สิ่งเร้าที่ไม่ดีในสังคม ไม่เคยรอให้เด็กโตก่อนแล้วค่อยเข้ามาถาโถม

    นอนกับลูกชายวัย 5 เดือนทุกคืน ด้วยความที่เป็นลูกคนแรก เป็นธรรมดาที่จะต้องหวง ห่วง และใส่ใจอย่างมากมาย ไม่รู้ว่า เด็กทั่วไปวัย 5 เดือนนี้ เรื่ิองนอนดิ้นเป็นเรื่องปกติรึเปล่า เพราะเท่าที่ดูพัฒนาการก็ทำได้เพียงแค่นอนคว่ำได้เท่านั้น ยังคืบคลานไม่ได้สักหน่ิอย แต่เรื่องนอนดิ้นนี่ เห็นแววมาตั้งแต่อายุได้3-4 เดือนเลยทีเดียว และเมื่อคืนก็ปรากฏว่า แววนอนดิ้น ฉายออกมาอย่างรุนแรง สงสัยดิ้นไปดิ้นมา จนตกเตียง แถมตกที่ปลายเตียงโน่นซะิอีก เตียงยาว 5- 6 ฟุต พลิกไปพลิกมาจนตก เล่นเอาคนที่นอนด้วยอย่างเรา ตกใจจนแทบใจวาย..

    เลยทำให้มาคิดได้ว่า หรือเพราะเราชะล่าใจในความเป็นเด็กตัวเล็กๆ อาุยุเพียงไม่กี่เดือน ด้วยความที่คิดว่า ยังทำอะไรไม่ได้มากนัก ยังคลานไม่ได้ เลยไม่คิดว่าจะตกเตียง ไม่คิดว่าจะเกิดอันตราย แต่หารู้ไม่ว่า เราเองได้มองข้ามความปลอดภัยไปอย่างมาก เพียงชั่วขณะหนึ่งที่เราเผลอเรอ อันตรายหลากหลายต่างสามารถเข้ามารุมเร้าบุตรหลานของเราได้มากมายเลยทีเดียว

    ในปัจจุบันนี้ สังคมมีความเละเทะ ฟอนเฟะ เน่าเหม็น วัยรุ่นวัยเีรียน วัยที่มีความสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างความเป็นเด็กและความเป็นผู้ใหญ่ จำนวนมากเลยทีเดียวที่เดินหลงทาง บ้างก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องต้มใบกระท่อม บ้างก็เป็นนักธุรกิจค้ายา บ้างก็เป็นเด็กแว๊น บ้างก็เป็นนักปาหิน และนักอะไรต่อมีอะไรอีกมากมาย ที่ช่วยเสริมสร้างความเสื่อมโทรมให้กับสังคม แม้จะมีหลายองค์กร หลายองค์การพากันตื่นตัวในการพัฒนาด้านศีลธรรมและจริยธรรมให้กับเด็กๆมากขึ้น แต่ก็ดูเหมือนจะทำให้สถิติด้านจริยธรรมเด็ก กระเตื้องขึ้นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ !

   วิชาสังคมศึกษา เคยสอนเราว่า ครอบครัวเป็นหน่วยทางสังคมที่เล็กที่สุด และสำคัญที่สุด ครอบครัวเป็นแหล่งการเรียนรู้แรก เป็นครูคนแรก เด็กที่เติบโตมาในสังคม ไม่ว่าจะเป็นคนที่ดี หรือคนที่แย่ ต่างก็เกิดจากการหล่อหลอมในครอบครัวของตนทั้งสิ้น ไม่จำเป็นต้องแยกแล้วว่าคนที่สำคัญที่สุดในการอบรมก็คือผู้เป็นแม่ เพราะผู้เป็นพ่อก็มีความสำคัญที่ไม่ต่างกัน

   หากผู้เป็นพ่อแม่ยังคงละเลย มองข้ามการดูแล การอบรมบุตรหลานของตนเพียงเพราะคิดว่า เขายังเด็ก ยังเล็ก รอให้โตก่อนค่อยสั่งสอน กว่าจะถึงตอนนั้น ก็คงจะช้าเกินไปเสียแล้ว เพราะสิ่งเร้าทางสังคมที่ไม่ดี ไม่เคยรอให้เด็กโตก่อนจึงค่อยเข้ามาถาโถม หากแต่ค่อยๆแทรกซึมทีละนิดๆ ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่เสียอีก จึงเป็นความจำเป็นของเราๆ่ท่านๆที่เป็นพ่อเป็นแม่ ที่ต้องดูแลใส่ใจ อบรมสั่งสอนลูกอันเป็นที่รักตั้งแต่เขายังแบเบาะ ตั้งแต่ตอนที่เราคิดว่าเขาไม่รู้เรื่อง เพราะความจริงแล้วเขาสามารถรับรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเขาได้ทั้งหมด ใครที่เคยอ่านหนังสือ กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว คงเข้าใจดี

   ถ้าดูแลลูกดีแล้ว อบ รม สั่ง สอน อย่างครบถ้วน ให้เวลาเอาใจใ่ส่อย่างดี ลูกที่ดี ลูกที่น่ารัก ลูกที่นำแต่เรื่องภูมิใจมาให้พ่อแม่ จะไปไหนเสีย อย่ารอให้ลูกเริ่มมีพฤติกรรมที่ไม่ดีแล้วค่อยตักเตือน การกันไว้ดีกว่าแก้ น่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถปกป้องลูกให้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้องได้

          อย่ารอให้ลูกตก...เตียงอีกก็แล้วกัน (ฮา)