การเลี้ยงลูกให้เรียนเก่ง
| เคล็ดลับการเลี้ยงลูกให้เรียนเก่ง | |
|
สนับสนุนให้เด็กค้นหาสิ่งที่ตนเองชอบ
เด็กๆ ที่เรียนได้ดีนั้นส่วนใหญ่ไม่ได้ เป็นเด็กที่มีสติปัญญาแตกต่างจากเด็กทั่วๆ ไปเท่าใดนัก แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างและทำให้เขาเรียนดีกว่าเด็กอื่นๆ ก็คือ การที่เขาได้ทำในสิ่งที่ชอบ ทำในสิ่งที่เขารัก ไม่ได้ทำในสิ่งที่ถูกบังคับ ดังนั้น พ่อแม่จึง ควรเป็นผู้สนับสนุนให้ลูกค้นหาสิ่งที่ตนเองชอบ ไม่ควรบังคับความคิดลูกว่า "ต้อง" ทำสิ่งนั้น "ห้าม" ทำสิ่งนั้น ไม่ควรปิดกั้นความคิดและโอกาสในการเลือกของลูกๆ เพราะจะทำให้เด็กเบื่อหน่ายในการเรียน สภาพครอบครัวอบอุ่นและมีความรัก บรรยากาศ ในครอบครัวมีส่วนสำคัญอย่างมากในการกำหนดสภาวะจิตใจ อารมณ์ และสมาธิในการเรียนรู้ของเด็ก เด็กที่เรียนได้ดีส่วนมากจะอยู่ในครอบครัวที่ได้รับความรักจากพ่อแม่ และพี่น้อง พ่อแม่มีความรักให้แก่กันและกันและมีความรักให้กับลูก ลูกๆ รักกัน ภายในบ้านมีความอบอุ่น ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง มีบรรยากาศของการพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกัน สร้างบรรยากาศภายในบ้านเอื้อต่อการเรียนรู้ พ่อ แม่จึงควรจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้เป็นบรรยากาศที่เด็กจะได้รับการ พัฒนาทางความคิด ความรู้ และทักษะต่างๆ อาทิ บ้านที่เงียบสงบ ไม่มีเสียงดังตลอดเวลา ลูกมีห้องส่วนตัวเพื่อการอ่านหนังสือ และทำกิจวัตรส่วนตัว ที่บ้านมีห้องสมุดและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้ลูกได้ค้นคว้าเรียนรู้ สมาชิกในครอบครัวเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านการเรียนรู้ เช่น อ่านหนังสือมากกว่าใช้เวลาส่วนใหญ่ดูทีวี หรือทำแต่สิ่งที่ให้ความบันเทิง ให้คุณค่าที่ความตั้งใจ มากกว่าให้คุณค่าที่คะแนน พ่อ แม่ส่วนใหญ่มักคาดหวังให้ลูกเรียนเก่งโดยดูจาก "คะแนน" หรือ "เกรด" หรือ "อันดับที่" เป็นหลัก โดยสร้างแรงจูงใจว่าจะให้รางวัลบางอย่างเมื่อทำสำเร็จ การสร้างแรงจูงใจเช่นนี้อาจมีส่วนทำให้ลูกขยันมากขึ้น แต่ในทางตรงข้ามอาจส่งผลเสียที่พ่อแม่คาดไม่ถึง เด็กบางคนอาจจะตั้งใจเต็มที่แล้วแต่ได้คะแนนไม่ดี หากพ่อแม่คาดหวังจากเขามาก เขาก็จะเสียใจที่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง และเห็นว่าตนเองเป็นคนไม่ฉลาด ในทางตรงกันข้ามหากพ่อแม่ให้คุณค่าและ รางวัลที่ "ความตั้งใจ" ของลูกโดยสนับสนุนลูก ให้ตั้งใจเรียนหนังสือ และให้กำลังใจเขาทำดีที่สุด เมื่อลูกพยายามดีที่สุดแล้ว แม้คะแนนจะออกมาเช่นไร พ่อแม่ก็ยังชื่นชมและให้กำลังใจเขาได้เสมอ ซึ่งนักศึกษาคนหนึ่งที่ผมสัมภาษณ์นั้นได้กล่าวว่า พ่อแม่ของเขาไม่ได้เน้นความสำคัญต่อผลการเรียนของเขา หรือจากเกรดที่เขาได้รับ แต่สอนว่าไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใดก็ตามต้องทำด้วยความตั้งใจอย่างเต็มกำลังความ สามารถ ส่งผลให้เขาเรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่างๆ อย่างตั้งใจ และจะไม่รู้สึกผิดหวังเมื่อได้คะแนนน้อย แต่จะมีความมุมานะและเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ฝึกความรับผิดชอบตนเอง การ เลี้ยงลูกแบบ "ไข่ในหิน" หรือทำสิ่งต่างๆ ให้ลูกทุกอย่างโดยคิดว่าการทำเช่นนั้น จะทำให้ลูกมีเวลาอ่านหนังสือได้มาก อาจเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนักของพ่อแม่ เพราะจะทำให้ลูกเรียนไม่รู้ที่จะจัดการบริหารชีวิตตนเองว่า เวลาใดควรทำอะไร ทำอย่างไร ถ้าไม่ทำจะเกิดผลเสียอย่างไรอันจะส่งผลกระทบต่อการบริหารตนเองในการเรียน การทบทวน การอ่านหนังสือ การเที่ยวเล่น เด็กจะไม่สามารถรับผิดชอบเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเองได้ดีนัก ทำให้การเรียนในระดับที่สูงขึ้นประสบความล้มเหลวได้ และจะส่งผลเสียสืบเนื่องไปถึงชีวิตการทำงาน ในอนาคตด้วย ในทางตรงกัน ข้าม เด็กที่มีความรับผิดชอบจะมีแนวโน้มประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะเมื่อเด็กพบสิ่งที่ยากเขาก็จะไม่ทิ้งกลางคันหรือล้มเลิกความตั้งใจ เมื่อประสบความล้มเหลว แต่เขาจะอดทนและรับผิดชอบจนสำเร็จ เด็กที่เป็นเช่นนี้ได้จะต้องได้รับการฝึกตั้งแต่เด็กๆ ดังนั้นพ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง เช่น ให้จัดตารางเวลากิจวัตรประจำวันของตนเอง ทั้งเวลาเรียน เวลาเล่น เวลาทำกิจกรรมและเวลาพักผ่อน ให้ลูกมีหน้าที่รับผิดชอบบางอย่างภายในบ้าน โดยพ่อแม่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ผู้คอยให้คำแนะนำ ผู้ให้กำลังใจและดูแลควบคุม เพื่อให้ลูกสามารถรับผิดชอบตนเองได้มากขึ้นเมื่อเขาเติบโตขึ้น การ ฝึกความรับผิดชอบตนเองในเรื่องต่างๆ อย่างครบถ้วนจะช่วยให้เด็กจัดระเบียบ ด้านการเรียนด้วยตนเองได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์เมื่อเรียนในระดับที่สูงขึ้น ส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของเวลา ความ แตกต่างประการสำคัญของเด็กที่เรียนได้ระดับเดียวกับเด็กอื่นๆ นั่นคือ เด็กที่เรียนดีมักจะเป็นเด็ก ที่เห็นคุณค่าของการใช้เวลา ไม่ปล่อยเวลาให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ พวกเขาสามารถบริหารเวลาได้เป็นอย่างดี โดยรู้ว่าควรจะทำสิ่งใดก่อน-หลังตามลำดับความสำคัญ พวกเขารู้ว่า หากเขาไม่บริหารเวลาก็จะไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่อย่างมากมายให้สำเร็จได้ เช่น หากปล่อยเวลาดูโทรทัศน์สามชั่วโมงเขาจะเสียเวลาเรียนรู้และทบทวนเรื่องที่ เขาสนใจจริงๆ ไปสามชั่วโมง ซึ่งอาจทำให้เขาเรียนไม่ทันในวันรุ่งขึ้นได้ พ่อ แม่ที่ต้องการให้ลูกเรียนเก่งจึงควรสอนให้ลูกเห็นคุณค่าของเวลา และมีส่วนช่วยให้ลูกบริหารเวลา บริหารชีวิตของตนเอง โดยร่วมมือกับลูกในการกำหนดเป้าหมายและวางแผนการเรียนในระยะยาว การส่งเสริมให้ลูกจัดการตารางเวลาประจำวัน ประจำสัปดาห์ ประจำเดือน หรือมากกว่านั้น และสนับสนุนให้เขาสร้างแรงจูงใจให้กับตนเองว่า หากทำได้จะให้รางวัลอะไรกับตนเอง ถ้าทำไม่ได้จะต้องทำอย่างไรและมีการประเมินแผนที่วางไว้เสมอเพื่อให้สามารถ ปฏิบัติได้จริง ส่งเสริมให้ทำกิจกรรมต่างๆ พ่อแม่ที่ปรารถนา ให้ลูกเรียนเก่งต้องไม่ลืมว่าชีวิตมีองค์ประกอบด้านอื่นๆ ที่พ่อแม่ต้องเป็นผู้จัดสรร อย่างครบถ้วนด้วย เพื่อช่วยให้ชีวิตลูกได้รับการเติมเต็มอย่างครบถ้วน ทั้งในด้านของสุนทรียะ ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนด้านความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย และด้านความเบิกบานของจิตใจ เป็นการพัฒนาให้ลูกเติบโตอย่างสมบูรณ์พร้อมในทุกๆ ด้าน นอกจากนี้พ่อ แม่ควรตระหนักว่าเด็กมีศักยภาพที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้อย่าง "ดีเลิศ" ไม่แพ้การเรียนหากพ่อแม่สนับสนุนให้เขาปลดปล่อยศักยภาพด้านนั้นออกมา ดังนั้นพ่อแม่จึงควรส่งเสริมสนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น ดนตรี กีฬา ภาษา คอมพิวเตอร์ กิจกรรมอาสาสมัครหรือกิจกรรมอื่นๆ เป็นต้น เด็ก ที่เรียนเก่งนั้นจึงไม่ได้เป็น "หนอนหนังสือ" เพียงอย่างเดียวอย่างที่หลายคนคิดกัน แต่เขาเป็นเด็กที่ได้รับการเปิดโอกาสให้ทำสิ่งต่างๆ อย่างครบถ้วน การส่งเสริมให้ลูกทำกิจกรรมที่หลากหลาย นอกจากจะช่วยให้ลูกไม่เคร่งเครียดกับการเรียนจนเกินไปแล้ว ยังช่วยทำให้สมองปลอดโปร่งแจ่มใส อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลูก จะเรียนเก่งหรือไม่นั้น มีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับสิ่งต่างๆ ที่พ่อแม่หยิบยื่นให้กับเขา หากเขาได้รับความรัก ได้รับโอกาสที่จะทำในสิ่งที่ตนชอบ ได้รับคำแนะนำในการวางแผนชีวิต ได้รับการสนับสนุนด้านการเรียนรู้ ได้รับกำลังใจและได้รับการเติมเต็มชีวิตอย่างครบถ้วนในทุกๆ ด้าน ลูกย่อมสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพและเต็มกำลังสติปัญญาของเขาได้เสมอ ซึ่งไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ตามเขามักทำได้อย่างดีเลิศและการเรียนเก่งก็เป็น หนึ่งในผลปลายทาง ที่จะติดตามมาด้วยเช่นกัน |
|
ผมกำลังจะแต่งงานยังไม่มีลูกหรอกครับ แต่ได้เรียนรู้ไว้จะเป็นวิชาในการเลอกลูกของตนเอง