นกกระทา

 

นิทาน เรื่อง "ไนกกระทาป่าแพะ"กับ"นกกระทาป่าดง"

          ในกาลก่อนนั้นกล่าวกันว่า “Htof bgef” หรือ นกกระทาป่าดง” เป็นนกที่มีถิ่นอาศัยตามป่าแพะ ป่าโปร่ง ป่าผลัดใบตามพื้นราบ ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนอบอ้าวส่วน “K’lau kauf kei” หรือ นกกระทาป่าแพะ” เป็นนกที่มีถิ่นอาศัยตามป่าดงดิบ ตามต้นน้ำลำธารตามป่าตามดอย มีสภาพอากาศชุ่มชื้นและร่มเย็น 
          มีอยู่วันหนึ่งนกกระทาป่าดงได้ขึ้นไปหานกกระทาป่าแพะถึงถิ่น และขอแลกที่อยู่กับนกกระทาป่าแพะ เพราะตนเองอยู่ข้างล่างทนอากาศร้อนอบอ้าวไม่ไหว โดยพูดหลอกลวงว่าข้างล่างอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ สมบูรณ์ มีแม่น้ำสายใหญ่ ๆ มีที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ไพศาล นกกระทาป่าแพะหลงเชื่อจึงยอมแลกตามคำขอของนกกระทาป่าดง จากนั้นทั้งสองก็แลกที่อยู่กัน นกกระทาป่าดงขึ้นไปอยู่ตามป่าดงดิบ ส่วนนกกระทาป่าแพะลงไปอยู่ตามป่าแพะแต่แล้วเมื่อนกกระทาป่าแพะลงไปอยู่ข้างล่างตามป่าแพะ ตามพื้นที่ราบ    

 ปรากฏว่าตัวเองรู้สึกร้อนอบอ้าวมาก ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน เพราะไปอยู่ที่ไหน ๆ อากาศก็ร้อน ไม่เหมือนอยู่ในป่าดงดิบที่มีแต่ความชุ่มชื้น อากาศเย็นสบายแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่นึกเสียดาย เพราะบอกแลกที่อยู่กับนกกระทาป่าดงไปแล้วกลับไปขอแลกคืนก็ไม่ได้ด้วยว่านกกระทาป่าแพะเมื่อแลกที่อยู่แล้วก็หายเข้าไปในป่าดง ยากที่หาตัวเจอ เพราะคงดีใจมากโขที่ได้ที่อยู่อาศัยที่มีความร่มเย็นดังนั้นนกกระทาป่าแพะจึงเที่ยวร้องท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวว่า 
                “K’lau kauf kei auh hkaj hkaj, htof bgef kauj bgei auf lau yaz” แปลว่า เกอะ ลอ เกาะ เก ออ ข่า ข่า นกกระทาป่าดงหลอกลวงฉัน”
              เมื่อไม่สามารถแลกคืนถิ่นกับนกกระทาดงได้นกกระทาป่าแพะจึงลองไปขอแลกกับ“Hsau miz hti” หรือ นกนางกวัก” บ้าง แต่นกนางกวักรู้ทันไม่ยอมเสียที เพราะรู้ดีว่าตามป่าแพะ ตามพื้นที่ราบอากาศร้อนไม่มีใครอยากอยู่ จึงร้องบอกนกกระทาป่าแพะว่า
             กูฮู้ กูหลวก กูฮู้ กูหลวก กูฮู้ กูหลวก” หมายความว่า ข้ารู้ทัน ข้าฉลาด ข้ารู้ทัน ข้าฉลาด ข้ารู้ทัน ข้าฉลาด”
              ดังนั้น นกกระทาป่าแพะจึงกลายเป็นนกกระทาป่าดง และมีถิ่นอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบส่วนนกกระทาป่าดงกลายเป็นนกกระทาป่าแพะ และมีถิ่นอาศัยอยู่ตามป่าแพะ ตามพื้นที่ราบมาจนทุกวันนี้
         นกกระทาป่าแพะ (ซึ่งนิทานบอกว่าอดีตเคยเป็นนกกระทาป่าดงมาก่อน แต่ถูกหลอกให้ลงไปอยู่ตามพื้นราบ)ถือเป็นเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มคนที่มีองค์ความรู้ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้ดำรงอยู่ควบคู่กับชีวิตมนุษย์อย่างยั่งยืนมีระบบความคิดและการปฏิบัติในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืนและสมดุลได้สร้างอารยธรรมแห่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติให้ดำรงอยู่ร่วม กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข แต่กลุ่มคนพวกนี้มักเป็นกลุ่มคนที่ไร้ อำนาจทางการเมือง การปกครอง สังคม และเศรษฐกิจ สังคมภายนอกหรือสังคมใหญ่มักมองพวกเขาว่าเป็นปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาประเทศล้าลัง ไม่ทันยุคทันสมัย และที่สำคัญมักถูกผลักให้ไปอยู่ตามชายขอบของสังคมเสมอ ๆ
         นกกระทาป่าดง
       (ซึ่งนิทานบอกว่าอดีตเคยเป็นนกกระทาป่าแพะมาก่อน แต่อาศัยเล่ห์กลหลอกแลกที่อยู่กับนกกระทาป่าแพะ)เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มคนที่มีองค์ความรู้และวิธีคิดในการจัดการทรัพยากระรรมชาติที่ต่างไปจากกลุ่มแรกโลกทัศน์ที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติิมักสุดโต่งระหว่างสองขั้วขั้วหนึ่งมองว่าทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ
 ป่าเป็นเพียงวัตถุที่สามารถนำไปใช้ได้อย่างไม่จำกัดสามารถแปลงทุกชิ้นส่วนให้เป็นเงินตราได้ และนำเข้าไปสู่วงจรการค้าและการพาณิชย์เพื่อการแสวงหาผลประโยชน์มาปรนเปรอความสุข และความต้องการของตนเองที่ไม่ขอบเขตจำกัด แต่อีกขั้วหนึ่งมองว่ามนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติจะไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ทั้งในเวลาและสถานที่เดียวกันจะต้องแยกกันอยู่อย่างเด็ดขาด โดยเห็นว่ามนุษย์นี้แหละเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงต่อการดำรงอยู่ของทรัพยากรธรรมชาติ กลุ่มคนพวกนี้มักเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจและบารมีทั้งในทางการเมือง การปกครอง สังคม และเศรษฐกิจ
       
          เรื่องราวตอนนี้ผู้เฒ่าผู้แก่ปกาเกอะญอต้องการสื่อความหมายออกสู่สังคมภายนอกหรือสังคมใหญ่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อไปถึงผู้ปกครองบ้านเมือง ผู้ซึ่งมีอำนาจทั้งในทางการเมือง การปกครอง สังคม และเศรษฐกิจ ก็คือคณะรัฐบาลใด ๆ ก็แล้วแต่ที่ได้รับอำนาจการบริหารบ้านเมืองจากประชาชนโดยการเลือกตั้ง
ให้ตระหนักถึงแนวทางในการเข้าไปพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง
        การพัฒนานั้นต้องคำนึงถึงพื้นฐานชีวิตและความเป็นจริง ตามกรอบวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตของแต่ละชนเผ่า ต้องเคารพสิทธิ และหน้าที่ ตลอดจนคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขา
รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอที่แท้จริงจากชุมชน

 

        อ้างอิง...

        บือพอ (ถาวร  กัมพลกูล).ม.ป.ป.สืบค้นจาก http://www.chiangmaidiocese.org/to/html