รักสามัคคีและไม่เอาเปรียบกันคือสโลแกนผู้กำกับลูกเสือวิสามัญร่องคำ

ออกค่ายพักแรม ที่ค่ายฝึกการรบพิเศษน้ำพุง สกลนคร 27-29 มกราคม 2553

 วันแรก

    นัดหมายการออกเดินทาง 07.00 น. ล้อหมุน ผู้กำกับพร้อม รอเช็คชื่อที่ลานพระพุทธรูปแต่ลูกเสือยังเตร็ดเตร่อยู่ทั่วโรงเรียน (เบื่อคนจริงๆ)

    เมื่อเตรียมความพร้อมได้ 90 % ก็นำลูกเสือไหว้พระขอพรก่อนออกเดินทาง โดยได้รับความอนุเคราะห์จากคุณครูนิคม  ธารเจริญ หัวหน้าหมวดผู้บำเพ็ญประโยชน์

    แต่เสร็จจากไหว้พระแล้วเราก็ต้องรอสิ่งที่สำคัญที่สุด คือรถคันที่ 3 ยังมาไม่ถึง แย่กว่าการรอลูกเสืออีก

    เมื่อทุกอย่างพร้อมเราก็ออกเดินทาง โดยไม่รอลูกเลือที่ยังเดินทางไม่ถึงอีก 2 นาย และให้หัวหน้ากิจกรรมโทรแจ้งผู้ปกครองว่าเราไม่ได้รับลูกของท่านมาร่วมกิจกรรมเข้าค่าย แต่เมื่อตรวจเช็คระหว่างการเดินทางปรากฏว่าลูกเสือทั้ง 2 นายได้มารอขึ้นรถที่หน้าโรงเรียน (มันน่านัก อยากรู้ว่าเขาคิดอะไรของเขา) เมื่อได้รับข้อมูลใหม่ก็รีบแจ้งให้หัวหน้ากิจกรรมทราบเพื่อแจ้งผู้ปกครองอีกครั้ง

    ถึงที่หมายคือค่ายฝึกการรบพิเศษน้ำพุงเวลา 11.00 น. ตามนัดหมาย ก็ปล่อยลูกเสือให้ครูฝึกทหารที่หน้าค่าย  และให้รถบัสขนกระเป๋าสมบัติขึ้นไป โดยมีครูไตรรัตน์ขึ้นไปด้วย เลยต้องกลายเป็นซูปเปอร์ฮีไร่ขนกระเป๋าให้นักเรียน 4 คันรถคนเดียว

                                           

      เมื่อผู้กำกับถึงค่ายก็เตรียมตัวส่งมอบลูกเสือแก่ครูฝึกอย่างเป็นทางจากนั้นเราก็เข้าที่พัก

  ชีวิตผู้กำกับลูกเสือวิสามัญ

 มาก็ดูความเป็นอยู่ของผู้กำกับลูกเสือกันหน่อย ว่าเป็นอย่างไร (แค่ส่วนหนึ่ง) เมื่อเข้าสู่ที่พักแล้วเราเปลี่ยนชุด รับประทานอาหารกัน

 แล้วก็เริ่มทำงานกันอย่างแข็งขัน

  ทีมงานคนหนุ่มอาสาไปสำรวจฐาน  10  ฐาน   ส่วนสาว ๆ รับหน้าที่เตรียมอาหารไว้รอ รักสามัคคีและไม่เอาเปรียบกันคือสโลแกนผู้กำกับลูกเสือวิสามัญร่องคำ

                          

                                  วางแผนการทำงานกันอย่างเป็นระบบ 

                 

                                  ล้างผัก เตรียมทำสเบียงเลี้ยงผู้คน

             

                       คนทำงานก็งานไป คนกินก็กินไป เราไม่แตกแยก

         เมื่อเสือโหยกลับมาจากสำรวจฐาน ก็หิวจัดอาการกินแต่ละคน สุดจะบรรยาย เก็บภาพมาฝากเพราะเห็นว่าเป็นมุมน่ารัก ๆ

วีรกรรมเด็ด ๆ

    คืนแรกของการอยู่อาศัยร่วมกัน หลังจากกลับจากพิธีเข้าประจำกองก็เกือบตี 1 กว่า ทุกคนหิว แต่มีแผนกแดจังกึม มาทำข้าวต้มกับผัดผักไว้รอ ทำให้อิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า คนง่วงก็เข้านอน ใครที่ชื่นชอบเสียงเพลงก็ครวญกันต่อ ครูธนารักษ์ หอบกีต้าร์ตัวโปรดมาเกาซะเพราะเลย เพลงไหนได้หมด สุดยอดจริงๆ งานนีคนหนุ่มเหมา กว่าจะจบม้วนก็ราว ๆ ตี 3 ทรหดจริงๆ

     ตื่นเช้ามาวันนี้ไม่มีภาระกิจมาก  ส่วนหนึ่งไปถ่ายภาพเด็กทำกิจกรรม ส่วนหนึ่งเข้าเมืองไปโอนเงินให้ทหาร อีกส่วนหนึ่งโดนครูจีจี้หลอกให้ไปบ้าน ที่ไกลมากเพราะคนที่ร่วมเดินทางบอกนั่งจนปวดก้น ครูเอ๋ครูจีนยังบอก "อีกนิดเดียวถึงเมืองจีนแน่เลย" ไม่รู้งานนี้จีจี้มีแผนอะไรในใจ

 คืนที่ 2 หลังจากรอบกองไฟเสร็จ ผู้ชื่นชอบในเสียงเพลงก็ยังคงครวญเพลงอย่างต่อเนื่อง แต่งานนี้หนุ่มๆ หายเพราะเพลียจากการเดินทาง ก็เลยเหลือคนหนุ่มรุ่น 2 ครวญต่ออันนี้ก็ไม่น้อยหน้าตี 1 กว่ายังไม่เลิก แต่เราไม่ไหวขอนอนก่อนดีกว่า แบบว่าหมดแรงจริงๆ

วันกลับ

   ตื่นเช้ากว่าใคร ๆ มาหุงข้าว เตรียมอาหาร เพราะพี่ทหารนัดบอกต้องปิดค่าย 08.00 น.

   ปิดค่ายเสร็จต้องรอรถมารับอีก ถึงโงเรียนกว่าบ่ายโมง ก็นัดกินข้าวกันต่อที่ใต้ร่มมะขามหลังอาคาร 2 คนมีภาระกิจก็กลับก่อนได้ไม่ว่ากัน