.....ไอปอนปองซากะปองสาลี
ไอปอนปองสาลีกะปองปอย
ไอปอนปองปอยกะปองอ็อก
ปองอ็อกติ๊กติ๊ก อุไออิงกะเปิลแอม
ไม่ได้ข้าวกิน
ก็กินข้าวข้าวโพด
ไม่ได้ข้าวโพด ก็กินหน่อ
ไม่ได้หน่อกินก็กินน้ำ
กินแต่น้ำ
กินแต่น้ำ
อยู่ไม่นานก็ตาย.....
เนื้อเพลง “ไอปอนปองซา” เพลงเก่าๆ ของคาราวาน เป็นเพลงของชาวลัวะที่ใช้ร้องกันตามพื้นถิ่น ที่คาราวานในยุคที่เข้าป่าได้นำมาใส่เนื้อร้องและทำนอง เป็นเพลงที่แสดงให้เห็นวิถีชีวิตของลัวะที่ทำมาหากินด้วยการปลูกข้าวไร่ ข้าวโพด หาของป่า เป็นวิถีชีวิตของคนกับป่าที่อยู่กันอย่างเกื้อกูลกันมานาน
ชาวลัวะแต่เดิมมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่เรียบง่าย มีความรักสงบและสันติ อยู่แบบพอเพียง แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไปโลกาภิวัตน์เข้าไปไกลถึงสุดสันเขาดงดอย ชาวลัวะได้เปิดโลกกว้างของตนเองไปมาหาสู่กับคนพื้นราบและในเมืองมากขึ้น คนรุ่นใหม่บางส่วนก็ไปใช้แรงงานในเมืองใหญ่ ขณะที่ถนนหนทางการคมนาคมดีขึ้น ไฟฟ้าไปถึงเกือบทุกหมู่บ้าน โทรทัศน์ไปถึงครัวเรือน ผ่านเสาสูงและจานดาวเทียม ทำให้ชาวลัวะได้รับข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอกมากขึ้น วิถีชีวิตของชาวลัวะจึงมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งด้านการแต่งกาย ภาษา การปลูกบ้าน การทำงานหากิน ดังจะเห็นได้ว่าชาวลัวะเริ่มปลูกบ้านแบบชนพื้นราบ คนรุ่นใหม่มีรถมอเตอร์ไซด์ มีรถยนต์ มีโทรศัพท์มือถือใช้
การดูแลสุขภาพ
เนื่องจากชาวลัวะนั้นนับถือผีค่อนข้างมาก วิถีการกิน อยู่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงผูกโยงกับความเชื่อในเรื่องผีค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามการพัฒนาที่ไหลบ่าเข้าไปยังชุมชน การมีสถานบริการสาธารณสุข สถานีอนามัยในพื้นที่ ทำให้ระบบการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นทียอมรับของชาวลัวะมากขึ้น แต่ชาวลัวะก็ไม่ได้ละทิ้งภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและความเชื่อในเรื่องผีออกไปเลยทีเดียว ซึ่งกระบวนการดูแลสุขภาพของชาวลัวะจึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ทั้งผู้ป่วย ครอบครัว หมอผี หมอพื้นบ้าน และชุมชน
เมื่อเริ่มเจ็บป่วยชาวลัวะจะเริ่มใช้บริการการแพทย์พื้นบ้านเป็นทางเลือกก่อน ซึ่งจะผูกโยงกับความเชื่อเรื่องการนับถือผี จึงนิยมไปรักษาจากหมอผีในหมู่บ้านก่อน โดยหมอผีจะเข้าสู่พิธีกรรมและหาสาเหตุว่ามาจากอะไร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการผิดผี จึงต้องมีการทำพิธีแก้บน หรือบางครั้งก็จะใช้ยาสมุนไพรในการรักษา สัตว์เลี้ยงที่นำมาแก้บน จะเป็นจำพวก สุนัข หมู เป็ด ไก่ หากการรักษาด้วยระบบแพทย์พื้นบ้านแล้วอาการไม่ดีขึ้น ก็จะไปรักษาตามระบบการแพทย์แผนปัจจุบันได้แก่สถานีอนามัยและโรงพยาบาล แต่ก็ยังใช้วิธีการแพทย์พื้นบ้านควบคู่กันไป นอกจากนี้เนื่องจากชาวลัวะในอดีตเคยเป็นทหารป่าในสมัยยุคแตกแยกทางความคิด พื้นที่หมู่บ้านชาวลัวะจึงเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ดังนั้นจึงมีหลายคนที่เคยเป็นหมอทหารป่าได้เรียนวิชาการแพทย์แผนจีนและรัสเซียมา เช่น การฝังเข็ม การฉีดยา ให้น้ำเกลือ เป็นต้น ก็จะนำวิชาการแพทย์เหล่านี้มาใช้ในการดูรักษาตนเองและคนในชุมชน ปัจจุบันคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นอสม.และพัฒนาองค์ความรู้เพิ่มเติมให้เข้ากับการแพทย์สมัยใหม่มากขึ้น
ปัญหาทางด้านสุขภาพ
ทางด้านสุขภาพพื้นฐานของชาวลัวะนั้น พบว่า ยังมีน้ำหนักเด็กแรกคลอดน้อยกว่า 2,500 กรัม, และปัญหาทุพโภชนาการในเด็ก 0-5 ปี ซึ่งมีปัจจัยที่ทำให้เกิดมีหลายประการประกอบกัน คือ ระดับการศึกษาที่ต่ำ ความยากจน ความเชื่อตามวิถีชนเผ่าในการห้ามกินอาหารบางชนิด เช่น ปลาดุก ไก่ ไข่ รวมถึงสภาพพื้นที่เป็นป่าเขาทำให้ไม่สามารถเพาะปลูกพืชผักได้เช่นพื้นราบ ขณะที่ป่าทำถูกทำลายลงทำให้แหล่งอาหารตามธรรมชาติลดน้อยลง ปัจจุบันชาวลัวะจึงพึ่งพาอาหารจาภายนอกมากขึ้น ดังจะเห็นว่าทุกๆ เช้าจะมีรถเร่ที่นำเอาวัตถุดิบ ผัก เนื้อสัตว์ต่างๆ เข้ามาขายในชุมชนมากขึ้น
ปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ด้านการรักษาความสะอาดของบ้านเรือน บริเวณบ้าน ปัญหาการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งบางส่วนยังมีการเลี้ยงหมูแบบปล่อยทำให้พื้นเฉอะแฉะ และมีปัญหาด้านกลิ่นของมูลสัตว์ และการทิ้งขยะตามที่สาธารณะ ในด้านการประกอบอาชีพ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเกษตรกรรม คือ การทำไร่ข้าว, ข้าวโพด ก็จะมีการใช้สารเคมีค่อนข้างมาก และไม่มีการป้องกันตนเอง
ปัญหาหนอนพยาธิ ได้แก่พยาธิปากขอ พยาธิไส้เดือน ซึ่งเป็นผลมาจากสุขลักษณะนิสัยส่วนบุคคลและปัญหาด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้พบพฤติกรรมเสี่ยงทางด้านสุขภาพ เช่น การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการบริโภคอาหารสุกๆดิบๆ ซึ่งเป็นวิถีของชาวลัวะที่สืบต่อกันมานาน ทำให้ชาวลัวะบางส่วนเริ่มมีปัญหาด้านโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, ปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นต้น
อย่างไรก็ตามปัญหาสุขภาพที่พบนี้เป็นเพียงปัญหาที่มองจากมุมของบุคลากรสาธารณสุข ที่ได้จากการให้บริการ การสุ่มสำรวจ และคัดกรองทางด้านสุขภาพเท่านั้น ซึ่งชาวลัวะก็ไม่ได้มองเป็นปัญหาสำคัญของตนเอง แต่ที่ชาวลัวะต้องการคือสถานบริการสุขภาพที่ใกล้บ้าน เนื่องจากในฤดูฝนบางหมู่บ้านการเดินทางต้องเดินด้วยเท้าทำให้มีปัญหาในการเข้าถึงหน่วยบริการสาธารณสุข และต้องการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า น้ำ รวมถึงการส่งเสริมอาชีพและรายได้
จากสภาพปัญหาดังกล่าว ทำให้จังหวัดน่านได้เลือกพื้นที่บ้านเปียงซ้อ ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ เป็นหนึ่งในหมู่บ้านนำร่องโครงการปิดทองหลังพระ อันเป็นโครงการสืบสานแนวพระราชดำริ ในการที่จะสร้างอาชีพ รายได้ แหล่งอาหารให้แก่ชุมชน ลดการตัดไม้ทำลายป่า ลดการใช้สารเคมี ฟื้นฟูระบบนิเวศน์ต้นน้ำ โดยมีการขุดนาขั้นบันไดเพื่อพลิกภูเขาที่เป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดของชาวบ้านให้เป็นผืนนาและแหล่งอาหารอื่นๆ ของชาวลัวะ นี่นับเป็นการปฏิวัติวิถีการทำมาหากินของชาวลัวะครั้งใหญ่เลยทีเดียว
บันทึกการเดินทางสะจุก-เปียงซ้อ-บวกอุ้ม วันที่ ๑๔-๑๕ มกราคม ๒๕๕๒
สวัสดีค่ะคุณพ่อน้องซอมพอ
มาติดตามอ่านเรื่องราว วิถีชีวิต และสุขภาพชาวลัวะ
หลายๆ พื้นที่ในชนบท รุ่มรวยด้วยทำเล แวดล้อมธรรมชาติ
ถ้าเน้นมิติด้านสุขภาพที่ดี จะเป็นสวรรค์น้อยๆ เลยนะคะ
ชาวลัวะมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นมิตรกับคนมาเยือนดีมากครับ เห็นวิถีชีวิตชาวลัวะแล้ว มองย้อนกลับมาดูตัวเรา ก็รู้สึกว่าเราติดยึดเปลือกของชีวิตไว้มากมาย ความไม่มีในมุมของชาวลัวะ กับความไม่มีของเราต่างกันมาก นี่กระมังที่เขาเรียกว่า "สุขที่พอเพียง"
สวัสดีครับคุณพ่อน้องซอมพอ
ความไม่มีของชาวลัวะกับความไม่มีของชาวเรา แตกต่างกันตรงใหนรู้ใหมครับ แตกต่างกันที่ ความไม่มีของชาวลัวะถึงอย่างไรเขาก็ยังมี แต่ความไม่มีของชาวเราคือความไม่มีหมายถึงไม่มีอะไรสักอย่างแม้นแต่ศักดิ์ศรีของความเป็นคน น่านเป็นเมืองในฝันของผม ประมาณต้นเดือนมีนาคมจะพาครอบครัวไปไหว้พระที่น่านครับ
พี่น้องลัวะทางบ้านปู่ดู๋และห้วยปูด มีความเหมือนที่แตกต่างไม่เชื่อลองเดินขึ้นไปสัมผัส