โครงงานวิทยาศาสตร์ หมายถึง
การศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อย่างเป็นกระบวนการ
เพื่อตอบปัญหาที่สงสัยโดยปัญหานั้นเกิดจากความสนใจของผู้ทำโครงงาน
ดังนั้นผู้ที่จะศึกษาและทำโครงงานจะต้องมีความละเอียดรอบคอบ
มีการสังเกต จดบันทึก
และวางแผนรูปแบบขั้นตอนในการทำโครงงานอย่างเป็นระบบ
ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์
นักการศึกษาได้แบ่งโครงงานวิทยาศาสตร์ออกเป็นหลายประเภท
ตามลักษณะกิจกรรมการศึกษาค้นคว้า
สำหรับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2529) ธีระชัย
ปูรณโชติ (2531) และ Sherburne (1975)
ได้กล่าวถึงประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์ในลักษณะที่สอดคล้องกันว่า
โครงงานวิทยาศาสตร์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. โครงงานประเภททดลอง
2.
โครงงานประเภทสำรวจรวบรวมข้อมูล
3.
โครงงานประเภทการพัฒนาหรือการประดิษฐ์
4.
โครงงานประเภทการสร้างทฤษฎีหรือคำอธิบาย
1. โครงงานประเภททดลอง
ลักษณะของโครงงานประเภททดลองนี้ต้องมีการออกแบบการทดลองเพื่อศึกษาผลของ
ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระที่มีต่อตัวแปรตาม และมีการควบคุมตัวแปรอื่นๆ
ที่ไม่ต้องการศึกษาที่จะส่งผลให้ผลการศึกษาคลาดเคลื่อน
ขั้นตอนการทำโครงงานประเภทนี้จะต้องมีการกำหนดปัญหา ตั้งสมมติฐาน
ออกแบบการทดลอง ดำเนินการทดลองเพื่อหาคำตอบของปัญหา
หรือตรวจสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ แปรผล และสรุปผล
การทำโครงงานประเภททดลองนี้ในบางครั้งอาจจำเป็นต้องทำการทดลองเพื่อศึกษา
ความเป็นไปได้เบื้องต้น (preliminary study) เสียก่อน
เพื่อให้ได้ข้อมูลบางประการมาใช้ประกอบการตัดสินใจ
ในการกำหนดรายละเอียดต่างๆ ของการศึกษาค้นคว้าจริงต่อไป
การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ได้แบ่งตัวแปรออกเป็น 3
ประเภท คือ
1. ตัวแปรต้น หรือตัวแปรอิสระ
(independent variable) คือสิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดผลต่างๆ
หรือสิ่งที่เราต้องการศึกษาทดลองดูว่าเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลเช่นนั้น
จริงหรือไม่
2. ตัวแปรตาม (dependent
variable) คือสิ่งที่เป็นผลเนื่องมาจากตัวแปรต้น
เมื่อตัวแปรต้นหรือสิ่งที่เป็นสาเหตุเปลี่ยนไปตัวแปรตามหรือสิ่งที่เป็นผลก็
จะเปลี่ยนไปด้วย
3. ตัวแปรที่ต้องควบคุม
(controlled variable) คือสิ่งอื่นๆ
นอกเหนือจากตัวแปรต้นที่จะมีผลต่อการทดลองซึ่งจะต้องควบคุมให้เหมือนกัน
เพราะอาจทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อน
เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับตัวแปรง่ายขึ้น
จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า
-
ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระคือสิ่งที่เราต้องการจะศึกษา
-
ตัวแปรตามคือสิ่งที่เราต้องการจะวัดหรือผลการทดลอง
-
ตัวแปรที่ต้องควบคุมคือสิ่งที่ไม่ต้องการจะศึกษาแต่สิ่งนั้นจะไปมีผลทำให้ตัวแปรตามคลาดเคลื่อน
ตัวอย่างเช่น
ต้องการจะศึกษาว่าแสงสีอะไรเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของผักคะน้า
ก็อาจจะกำหนดสีของแสงนั้นขึ้น 5 สี ได้แก่ แดง ม่วง เหลือง เขียว
และน้ำเงิน ดังนั้น การออกแบบการทดลองก็ต้องปลูกผักคะน้า 5 แปลง
แต่ละแปลงก็ให้แสงแต่ละสี จากตัวอย่างนี้
- ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ คือ
สีของแสง
- ตัวแปรตาม คือ การเจริญเติบโต
ซึ่งอาจใช้เกณฑ์วัดความสูง นับจำนวนใบ
ชั่งน้ำหนักในวันสุดท้ายของการทดลอง
- ตัวแปรที่ต้องควบคุม คือ
พันธุ์ผักคะน้า ปริมาณน้ำที่รด ฤดูกาลที่ปลูก ดิน ระยะห่างระหว่างต้น
ขนาดของแปลง จำนวนต้นต่อแปลง เป็นต้น
ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีผลทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อน
จึงจำเป็นต้องให้ทุกกลุ่มที่ทดลองเหมือนกัน
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นลักษณะของโครงงานประเภททดลอง
ซึ่งโครงงานประเภทนี้ทำกันอย่างแพร่หลายมาก
ข้อดีของโครงงานประเภทนี้จะมีการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ครบทั้ง 5
ขั้น คือ ตั้งแต่การกำหนดปัญหา ตั้งสมมติฐาน วางแผนทดลอง รวบรวมข้อมูล
และสรุปผล
นอกจากนั้นโครงงานประเภททดลองยังเป็นโครงงานที่ฝึกทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ ในด้านการกำหนดและควบคุมตัวแปรอีกด้วย
ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานในการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ ที่สำคัญ
ดังนั้นจึงควรส่งเสริมให้นักเรียนทำโครงงานประเภทนี้ให้มากๆ
2. โครงงานประเภทสำรวจรวบรวมข้อมูล
ลักษณะของโครงงานประเภทนี้เป็นการศึกษารวบรวมข้อมูลที่มีอยู่ในธรรมชาติ
แล้วนำมาจัดจำแนกออกเป็นหมวดหมู่ โดยไม่มีการกำหนดตัวแปร
ตัวอย่างโครงงานประเภทนี้ ได้แก่
-
การศึกษาลักษณะของอากาศในท้องถิ่น
-
การศึกษาพฤติกรรมของสิ่งมีชิวิตชนิดใดชนิดหนึ่ง
- การศึกษาการเจริญเติบโต
หรือวงชีวิตของสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งในสภาพธรรมชาติหรือในห้องทดลอง
โดยไม่มีการกำหนดตัวแปร
- การสำรวจสารพิษ การสำรวจหิน
แร่ และสิ่งมีชีวิตในบางท้องที่
-
การศึกษาสมบัติของสารบางชนิด
-
การศึกษาโครงสร้างภายในของสิ่งมีชีวิตบางชนิด ฯลฯ
โครงงานประเภทนี้เป็นโครงงานที่นำไปใช้ประโยชน์ได้น้อย
ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาเพื่อตอบคำถามหรือเพื่อรู้เท่านั้น
การนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้ไม่มากนั้น
และจุดอ่อนของโครงงานประเภทนี้อยู่ตรงที่ไม่ได้ฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยา
ศาตร์ด้านการกำหนดและควบคุมตัวแปร
3. โครงงานประเภทการพัฒนาหรือการประดิษฐ์
ลักษณะโครงงานประเภทนี้จะต้องมีการกำหนดตัวแปรที่ต้องศึกษาเหมือนกับ
โครงงานประเภททดลอง
แต่ผลของโครงงานประเภทนี้จะได้อุปกรณ์หรือสิ่งประดิษฐ์และมีข้อมูลต่างๆ
ประกอบด้วย
ซึ่งต่างจากโครงงานประเภททดลองตรงที่ผลของโครงงานประเภททดลองจะมีแต่เฉพาะ
ข้อมูล
โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์นี้จะมีการกำหนดตัวแปรที่จะศึกษาซึ่งมีทั้งตัวแปร
ต้น หรือตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องควบคุม
เช่นเดียวกับโครงงานประเภททดลอง โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์
ส่วนใหญ่จะกำหนดตัวแปรที่จะศึกษาดังนี้
ตัวแปรต้น ส่วนใหญ่จะศึกษาในด้าน
-
รูปทรงหรือโครงสร้างที่เหมาะสมของสิ่งประดิษฐ์
-
ชนิดของวัสดุที่เหมาะสมในการทำสิ่งประดิษฐ์ ฯลฯ
ตัวแปรตาม ส่วนใหญ่จะวัดคุณภาพของสิ่งประดิษฐ์
ซึ่งกำหนดเกณฑ์การวัดต่างๆ กันออกไปตามชนิดของสิ่งประดิษฐ์
ส่วนตัวแปรที่ต้องควบคุมนั้นจะควบคุมในสิ่งที่จะทำให้ผลการวัดตัวแปรตาม
คลาดเคลื่อน จะควบคุมอะไรบ้างนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของสิ่งประดิษฐ์
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น
ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างโครงงานสิ่งประดิษฐ์เรื่องหนึ่งคือ
"โครงงานเรื่องเครื่องฟักไข่แบบประหยัด"
สมมติว่าโครงงานเรื่องนี้มีจุดมุ่งหมาย
เพื่อหารูปทรงและวัสดุที่เหมาะสมของเครื่องฟักไข่
ดังนั้นโครงงานเรื่องนี้จึงมีการศึกษา 2 ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนที่ 1 หารูปทรงที่เหมาะสม
1) ตัวแปรต้น คือ
รูปทรงของเครื่องฟักไข่แบบต่าง ๆ
2) ตัวแปรตาม คือ
ความสะดวกของการใช้งาน การประหยัดไฟ ค่าร้อยละของไข่ที่ฟักออก
เป็นต้น
3) ตัวแปรที่ต้องควบคุม คือ
ขนาดของขดลวดความร้อนต้องเท่ากัน ไข่ที่ฟักต้องเหมือนกัน
คือมีเชื้อและเกิดจากแม่พันธุ์ อายุ และการเลี้ยงเหมือนกัน
วัสดุที่ทำเครื่องฟักเหมือนกัน วัสดุที่ใช้เป็นฉนวนเหมือนกัน
ขั้นตอนที่ 2
1)
หาวัสดุที่เหมาะสมสำหรับเป็นฉนวนป้องกันการสูญเสียความร้อนของเครื่องฟัก
- ตัวแปรต้น
คือ วัสดุชนิดต่างๆ ที่ใช้เป็นฉนวน
- ตัวแปรตาม
คือ การรักษาอุณหภูมิ การประหยัดไฟ ค่าร้อยละของไข่ที่ฟักออก
เป็นต้น
- ตัวแปรที่ต้องควบคุม คือ
ขนาดของขดลวดความร้อนเท่ากัน ไข่ที่ใช้ฟักต้องเหมือนกัน
คือมีเชื้อและเกิดจากแม่พันธุ์ อายุ และการเลี้ยงดูเหมือนกัน
รูปทรงเครื่องฟักเหมือนกัน และวัสดุที่ทำเครื่องฟักเหมือนกัน
2)
หาความต้านทานของขดลวดที่เหมาะสม
- ตัวแปรต้น คือ
ขนาดของขดลวดที่มีความต้านทานต่างๆ กัน
- ตัวแปรตาม คือ
อุณหภูมิของเครื่องฟัก การประหยัดไฟ เป็นต้น
- ตัวแปรที่ต้องควบคุม
คือ รูปทรง ฉนวน เป็นต้น
จากตัวอย่างที่กล่าวไปแล้วนั้นเป็นเพียงตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า
โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์จะต้องมีการกำหนดและควบคุมตัวแปรเช่นเดียวกับ
โครงงานประเภททดลอง
ถ้าการทำสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาโดยไม่ได้มีการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์แล้ว
เราจะไม่จัดว่าเป็นโครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์แต่จัดว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ซึ่ง
ได้กล่าวไว้โดยละเอียดแล้วในเรื่องลักษณะของโครงงาน
โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์นี้อาจจะมีลักษณะเป็นแบบจำลองก็ได้
แต่ต้องแสดงให้เห็นการทำงานของแบบจำลองนั้นจริงๆ
ลักษณะเด่นของโครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์นี้ นอกจากจะมีข้อมูลต่างๆ
ที่ได้จากการศึกษาทดลองขั้นต้นเพื่อนำมาใช้ประกอบงานได้จริงๆ
หรือแบบจำลองที่แสดงการทำงานได้
ซึ่งมองเห็นประโยชน์ของการนำไปใช้ได้ชัดเจน
จึงเป็นโครงงานที่น่าสนใจกับผู้ชมมาก
4.
โครงงานประเภทการสร้างทฤษฎีหรือคำอธิบาย
ลักษณะโครงงานประเภทนี้เป็นโครงงานที่อธิบายทฤษฎีเก่าในแนวใหม่
หรือสร้างทฤษฎีใหม่เพื่อล้มล้างทฤษฎีเก่า
หรือนำทฤษฎีเก่ามาปรับใช้เพื่อเป็นแนวทางการศึกษาในเรื่องที่ต้องการหาคำตอบ
ผู้ทำโครงงานประเภทนี้จะต้องมีความรู้เรื่องนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง
จึงมีนักเรียนทำโครงงานประเภทนี้น้อยมาก
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงงานทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์
หรือดาราศาสตร์ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น
-
โครงงานคลื่นการเดินของกิ้งกือ ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
กรุงเทพมหานคร
-
โครงงานการใช้สมการการวิเคราะห์ถดถอย (multiple regression)
ในการประมาณพื้นที่รา บนขนมปังพ่นด้วยสารละลายพาราเซตามอล
ของโรงเรียนบดินทรเดชา ( สิงห์ สิงหเสนี) กรุงเทพมหานคร
โครงงานวิทยาศาสตร์
ยุพา
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
TECHNOmsu · 31 ม.ค. 2553
นางสมมาตร มาตร หาจัตุรัส · 31 ม.ค. 2553
ปะป๋า · 31 ม.ค. 2553
นายดอนศักดิ์ คงแก้ว · 31 ม.ค. 2553
นายพีรกานต์ หมวดแก้ว · 31 ม.ค. 2553
กมลทิพย์ สงค์ดำ · 31 ม.ค. 2553
ตัวอย่างโครงงานมีที่ http://www.vcharkarn.com/project/ ครับ
ขอบคุณสำหรับความรู้เกี่ยวกับ โครงงานวิทยาศาตร์บทความนี้มากๆ เลย ครับ ^_^