ถ้าที่ไหนมีความสามัคคีที่นั่นจะมีแต่ความสำเร็จ

สวัสดีครับผู้อ่านที่รักทุกท่าน ด้วยสัญชาติญาณพื้นฐานของคนไทยทั่วไป เมื่อเราได้ยินใครสักคนหนึ่งพูดว่า “สามัคคีคือ..” เรามักจะตอบสวนกับไปในใจหรือพูดออกไปว่า “สามัคคีคือพลัง” แต่ผมกลับกำลังรู้สึกว่าคนไทยสมัยนี้อาจจะลืมประโยคพื้นฐานสามัญประจำบ้านนี้ไปแล้ว

      สามัคคีคืออะไร นี่อาจจะเป็นสิ่งที่คนไทยสองกลุ่มไม่เคยเก็บไปใส่ใจ ไม่ว่าจะฝ่ายสมัครสมานสามัคคี หรือฝ่ายที่สนธิกำลังนั่งประท้วงปิดถนน หากคนเหล่านี้จะรู้จักจดจำนำพระดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปใส่เกล้าบ้าง ถึงสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสอยู่เสมอแทบจะทุกครั้งที่พระองค์ทรงมีโอกาส กล่าวพระบรมราโชวาทในที่สาธารณะ ถึงเรื่องความสามัคคี ที่ดูเหมือนว่าคนไทยจะมีลดน้อยลงไปทุกทีทุกที

      เมื่อวานนี้ผมได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์ฉบับหนึ่งที่พูดถึงครามสามัคคีของคนจีนหลังจากเกิดแผ่นดินไหวในเมือง ซีชวน แผ่นดินไหวครั้งนี้มีความรุนแรงขนาด 8 ริกเตอร์ เกิดขึ้นในเวลาบ่าย 2 โมง 28 นาที ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 การเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ถือว่ามีความรุนแรงมากกว่าระเบิด 50 ลูก และมีความรุนแรงมากกว่าครั้งที่เกิดขึ้นในเมืองโกเบของประเทศญี่ปุ่นในปี 1995 ถึง 30 เท่า แผ่นดินไหววันแรก มีคนเสียชีวิตมากกว่า 32,000 คน และสูญหายไปกว่า 20,000 คน นอกจากนี้ยังทำให้ที่อยู่อาศัยอีก 4.7 ล้านหลังคาเรือนถูกทำลาย

      หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงตามเมืองต่างๆ มีการจัดโต๊ะรับบริจาคเลือดยาวกว่า 9 เมตร และมีผู้คนมากมายต่อแถวเป็นชั่วโมงเพื่อรอบริจาคเลือด ทางด่วนที่มุ่งสู่เมืองที่เกิดแผ่นดินไหวติดขัดทันทีหลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้นเพียง 1 ชั่วโมง แต่ไม่ใช่เพราะว่าผู้คนพยายามหนีตายจาก Aftershock แต่เป็นทีมอาสาสมัครที่นำโดยคนขับรถแท็กซี่กว่าพันคนที่มาจากเมืองเฉิงตู เพื่อเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผู้คนจากเมืองต่างรีบไปบริจาคเงิน คนรวยๆ ส่วนใหญ่บริจาคเงินกันเป็นล้าน แต่นั่นอาจจะไม่ใช่ภาพที่ประทับใจเท่ากับ ชายคนที่ชื่อ Xu Chao ชายชราอายุ 60 ปี เขาเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัยในเมืองหนานจิงซึ่งห่างจากเมืองที่เกิดแผ่นดินไหวออกไป 1,000 ไมล์ หลังจากที่เขาได้ทราบข่าวว่าเกิดเหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้น เขาได้นำเงินที่มีอยู่ 5 หยวนไปบริจาคในช่วงเช้า และในบ่ายวันเดียวกันเขากลับมาอีกครั้งเพื่อบริจาคเงิน 100 หยวน (434 บาท) เขาเล่าให้นักข่าวฟังว่า ในตัวเขามีแต่เงินที่เป็นเหรียญเขาจึงไม่อยากสร้างความลำบากให้กับอาสาสมัครในการที่จะต้องมาเสียเวลานับเงินเของเขา เขาจึงไปธนาคารเพื่อแลกเหรียญเหล่านั้นให้เป็นธนบัตรเพียง 1 ใบ และนี่คือเงินบริจาคของชายที่ไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อข้าวกิน

      เจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้ช่วยชีวิตของหนูน้อยวัย 3 เดือน ที่ถูกฝังอยู่ใต้อาคารนานถึง 24 ชั่วโมงออกมาได้โดยไร้รอยขีดข่วน แม่ของเด็กน้อยนั่งคุกเข่าลงกับพื้น พร้อมกับยึดศีรษะ และมือของเธอไว้กับพื้นเพื่อป้องกันลูกของเธอจากคอนกรีตที่กำลังถล่มลงมาทับ และในขณะเดียวกันเธอก็ให้นมลูกน้อยของเธอไปด้วย เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบโทรศัพท์มือถือของผู้เป็นแม่อยู่ในชุดที่เด็กน้อยสวมใส่อยู่ ในนั้นมีข้อความที่แม่ทิ้งไว้ถึงลูกน้อยของเธอว่า “ลูกรักหากว่าลูกรอดชีวิต จำไว้นะ แม่รักลูกตลอดไป”

ฝากไว้ให้คิด

      หากวันนี้ถ้าผมจะพูดให้นึกถึงความสามัคคีของคนไทย ผมคงไม่กล่าวไปไกลถึงสมัยกู้ชาติของเรา อย่างสมัยอยุธยา หรือว่าเรื่องราวของชาวบ้านบางระจัน เพราะมันคงจะทำให้เรานึกถึงภาพเหล่านั้นจากเพียงภาพยนตร์ที่เราได้ชมในเวอร์ชั่นต่างๆ แต่ภาพที่ผมจะชวนให้ทุกคนหวนรำลึกนึกถึงคงเป็นเหตุการณ์เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว มันคือตอนที่ประเทศของเราพบกับภัยธรรมชาติ Tsunami ในตอนนั้นผมเป็นผู้หนึ่งที่ติดตามข่าวนี้เกือบจะตลอด 24 ชั่วโมง และได้เห็นการร่วมแรงร่วมใจของคนไทยอย่างเข้มแข็ง ทุกครั้งที่สถานีโทรทัศน์ประกาศว่าขาดของสิ่งใด ในวันต่อมาของสิ่งนั้นจะมีมากเกินต้องการ ไม่ต้องพูดถึงเงินบริจาค มีมากมายและจากหลายทางมากๆ เราได้เห็นกลุ่มอาสาสมัครที่มาจากทุกสาขาอาชีพ และเราได้เห็นว่าเชื้อชาติหรือศาสนาไม่ได้เป็นกำแพงขวางกั้นมิตรภาพ ระหว่างมนุษย์คนหนึ่งเพื่อมนุษย์อีกคนหนึ่งเลย ในยามที่เรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น หัวใจของเราจะมาหลอมรวมกัน เพื่อฟันฝ่าอุปสรรคนานานั้นให้ผ่านพ้นไป และนั่นคือสิ่งที่เรียกว่า ความสามัคคี

      วันนี้วันที่ประเทศชาติถูกทำให้ต้องเลือกข้าง การพูดถึงการเมืองไม่ใช่เรื่องสาธารณะอีกต่อไป เพราะคุณไม่อาจรู้ได้ว่าคนที่ฟังคุณอยู่คิดแบบเดียวกันหรือไม่ และเมื่อเขาได้ยินจะรู้สึกฮึกเหิมอย่างไร หลายสัปดาห์ก่อนมีเพื่อนเล่าให้ผมฟังว่าเห็นคนทะเลาะชกต่อยกัน เพราะความเห็นขัดแย้งในเรื่องของการเมือง ผู้โดยสารกับคนขับแท็กซี่ กลายเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่มีวันคุ้นเคยกันอีกแล้ว ใครๆ ก็บอกว่าน่าจะถอยกันคนละก้าว แต่สำหรับผมผมคิดว่ายิ่งถอยก็ยิ่งห่าง ปัญหาก็คงยังไม่จบ ทำไมไม่ก้าวมาข้างหน้าเพื่อคุยกัน และหาจุดยืนที่จะอยู่บนความพอใจร่วมกันดีกว่า มันไม่ใช่เพื่อชัยชนะของใครที่เป็นผู้กุมอำนาจ หรือคนที่อ้างว่าทำเพื่อคนส่วนใหญ่ แต่มันคือการแก้ไขเพื่อให้ความขัดแย้งอันเป็นกำแพงในการขับเคลื่อนของประเทศถูกทำลายลง กลายเป็นความสามัคคีที่จะผลักดันให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าฝ่าฟันปัญหาอีกมากมายที่รอเราอยู่ และเพื่อให้พระราชดำรัสที่พ่อหลวงของเราได้ทรงตรัสออกมาหยั่งรากลึกลงสู่หัวใจของคนไทยทั้งชาติ