ้าขาดน้ำจะทำให้ผลเล็กและร่วงเป็นสาเหตุให้ผลผลิตต่ำกว่าปกติ (นรินทร์, 2537) การให้น้ำเฉลี่ย 7 วันต่อครั้ง ในขณะที่ผลเจริญเติบโตและจะหยุดให้เมื่อเห็นผลมะปรางเริ่มเข้าสี หากยังให้น้ำต่อไปจะทำให้ขนาดผลใหญ่ขึ้น แต่รสชาติจะด้อยลงมาก (ทวีศักดิ์, 2542)
2. อุณหภูมิ อุณหภูมิเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการแทงช่อดอก การติดผลและระยะการสุกของผลมะปรางกล่าวคือถ้าอุณหภูมิต่ำเป็นช่วงระยะเวลานานพอสมควร จะทำให้มะปรางออกดอกและติดผลได้ดีขึ้นและภายหลังจากมะปรางติดผลแล้ว ถ้าแหล่งปลูกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจะทำให้มะปรางแก่เร็วขึ้น แหล่งปลูกมะปรางส่วนใหญ่มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 20 – 30 องศาเซลเซียส (นรินทร์, 2537) ไม่ควรปลูกมะปรางในพื้นที่ที่มีช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส หากต้นมะปรางออกดอกเร็ว ดอกจะไปกระทบอากาศหนาว ทำให้ดอกไหม้หรือถ้ามีการติดผลอ่อนจะทำให้ผลไหม้ได้เช่นกัน อากาศหนาวในช่วงอุณหภูมิ 5 - 10 องศาเซลเซียสมีผลกระทบต่อดอก และผลอ่อนของมะปรางทำให้เกิดอาการไหม้ (ทวีศักดิ์, 2542)
3. แสง มะปรางเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพที่มีแสงรำไร (แสงแดด 50%) จนถึงแสงแดดโดยตรง (แสงแดด 100%)
4. ดิน มะปรางปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด ลักษณะดินควรเป็นดินร่วน ดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนปนดินเหนียว ไม่เป็นดินเค็ม ดินควรมีความอุดมสมบูรณ์และหน้าดินลึก เพื่อรากจะได้สามารถหาอาหารได้ดี (นรินทร์, 2537) ดินควรมีการระบายน้ำระบายอากาศได้ดี ระดับน้ำใต้ดินควรอยู่ลึกพอสมควรเพื่อให้รากมะปรางหยั่งลงลึกได้ ทำให้ระบบรากแข็งแรงไม่ล้มง่าย และน้ำไม่ท่วมขัง (สุรชัย, 2541) มีระดับความเป็นกรดและด่างของดิน (pH) เท่ากับ 6-7 (นรินทร์, 2537)
5. ความสูงและเส้นละติจูด มะปรางสามารถเจริญได้ตั้งแต่ระดับเหนือน้ำทะเลจนถึงระดับความสูงประมาณ 1,000 เมตร พื้นที่ปลูกที่เหมาะสม คือ ระดับความสูงไม่เกิน 600 เมตร เพราะถ้าสูงเกินไปมะปรางอาจไม่ค่อยติดผล นอกจากนี้ความสูงของพื้นที่ปลูกมีอิทธิพลต่อระยะเวลาการออกดอกของมะปราง กล่าวคือ ทุก ๆความสูง 130 เมตร มะปรางจะออกดอกช้าไป 4 วัน ในด้านเส้นละติจูดหรือเส้นรุ้ง มะปรางที่ปลูกห่างจากเส้นศูนย์สูตรในแต่ละองศาละติจูดเหนือหรือใต้ จะออกดอกช้าไปประมาณ 4 วัน (นรินทร์, 2537)
สรีรวิทยาของการออกดอกและการติดผลของมะปราง ระยะการเกิดดอกสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ คือ
1. ระยะชักนำการเกิดดอก (floral initiation) เป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อตรงจุดกำเนิดดอก (floral primordia)
2. ระยะสร้างตาดอก (floral organization) เป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่จะพัฒนาเป็นส่วนของดอก
3. ระยะบริบูรณ์ของดอก (floral maturation) เป็นช่วงการพัฒนาการเจริญของแต่ละองค์ประกอบของดอก
4. ระยะดอกบาน (anthesis) เป็นช่วงการเจริญเต็มที่ของดอก โดยเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย
พร้อมรับการผสมเกสร
มะปรางเป็นไม้ผลที่สามารถออกดอกติดผลได้สม่ำเสมอทุกปี ยกเว้นต้นมะปรางที่ปล่อยแบบธรรมชาติและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ในต้นที่อายุมากอาจติดผลดกหนึ่งปีและติดผลน้อยในปีถัดไป แต่ถ้ามีการดูแลรักษาที่ดีมะปรางจะออกดอกทุกปี มะปรางมีทั้งดอกตัวผู้และดอกสมบูรณ์เพศอยู่ในช่อดอกเดียวกัน ทำให้โอกาสในการผสมเกสรและติดผลมากขึ้น นอกจากนี้การออกดอกยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่
1. อายุและขนาดของต้น พืชต้องมีการเจริญทางด้านกิ่งใบจนกระทั่งถึงช่วงอายุที่เหมาะสม จึงมีการสร้างดอก (สมบุญ, 2538) โดยมะปรางเริ่มออกดอกเมื่ออายุ 3 - 4 ปีในต้นที่ได้จากการต่อยอดหรือทาบกิ่ง ซึ่งต้นยังคงเล็กอยู่จึงให้ผลผลิตน้อย ส่วนต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดเริ่มออกดอกในปีที่ 6 – 7 ขนาดของต้นขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาของแต่ละสวน ต้นที่มีขนาดใหญ่จะให้ผลผลิตมาก เนื่องจากมะปรางออกดอกและติดผลตามปลายยอดของกิ่ง (สุรชัย, 2541)
2. ความอุดมสมบูรณ์ของต้นมะปราง ต้นที่ได้รับการดูแลรักษาดี มีปริมาณธาตุอาหารสะสมมากจะสามารถออกดอกได้ดี เนื่องจากการเกิดดอกในไม้ผลยืนต้นมีความสัมพันธ์กับปริมาณคาร์โบ ไฮเดรตและไนโตรเจนในต้น (C/N ratio) การเกิดดอกเป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของปริมาณคาร์โบไฮเดรตซึ่งเป็นแหล่งเริ่มต้นและสะสมพลังงานในส่วนต่าง ๆ ของพืช
3. ระดับฮอร์โมนในต้นพืช การออกดอกอาจควบคุมโดยสมดุลฮอร์โมนหลายชนิด ได้แก่ จิบเบอเรลลิน เอทิลีน ไซโตไคนิน เป็นต้น
4. น้ำ ในช่วงก่อนการออกดอกควรงดให้น้ำแก่ต้นมะปรางประมาณ 1-2 เดือน ซึ่งตามธรรมชาติอยู่ในช่วงฤดูแล้งอยู่แล้ว ทั้งนี้เพื่อปรับระดับอาหารสะสมภายในต้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งสัดส่วนระหว่างคาร์โบไฮเดรตต่อไนโตรเจน ในสภาพดินแห้งแล้งพืชไม่สามารถนำไนโตรเจนจากดินไปใช้ได้ ทำให้มีการสะสมคาร์โบไฮเดรตมากขึ้นส่งผลให้เกิดการออกดอก หากฝนตกในช่วงนี้หรือมีการให้น้ำจะทำให้แตกใบอ่อนและออกดอกล่าช้า หรือถ้าแตกใบอ่อนขณะออกดอกจะทำให้ดอกร่วง เนื่องจากใบอ่อนและดอกแย่งอาหารซึ่งกันและกัน
5. อุณหภูมิ มะปรางมีนิสัยในการออกดอกโดยต้องกระทบอากาศหนาวเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนจึงออกดอก(ทวีศักดิ์, 2539) ถ้าอากาศหนาวทิ้งช่วงหลายครั้งมะปรางจะออกดอก 2 – 3 รุ่น (นรินทร์, 2537) โดยอุณหภูมิต่ำจะยับยั้งการเจริญเติบโตทางกิ่งใบของมะปราง ทำให้มีอาหารสะสมมากขึ้นและมีผลต่อการปรับระดับฮอร์โมนภายในต้นให้อยู่ในสภาวะที่ส่งเสริมการออกดอก ถ้ามะปรางได้รับอุณหภูมิต่ำเป็นระยะเวลายาวนานจะยิ่งออกดอกมากขึ้น อย่างไรก็ตามอุณหภูมิต้องไม่ต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส เพราะถ้าอุณหภูมิต่ำเกินไปจะมีผลต่อการเจริญเติบโตและหากมีอุณหภูมิต่ำในระยะออกดอก อาจทำให้ดอกไหม้และร่วงได้ (สุรชัย, 2541)
6. การใช้สารเคมีเร่งการออกดอก การใช้สารเคมีเร่งการออกดอก ส่วนใหญ่จะเป็นธาตุอาหารเสริมผสมฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการออกดอก ฉีดพ่นในระยะที่กำลังออกดอก จะช่วยเร่งการออกดอกของมะปรางได้ ทั้งนี้ต้นต้องได้รับการดูแลมาเป็นอย่างดี มีความสมบูรณ์พร้อมที่จะออกดอก หรือในระยะติดผลขนาดเล็กเท่าหัวไม้ขีด อาจมีการใช้ธาตุอาหารเสริมหรือฮอร์โมนเพื่อช่วยให้มีการติดผล และเพิ่มขนาดผลได้ (สุรชัย, 2541)
การปลูกมะปรางหวานและมะยงชิด
การเตรียมต้นพันธุ์
ควรเลือกซื้อพันธุ์จากแหล่งปลูกที่เชื่อถือได้ ไม่ควรนำไปปลูกทันที ควรเว้นระยะเวลาให้ต้นพันธุ์สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ปลูกประมาณ 3-4 วัน
ระยะปลูก
ระยะห่าง 8 x 8 เมตร (25 ต้น/ไร่)
ระยะชิด 4 x 4 เมตร (100 ต้น/ไร่)
การเตรียมหลุมปลูก
ขุดหลุมกว้าง ยาวและลึกอย่างละ 0.50-1.00 เมตรขึ้นอยู่กับต้นพันธุ์ที่นำมาปลูก โดยขุดดินแยกดินชั้นบนและล่างออกจากกัน และควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองก้นหลุม หลุมละประมาณ 1-3 กิโลกรัม จากนั้นนำดินชั้นบนใส่ลงที่ก้นหลุมก่อนดินชั้นล่าง
การปลูก
ควรปลูกต้นฤดูฝน เหมาะสำหรับการปลูกมะปรางเพราะเจริญเติบโตเร็ว ควรขุดหลุมเพื่อวางต้นมะปรางให้พอดีกับถุงดำ และตัดพลาสติกที่ด้านล่างของถุงดำโดยรอบ ถุงพลาสติกจะหลุดออกทางด้านล่าง วางต้นมะปรางลงในหลุมดังกล่าว พร้อมดึงถุงพลาสติกทางด้านบน กลบดินให้สูงกว่าระดับดินเดิมเล็กน้อย ใช้มือกดดันบริเวณรอบ ๆ โคนต้นโดยรอบ ปักหลักไม้ไผ่เพื่อค้ำยันและป้องกันการโยก
ของต้นมะปรางเมื่อมีกระแสลมพัดแรง ควรคลุมโคนต้นด้วยฟางหรือเศษหญ้าแห้ง นอกจากนี้ควรสร้างร่มเงาให้แก่ต้นมะปรางที่ปลูกใหม่โดยใช้สแลนคลุมคล้ายหลังคา เพื่อให้ต้นมะปรางสามารถปรับตัวได้ดี หรือปลูกต้นกล้วยเพื่อใช้เป็นร่มเงาและสร้างรายได้ในขณะที่ต้นมะปรางยังไม่สามารถให้ผลผลิต
การปฏิบัติดูแลรักษา
การให้น้ำ
ต้นเล็กขาดน้ำจะแสดงอาการใบไหม้ โดยใบเริ่มแห้งจากปลายยอดมาหาโคนต้นและตายในที่สุด
ระยะ 2-3 เดือนแรกหลังปลูก ควรให้น้ำสม่ำเสมอ 3-5 วัน/ครั้ง อายุ 4-6 เดือน ควรให้น้ำทุก 7-10 วัน/ครั้ง อายุ 1 ปีขึ้นไปควรให้น้ำทุก 10-15 วัน/ครั้ง ช่วงฝนตกงดการให้น้ำ โดยเฉพาะฤดูแล้งควรมีการรดน้ำ 7-10 วัน/ครั้ง ทุกครั้งที่มะปรางแตกใบอ่อนใหม่ ๆ ควรให้น้ำอยู่เสมอ เพื่อให้ใบสมบูรณ์มีการแตกกิ่งก้านและยอดใหม่ ๆ ควรงดการให้น้ำประมาณ 2 - 3 เดือนก่อนออกดอกในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ภายหลังการออกดอกติดผลควรให้น้ำเป็นระยะครั้งละไม่มาก หากให้น้ำมากเกินไปอาจทำให้ผลร่วงได้
วิธีการให้น้ำ
อาจใช้สายยางรดน้ำในกรณีที่พื้นที่ปลูกไม่มากนัก หากพื้นที่ขนาดใหญ่ และมีงบประมาณเพียงพออาจใช้ระบบสปริงเกอร์หรือน้ำหยด
การใส่ปุ๋ย
ขึ้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินในพื้นที่ปลูก ควรใส่ปุ๋ยตามระยะการเจริญเติบโต ดังนี้
1. ระยะมะปรางกำลังเจริญเติบโต
- เพิ่มปุ๋ยคอก อัตรา 1-3 กิโลกรัม/ต้นทุกปี
- ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ช่วง 6 เดือนแรก อัตรา 0.1 กิโลกรัม/ต้น
- ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ช่วง 6 เดือน - 2 ปี อัตรา 0.25 กิโลกรัม/ต้น
- ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ช่วง 2-3 ปี อัตรา 0.50 กิโลกรัม/ต้น
2. ระยะมะปรางใกล้ออกดอก งดใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในเดือนกันยายน-ตุลาคมของทุกปีโดยใส่ปุ๋ย 12 – 24 - 12 อัตรา 0.5 กิโลกรัม/ต้น ขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของทรงพุ่ม
3. ระยะมะปรางติดผลแล้ว ใส่ปุ๋ย 13 - 13 - 21 อัตรา 0.25 กิโลกรัม/ต้น ขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของทรงพุ่ม
วิธีการใส่ปุ๋ย โดยการขุดหลุมลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตรรอบชายพุ่ม โรยปุ๋ยกลบดิน และควรให้น้ำภายหลังการใส่ปุ๋ย ยกเว้นในช่วงฤดูฝน
การกำจัดวัชพืช
ควรกำจัดวัชพืชพวกเถาเลื้อยและอื่น ๆ โดยการใช้การกำจัดด้วยมีด จอบ เครื่องตัดหญ้าหรือฉีดพ่นสารเคมีกำจัดวัชพืช ชนิดดูดซึมหรือสัมผัส
การตัดแต่งกิ่ง
ควรตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งแสงส่องผ่านได้สะดวก ตัดกิ่งน้ำค้างหรือกิ่งกระโดงหรือกิ่งที่มีโรคและแมลงทำลาย ควรตัดแต่งและจัดทรงพุ่มให้สมดุล เพื่อป้องกันการหักล้ม
การห่อผล
การปลูกมะปรางในเชิงการค้า ปัจจุบันนิยมห่อผลเพื่อต้องการให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดี ผลมีสีสวย สะอาด ไม่มีตำหนิจากแมลงและศัตรูชนิดอื่น ๆ เข้าทำลาย การห่อผลในปัจจุบันใช้กระดาษรีเมย์หรือถุงกระดาษสีน้ำตาลชนิดพิเศษ
การเก็บเกี่ยว
มะปรางเป็นผลไม้ที่นิยมบริโภคตั้งแต่ผลอ่อน (ผลดิบ) จนถึงผลแก่และสุกมีสีเหลือง ส่วนมะยงชิดจะนิยมบริโภคผลสุก เพราะมีรสชาติอร่อย รสหวานติดเปรี้ยวเล็กน้อย ดัชนีการเก็บเกี่ยวมะปรางในปัจจุบัน คือ การดูสีของผลที่สุกเต็มที่โดยมีสีเหลืองทั้งผล ในช่วงที่มีอากาศร้อนหรืออุณหภูมิสูง จะทำให้ผลสุกเร็วกว่าปกติ หากเก็บเกี่ยวล่าช้าทำให้ผลมะปรางร่วงได้ ในการเก็บเกี่ยวแต่ละครั้งควรทำด้วยความระมัดระวัง หากมะปรางร่วงหล่นลงพื้นดินผลจะแตกไม่น่ารับประทาน การเก็บเกี่ยวควรทำอย่างระมัดระวังไม่ทำให้เกิดรอยช้ำหรือบาดแผลจะทำให้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน ส่วนการเก็บเกี่ยวมะยงชิดสังเกตสีของผลเช่นเดียวกับมะปราง โดยผลมีสีเหลืองอมส้มทั้งผล (สีขึ้นอยู่กับพันธุ์) หากต้องการให้มีรสชาติอร่อยต้องปล่อยให้ผลสุกเต็มที่ ระมัดระวังไม่ให้ร่วงหล่นหรือบอบช้ำ
เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว
การเก็บรักษามะปรางที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพันธ์ 80 - 95 % สามารถเก็บได้นาน 2 – 3 สัปดาห์ นอกจากนี้การใช้สารดูดซับเอทิลีน (KMn04) เพื่อช่วยดูดซับเอทิลีนซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เร่งการสุกของผลมะปราง ทำให้มะปรางมีอายุหลังการเก็บเกี่ยวนานขึ้น
โรคที่สำคัญของมะปราง
1. โรคแอนแทรคโนส
สาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อรา (Collectotrichum sp.) ซึ่งสามารถเข้าทำลายได้เกือบทุกส่วนของมะปรางไม่ว่าจะเป็นต้นกล้าเล็ก ๆยอดอ่อน ใบอ่อน กิ่งอ่อน ช่อดอก ดอกผลอ่อนจนถึงผลแก่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการเก็บเกี่ยวมีการระบาดมากในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีความชื้นสูงอุณหภูมิที่เหมาะสมของโรคนี้จะอยู่ระหว่าง 24 - 32๐C เชื้อราเป็นสาเหตุทำให้เกิดจุดและแผลสีน้ำตาลเข้มแผลตามกิ่งและผล หากโรคระบาดรุนแรงก็จะทำให้เกิดอาการใบแห้งบิดและเบี้ยวร่วงหล่น ช่อดอกแห้งไม่ติดผล ผลอาจจะร่วงหรือผลเน่าหลังเก็บเกี่ยว
ลักษณะอาการ
ในระยะต้นกล้า พบอาการของโรคแอนแทรคโนสทั้งใบและต้น อาการเริ่มแรกจะเป็นจุดเล็ก ๆบนใบอ่อน สังเกตดูจะพบว่าใสกว่าเนื้อใบรอบ ๆ จุดนั้น ต่อจากนั้นจะขยายออกเป็นวงกว้างขนาดต่างๆขึ้นอยู่กับความชื้นและความอ่อนแก่ของใบ ขอบแผลชัดเจนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ส่วนอาการที่ยอดอ่อนหรือกิ่งแขนงจะเป็นแผลสีน้ำตาลค่อนข้างดำลักษณะแผลเป็นรูปไข่ยาวไปตามความยาวของลำต้น หากอาการรุนแรงแผลจะขยายขนาดอย่างรวดเร็วและจะทำให้ยอดแห้งเป็นสีน้ำตาลและแห้งตายในที่สุด
ในระยะต้นโต เชื้อราจะเข้าทำลายบนใบอ่อน ยอดอ่อนหรือช่อดอก ลักษณะอาการคล้าย ๆกับในระยะต้นกล้าสำหรับช่อดอกจะมีอาการเป็นจุดสีน้ำตาลดำประปรายบนก้านดอกจะทำให้ดอกเหี่ยวและหลุดร่วงไม่ติดผล และผลอ่อนอาจจะถูกโรคนี้เข้าทำลายทำให้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำและร่วงหล่น ส่วนผลที่มีขนาดโตขึ้นแต่ยังไม่แก่หรือสุก ลักษณะอาการบนผลจะเป็นจุดสีดำ รูปร่างกลมรีขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุดจนถึงการเก็บเกี่ยวผลสุก การเก็บรักษาในหีบห่อที่บรรจุเพื่อการขนส่ง ถ้าหากมีความชื้นสูงจะพบโรคแอนแทรคโนสเข้าทำลายได้ง่ายและรุนแรง
การป้องกันกำจัด
โรคแอนแทรคโนส สามารถป้องกันกำจัดได้โดยการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชหลายชนิด เช่น สารเบนโนมิล แมนโคเซบ แคปแทน คอบเปอร์อ๊อกซี่คลอไรด์ เป็นต้น ในช่วงที่มีอากาศชื้นโดยเฉพาะในฤดูฝน เชื้อโรคจะระบาดได้มาก ควรมีการพ่นสารดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งหรือใช้วิธีการพ่นสลับกันตามความเหมาะสม นอกจากนี้ควรมีการตัดแต่งกิ่งหรือส่วนที่เป็นโรคเผาทำลาย
2. โรคราดำ
เกิดจากแมลงพวกปากดูด ซึ่งจะดูดกินน้ำเลี้ยงของพืชตามยอดอ่อน ช่อดอก แล้วจะถ่ายสารซึ่งมีลักษณะคล้ายน้ำหวานออกมาตามบริเวณใบและช่อดอก ซึ่งเชื้อราดำในอากาศจะสามารถเจริญเติบโตได้ มีผลทำให้การติดดอกออกผลของมะปรางลดลงหรือไม่ติดผล
การป้องกันกำจัด
เนื่องจากโรคราดำนี้นั้นเกิดจากแมลงเป็นสาเหตุสำคัญ ดังนั้นควรมีการป้องกันกำจัดแมลงพวกเพลี้ยจักจั่น หรือแมลงชนิดปากดูดอื่นๆ ในช่วงที่มะปรางเริ่มแทงช่อดอกควรฉีดพ่นด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงพวกสารคาร์บาริล หรือสารคาร์โบซัลแฟน หากพบมีการทำลายจากแมลงปากดูดอีกควรพ่นสารเคมีอีกครั้งในระยะดอกตูม การป้องกันกำจัดเชื้อราดำควรพ่นสารเคมีพวกแคปแทน แมนโคแซบ หรือคอบเปอร์อ๊อกซี่คลอไรด์
3. โรคผลเน่า
ลักษณะอาการผลเน่านี้มักจะพบหลังจากผลมะปรางถูกแมลงวันทองเจาะทำลายหรือเกิดบาดแผลในระหว่างการเก็บเกี่ยวหรือขนส่ง บริเวณที่เป็นโรคผลจะนิ่มมีสีเทาหรือดำ ควรมีการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงวันทองหรือใช้วิธีการห่อผล นอกจากนี้การเก็บเกี่ยวและขนส่งสู่ตลาดควรทำด้วยความระมัดระวังอย่าให้ผลกระทบกระเทือนหรือเกิดบาดแผลขณะขนส่ง เพราะอาจก่อให้เกิดการเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุได้
แมลงศัตรูที่สำคัญของมะปราง
1. เพลี้ยไฟ (Thrips)
รูปร่างลักษณะ
เพลี้ยไฟเป็นแมลงขนาดเล็ก มีลำตัวยาว 1-2 มิลลิเมตร ตัวอ่อนสีเหลือง ตัวแก่สีน้ำตาลปนเหลืองปีกมีขนเป็นแผง เพลี้ยไฟมักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
ลักษณะการทำลาย
ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากเจาะและดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลส์พืชบริเวณใบอ่อน ยอดอ่อน ตาใบ ช่อดอก โดยเฉพาะฐานรองดอกและขั้วของผลอ่อน ทำให้เซลส์บริเวณนั้นถูกทำลาย นอกจากนี้ยังพบว่าใบแตกใหม่แคระแกร็น ขอบใบและปลายใบไหม้ ใบอาจร่วงตั้งแต่ยังเล็ก ๆ สำหรับใบที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว เพลี้ยไฟจะทำลายตามขอบใบ ใบม้วนงอ ปลายใบไหม้ ส่วนยอดแห้งไม่แทงช่อดอกหงิกหงอ ดอกร่วงไม่ติดผลหรือติดผลน้อยและเจริญเติบโตเป็นผลที่ไม่สมบูรณ์
การป้องกันกำจัด
หากระบาดไม่มากใช้กรรไกรตัดส่วนที่แมลงทำลายไปเผาทำลาย ซึ่งโดยปกติแมลงพวกนี้จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม การใช้สารเคมีป้องกันกำจัด ได้แก่ สารคาร์โบซัลแฟน เช่น พอสซ์ อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล เช่น เซฟวิน 85 อัตรา 45 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร นอกจากนี้มีการใช้แมลงศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยไฟ ได้แก่ แมงมุม แมลงช้าง เป็นต้น ซึ่งเป็นการควบคุมแบบชีววิธี
2. เพลี้ยจักจั่น (Hopper)
รูปร่างลักษณะ
เพลี้ยจักจั่นมะปรางส่วนหัวจะโตและป้าน ลำตัวเรียวแหลมมาทางด้านหาง ลำตัวสีเทาปนดำหรือสีน้ำตาลปนเทา เคลื่อนไหวได้รวดเร็วเพราะมีขาคู่หลังที่แข็งแรง
ลักษณะการทำลาย
เพลี้ยจักจั่นจะทำลายใบอ่อน ยอดอ่อนและช่อดอก ซึ่งช่วงระยะที่ทำความเสียหายแก่มะปรางมากที่สุดจะเป็นช่วงระยะที่มะปรางกำลังออกดอก โดยดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อดอกทำให้ช่อดอกแห้ง ดอกร่วง ติดผลน้อยหรือไม่ติดผลเลย ในระหว่างการดูดกินน้ำเลี้ยงจะถ่ายสารที่มีลักษณะเป็นน้ำเหนียวๆซึ่งมีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบทำให้เกิดการแพร่ระบาดของราดำซึ่งทำให้พื้นที่ใบถูกทำลายและส่งผลทำให้การสังเคราะห์แสงลดลง นอกจากนี้ยังทำให้ใบบิดโค้งงอ ส่วนขอบใบมีอาการปลายใบแห้ง
การป้องกันกำจัด
ควรใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลง พ่นในระยะก่อนมะปรางออกดอก และเริ่มแทงช่อดอกอีกครั้ง เมื่อดอกบานแล้วไม่ควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงอีก เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อแมลงที่มาช่วยผสมเกสร และควรหมั่นตรวจดูช่อดอกมะปรางอย่างสม่ำเสมอ หากตรวจพบควรมีการพ่นสารเคมีอีก 1 – 2 ครั้งหลังจากมะปรางติดผลแล้ว สารเคมีป้องกันกำจัดแมลง ได้แก่ สารคาร์บาริล เช่น เซฟวิน 85% WP อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฟอร์มาวิน เช่น แอมบุช อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
3. แมลงค่อมทอง (Leaf eating weevil)
รูปร่างลักษณะ
ตัวเต็มวัยเป็นด้วงงวงขนาดกลางมีเส้นแบ่งกลางหัว อก และปีกชัดเจน ส่วนหัวสั้นทู่ยื่นตรงไม่หุ้มเข้าใต้อก เพศผู้มีขนาดเล็กกว่าเพศเมีย แมลงค่อมจะอยู่เป็นคู่หรือรวมเป็นกลุ่ม เมื่อต้นมะปรางได้รับความกระทบกระเทือนแมลงค่อมทองจะทิ้งตัวลงสู่พื้น
ลักษณะการทำลาย
ตัวเต็มวัยสามารถทำลายพืชหลายชนิดทั้งมะปรางและมะม่วง โดยจะกัดกินใบพืชในช่วงแตกใบอ่อน ลักษณะใบที่ถูกทำลายใบมีลักษณะเว้า ๆ แหว่ง ๆ ถ้ารุนแรงจะเหลือแค่ก้านใบ
การป้องกันกำจัด
1. ตัวเต็มวัยของแมลงค่อมทองมีจุดอ่อน คือ ชอบทิ้งตัวเมื่อได้รับความกระทบกระเทือน ควรใช้สวิงรออยู่ใต้กิ่งหรือใบ เมื่อเขย่ากิ่งของต้นมะปรางแมลงค่อมทองจะตกลงในสวิง จากนั้นนำแมลงไปทำลาย
2. ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงฉีดพ่นในช่วงระยะที่มะปรางแตกใบอ่อน หรือการระบาดของแมลงค่อมทอง ได้แก่ สารคาร์บาริล เช่น เซฟวิน 85% WP อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
4. แมลงวันทอง (Fruit fly)
รูปร่างลักษณะ
ตัวเต็มวัยเป็นแมลงวันปีใสมีขนาดลำตัวยาว 0.8 เซนติเมตร มีลักษณะเด่น คือ สีเหลืองสดที่ส่วนอกและส่วนท้อง เพศเมียจะมีอวัยวะวางไข่เรียวแหลม
ลักษณะการทำลาย
แมลงวันทองวางไข่ที่ผลมะปรางในช่วงผลใกล้สุกจนถึงผลสุกสีเหลือง ทำให้ภายในผลมีหนอนเข้าทำลาย ผลเน่าและร่วงหล่นในที่สุด
การป้องกันกำจัด
1. เก็บผลที่ถูกแมลงวันทองทำลายมาเผาทำลายหรือขุดหลุมฝัง
2. การใช้สารล่อแมลงวันทอง เช่น สารเมทธิลยูจีนอลผสมสารฆ่าแมลง เช่น อะบาแมกตินในอัตราส่วน 1:1 โดยหยอดสารล่อและสารป้องกันกำจัดแมลงลงบนสำลีแล้วใส่ในกับดักและเติมสารดังกล่าวทุก ๆ เดือน โดยใช้กับดัก 5 - 10 จุดต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยวางกลางทรงพุ่มของมะปราง
3. การห่อผล ใช้ถุงกระดาษสีขาวห่อผลมะปราง ขณะผลยังเล็กอยู่
5. ด้วงงวงกัดใบมะปราง (Leaf cutting weevil)
รูปร่างลักษณะ
เป็นแมลงขนาดเล็ก ลำตัวยาวประมาณ 3 - 4 มิลลิเมตร กว้างประมาณ 1.2 - 1.5 มิลลิเมตร งวงยาวมากเกือบเท่าครึ่งหนึ่งของลำตัว หัวและอกสีส้ม ตากลมใหญ่สีดำ ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ ปีกแข็งสีน้ำตาลปนขาว
ลักษณะการทำลาย
แมลงชนิดนี้จะกัดเฉพาะใบอ่อนเท่านั้น โดยตัวเมียจะวางไข่ด้านบนของใบอ่อน เมื่อไข่เสร็จจะกัดใบห่างจากขั้วใบประมาณ 1 – 2 เซนติเมตร เหลือแต่โคนใบทำให้ใบอ่อนส่วนที่มีไข่ติดอยู่ร่วงลงบนพื้นดิน
การป้องกันกำจัด
1. เก็บใบอ่อนที่ถูกด้วงงวงกัดร่วงหล่นตามโคนต้นเอาไปเผาทำลาย เพื่อทำลายไข่และตัวอ่อน
2. ในระยะที่มะปรางเริ่มแตกใบอ่อน ใช้สารเคมีพวกคาร์บาริล ได้แก่ เซฟวิน 85% WP อัตรา 45 - 80 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
6. ด้วงเจาะลำต้นมะปราง (Stem boring beetle)
รูปร่างลักษณะ
เป็นด้วงหนวดยาวสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ หนวดยาวสีน้ำตาล ลำตัวมีความยาวประมาณ 3 - 4 เซนติเมตร เพศเมียมีขนาดลำตัวเล็กกว่าเพศผู้
ลักษณะการทำลาย
ตัวหนอนของแมลงชนิดนี้จะเจาะลำต้นหรือกิ่งมะปราง ทำให้ต้นมะปรางชะงักการเจริญเติบโต ตัวเมียหลังผสมพันธุ์จะวางไข่ตามรอยแผลหรือตามเปลือกที่แตก เมื่อไข่ฟักออกเป็นหนอนเริ่มใช้ปากเจาะไชเข้าไปในลำต้นบริเวณที่กัดกินคือเนื้อเยื่อเจริญใต้เปลือกและท่อน้ำท่ออาหาร โดยมีทิศทางไม่แน่นอน เนื่องจากด้วงเจาะลำต้นกัดกินทำลายท่อน้ำท่ออาหาร ทำให้ลำต้นมะปรางอ่อนแอและชะงักการเจริญเติบโตมีผลทำให้ไม่มีการแตกใบอ่อนชุดใหม่ ใบแก่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วงหล่นทำให้ต้นมะปรางตายอย่างรวดเร็ว
การป้องกันกำจัด
1. กิ่งที่ถูกหนอนทำลาย ควรตัดไปเผาไฟทำลาย
2. เมื่อพบตัวแก่ซึ่งเป็นด้วงปีกแข็งควรจับและเผาทำลาย
3. ต้นที่ถูกแมลงทำลายจนตาย ควรรีบโค่นต้นมะปรางแล้วเลื่อยเป็นท่อนสั้น ๆ เผาทำลาย
4. ระยะที่พบหนอนเริ่มทำลายให้แกะเปลือกออกแล้วพ่นสารเคมีชนิดดูดซึม
5. ทาหรือฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงชนิดดูดซึมที่โคนต้นจากพื้นดินจนถึงระดับความสูง 2 เมตร เดือนละครั้ง
7. เพลี้ยหอย (Scale insects)
รูปร่างลักษณะ
เพลี้ยหอยมีชีวิตความเป็นอยู่และสืบพันธุ์คล้ายกับเพลี้ยแป้ง ตัวแก่จะปกคลุมด้วยวัตถุแข็งเหนียวเกราะป้องกันตัวเพลี้ยหอย ภายในคล้ายสะเก็ดสีขาว เพลี้ยหอยตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้
ลักษณะการทำลาย
เพลี้ยหอยจะดูดกินน้ำเลี้ยงตามยอดใบช่อดอก และผลอ่อนของมะปราง เพลี้ยหอยจะเกาะเป็นกลุ่ม ๆ ทำให้ผลเป็นรอยยุบเล็กน้อย ถ้ามีการทำลายมากจะทำให้มะปรางชะงักการเจริญเติบโต และผลมะปรางเจริญเติบโตผิดปกติ ผิวไม่สวยไม่น่ารับประทาน
การป้องกัน
1. ถ้าพบไม่มากควรตัดผลทิ้งและเผาทำลาย
2. ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงชนิดดูดซึมในช่วงที่มีการระบาด ได้แก่ คาร์บาริล
แนวทางการปฏิบัติเพื่อเพิ่มคุณภาพและผลผลิต
เดือนเมษายน-พฤษภาคม
ช่วงหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตจำเป็นต้องเร่งบำรุงต้นให้สมบูรณ์ เริ่มจากการตัดแต่งกิ่งที่โรคแมลงทำลายเสียหาย ได้แก่ กิ่งแห้ง กิ่งฉีกหัก กิ่งน้ำค้าง กิ่งร้าว เพื่อให้แดดส่องทั่วทรงพุ่ม นอกจากนี้ควรกำจัดวัชพืชที่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นมะปราง และการใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งการแตกยอดใหม่โดยใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 5-10 กิโลกรัม/ต้น ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 0.5-1.5 กิโลกรัม/ต้น อัตราที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของทรงพุ่ม
เดือนมิถุนายน-สิงหาคม
ระยะนี้เป็นช่วงที่มะปรางแตกใบอ่อนและเจริญเติบโตทางใบ เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูฝนต้นมะปรางจะมีการแตกใบอ่อนจำนวนมาก จึงควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อให้ใบสามารถสังเคราะห์แสงได้เต็มที่ การป้องกันกำจัดโรคและแมลง โดยเฉพาะโรคแอนแทรคโนส ราดำและราแป้ง ซึ่งจะทำลายใบและกิ่งหากมีการระบาดควรทำการฉีดพ่นด้วยเบนโนมิล เคปแทนหรือแมนโคเซป และหากพบแมลงเข้าทำลายใบและลำต้น ได้แก่ เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย แมลงค่อมทอง และเพลี้ยจักจั่น ควรฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลง เช่น คาร์บาริล, เคปเทน, เอ็นโดซัลแฟน, ไซเปอร์เมธิน หรือสารเคมีชนิดดูดซึมอื่น ๆ ต้นมะปรางที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไปควรให้น้ำ 5 - 7 วัน/ครั้ง
มะปรางหวานรุ่นเล็ก
รางวัลชนะเลิศ สวนครูประพันธ์
คุณประพันธ์ บริสุทธิ์
รองชนะเลิศอันดับที่1 สวนครูประทุม
คุณประทุม ทองคำ
รองชนะเลิศอันดับที่2 สวนสมถวิล
คุณโกวิท บริสุทธิ์
มะปรางหวานรุ่นใหญ่
รางวัลชนะเลิศ สวนสมถวิล
คุณโกวิท บริสุทธิ์
รองชนะเลิศอันดับที่1 สวนครูประพันธ์
คุณประพันธ์ บริสุทธิ์
รองชนะเลิศอันดับที่2 สวนสมถวิล
คุณลักษณา บริสุทธิ์
ชมเชย ศูนย์รวมมะยงชิด-มะปรางหวาน
คุณวิจิตร ไกรสรสวัสดิ์
มะยงชิดรุ่นใหญ่
รางวัลชนะเลิศ สวนพรพรรณ
คุณอำพร เฉียบแหลม
รองชนะเลิศอันดับที่1 สวนตาพ้อม
คุณพร้อม เฉียบแหลม
รองชนะเลิศอันดับที่2 สวนครูประพันธ์
คุณประพันธ์ บริสุทธิ์
ชมเชย สวนธนธรณ์พันธุ์ไม้
คุณนพดล สิงคำ
มะยงชิดรุ่นเล็ก
รางวัลชนะเลิศ สวนครูประพันธ์
คุณประพันธ์ บริสุทธิ์
รองชนะเลิศอันดับที่1 สวนตาพ้อม
คุณพร้อม เฉียบแหลม
รองชนะเลิศอันดับที่2 สวนครูประทุม
คุณประทุม ทองคำ
ชมเชย สวนพันธณา
คุณประพันธ์ นรรัตน์