AI

ถาม: อาจารย์ครับ/ค่ะ AI อะไรก็ว่าต้องคิดบวก แล้ว AI จากด้านลบนี่มีไหม  

ตอบ: มีครับ ลองดูเรื่องนี้ครับ

Discovery วันหนึ่งเมื่อสามสี่ปีก่อน ผมยังจำติดตา ตอนนั้นเป็นช่วงที่เริ่มทำ AI Projects กับนักศึกษาจริงๆ เป็นครั้งแรก (ไม่ใช่สอนอย่างเดียวครับ แต่ลงไปขยายผลกันจริงๆ) แต่ผลยังไม่ออกมาเป็นรูปธรรม ประมาณว่าผมก็ไม่ค่อยแม่นครับ  ผมก็เริ่มคิดการใหญ่ พอดีที่ MBA ให้เสนอหลักสูตรใหม่ ผมเลยเสนอหลักสูตร Appreciative Inquiry เสียเลยครับ วันนั้นเลยเป็นวันที่ผมตกม้าตาย เพราะต่อหน้าผมมีแต่ประเภทกูรุด้านเศรษฐกิจหลายคน บวกกับอาจารย์อาวุโส และระดับปริญญาเอกหลายคน ตอนนั้นยังเรียนป.เอกอยู่ ไปเสนออะไรที่คณะกรรมการไม่เคยได้ยินคือ AI ผมนำเสนอไปทุกท่านก็เมตตาครับ แต่บางคนก็อดขำผมไม่ได้ ผมก็เข้าใจครับ AI เป็นอะไรที่ประหลาดครับ มีเพื่อนอาจารย์ที่เป็นด๊อกเตอร์สองคน พูดอย่างขำครับ "คล้ายๆ  The Secret ใช่ไหมอาจารย์โย" อีกคนก็ถามครับว่า "เรื่องของอาจารย์คล้ายๆ The Tipping Point ใช่ไหม" สรุปแล้วท่านหลังก็บอกว่า AI น่าจะเป็นแค่ Tool ตัวหนึ่ง หรือ แค่ Problem Solving ตัวหนึ่งเอามาเป็นวิชาสอนไม่ได้  น่าจะทบทวนมาใหม่ 

ผมก็น้ำท่วมปากครับ แต่ในที่สุดผมก็พูดคำหนึ่งไปคือ อาจทำเป็นวิชา Positive Organization Development ก็ได้ ชื่อนี้เป็นอีกชื่อของ AI เหมือนกัน ในที่สุดคณะกรรมการก็ยอมรับหลักสูตรใหม่ครับ 

ครับตอนนั้น ผมก็ OK กับชื่อใหม่ แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ครับ อนาคตผมจะสอนวิชา Appreciative Inquiry ให้ได้ครับ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ผมไปโกรธแค้นอะไรกับคณะกรรมการของ MBA ครับ

วันแรกๆหลังจากตกม้าแล้ว ผมรู้สึกผิดหวังมากครับ แต่ผมก็เข้าใจ ผมมักจำประโยคสอนใจประโยคหนึ่งได้เสมอว่า "ถ้าลูกค้าไม่ซื้อของของเรา ไม่ใช่ความผิดของลูกค้าครับ"

ไม่เป็นไร ผมกลับมาเตรียมตัวใหม่ครับ เผื่อมีการปรับปรุงหลักสูตร ผมจำอาจารย์คนหนึ่งพูดคำว่า "...เหมือนๆ The Tipping Point ใช่ไหม" เป็นหนังสือที่เคยคิดอ่านแต่ก็ไม่เคยอ่านซักที เลยรีบกลับมาซื้ออ่านครับ เพราะอนาคตถ้าจะเสนอหลักสูตรอีก ผมต้องต้องผ่านด่านอาจารย์ท่านนี้ให้ได

เมื่อผมอ่านดูปรากฏว่า นี่คือการค้นพบสำคัญที่สุดในชีวิตผมที่เดียวครับ The Tipping Point พูดถึงปรากฏการณ์การระบาดของความนิยมครับ ที่เกิดผ่านตัวละครสามตัวคือ ผู้เชื่อมต่อ ผู้เชี่ยวชาญ และนักขายครับ

นิสัยผู้เชื่อมต่อ สังเกตง่ายๆ คือชอบชวนชาวบ้านไปซื้อโน่นซื้อนี่ ผู้เชี่ยวชาญ คือประมาณว่าเป็นผู้รู้อะไรในเชิงลึกครับ ส่วนนักขายคือพวกขาย Idea เก่ง

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ค้นพบปรากฏการณ์หลายอย่างเช่นกรณีรองเท้า Hush Puppy ที่เดิมแทบขายไม่ได้ แต่อยู่ดีๆก็ยอดขายโตวันโตคืนเป็น 100 เท่า เพราะบังเอิญเจอผู้เชื่อมต่อนั่นเอง

ต่อมาผมได้เอามาเล่าให้กลุ่ม AI ฟัง เราลองนั่งนึกกันก็เจอครับว่าในธุรกิจของแต่ละคนจะเจอคนกลุ่มดังกล่าวเสมอ พวกเราเลยเริ่มค้นหา และนั้งทำ Reflection กันว่า ตอนที่ได้ลูกค้ากล่มนี้มา เราไปทำอะไรให้เขา ปรากฏว่าข้อสังเกตที่เราได้ นำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการธุรกิจได้จิรง และสร้างยอดขายได้มากครับ (ดูกรณีศึกษาของเราที่ www.aithailand.org)    นี่เองที่ผมค้นพบครับ นำมาสู่การขยายผลดังนี้ครับ

Dream

AI Practitioners ควรมีโอกาสสร้างความสำเร็จ จากการค้นพบสิ่งที่ work จากคนสามประเภทนี้  (ผมเรียกรวมๆว่า The Tipping Point) 

Design

ศึกษาร่วมกับ AI Practitioners และส่งเสริมให้ทดลองจริงๆ เพื่อสร้าง case studies

Destiny

ปัจจุบันหนังสือเรื่อง The Tipping Point เป็นส่วนหนึ่งของการ Coach ในกลุ่ม AI Thailand ครับ เราให้อ่านกันเลย มาอ่านร่วมกันศึกษาร่วมกัน เราใช้แทนการ Sampling เลยครับ ถ้าใครอยู่ในกลุ่ม AI Thailand จะพบว่า the Tipping Point เป็นภาษาราชการของเรา และจะได้ยินเรื่องราวการค้นพบ และความสำเร็จจากการศึกษา The Tipping Point ครับ Case ใน AI Thailand ส่วนใหญ่จะสำรวจ และทำ Discovery กับ the Tipping Point ครับ

ค้นพบว่าทุ่นแรงกว่าในการทำ AI เฉยๆ

การทำ AI โดยปรับกระบวนการธุรกิจตาม สิ่งที่เราค้นพบจาก The Tipping Point ส่งผลให้เกิดการเปลียนแปลงที่ให้ผลกระทบมากกว่า แต่ประหยัดต้นทุนครับ