|
วัยใสไกลเอดส์
เอดส์คืออะไร
เอดส์เป็นโรคที่ติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวี เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะมีการฟังตัวอยู่ระยะหนึ่ง อาจกินเวลาหลายปีโดยไม่มีอาการ ต่อมาเชื้อไวรัสจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและทำลายภูมิคุ้มกันของร่ายกาย ทำให้เกิดโรคติดเชื้ออื่นๆ แทรกซ้อนเข้ามาได้ง่าย และมีอาการรุนแรงกว่าปกติ
เอดส์ติดต่อได้อย่างไร
1.มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ในประเทศติดโดยวิธีนี้ร้อยละ 84 2.ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน มักพบในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น 3.แพร่เชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก ซึ่งสามารถถ่ายทอดได้ทั้งในครรภ์ ขณะคลอดและหลังคลอด
อาการของเอดส์เป็นอย่างไร
1.ระยะไม่มีอาการ แต่สามารถแพร่เชื้อไปสู้ผู้อื่นได้ 2.ระยะมีอาการ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการหลังจากรับเชื้อได้ 7-10 ปี
เอดส์ไม่สามารถติดต่อได้โดยวิธีการดังต่อไปนี้
1.กาถูกยุงกัด เนื้องจากเชื้อเอชไอวี ไม่สามารถมีชีวิอยู่ในยุงได้ เมื้อยุงดูดเลือดเข้าไป หลังจากนั้นไม่นานเชื้อเอชไอวีจะตาย ก่อนที่ยุงจะไปกัดคนอื่นต่อไป 2.การรับประทานอาหารกับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีเนื่องจากโอกาสที่น้ำลายจะปนเปื้อนไปกับอาหารนั้นมีน้อย และปริมาณไวรัสเอชไอวีในน้ำลายก็มีน้อยมากจนไม่ทำให้ติดเอดส์ได้ 3.การสัมผัสหรือถูกเนื้อต้องตัวกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี เนื่องจากผิวหนังที่ไม่มีบาดแผลจะไม่ยอมให้เชื้อเอชไอวี เข้าสู่ร่างกายได้
ถ้าสงสัยว่าติดเอดส์ ควรตรวจเลือดเมื่อใด
การตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวีนั้นมีใช่การตรวจหาตัวเชื้อเอชไอวี แต่เป็นการตรวจหาปฎิกิริยาที่ ร่างกายได้สร้างขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค ที่เรียกว่าภูมิต้านทานซึ่งสามารถตรวจพบได้หลังได้รับเชื้อ 6 สัปดาห์ขึ้นไปดังนั้นถ้าสงสัยว่าอาจจะติดเอดส์ไม่ควรตรวจเลือดทันที ควรตรวจภายหลังจากวันที่สงสัยว่าจะไปติดเชื้อมา 6 สัปดาห์ขึ้นไป
เอดส์ป้องกันได้อย่างไร
1.ไม่มีเพศสัมพันธ์ 2.หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง 3.ไม่ใช้สารเสพติดทุกชนิด โดยเฉพาะที่ฉีดเข้าเส้น 4.ตรวจ เลือดก่อนแต่งงาน เพื่อนจะได้รู้ว่าตนเองติดเอดส์หรือไม่ถ้าติดจะได้ป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอ วีได้ถูกต้องกับคู่รัก ซึ่งลดปัญหาการแพร่เชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกไปได้อีกทางหนึ่ง
มีปัจจัยอะไรบ้าง ที่ทำให้ติดเอดส์
โรคนี้ไม่ได้ติดกันง่ายๆ ขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้
1.ปริมาณไวรัสเอชไอวี ถ้าได้รับมามากโดยทั่วไปจะพบมากในเลือด รองลงมาคือน้ำอสุจิและน้ำช่องคลอด 2.การมีบาดแผล ผิวหนังที่มีแผล หรือเยื่อบุในช่องปาก ช่องคลอด หรือตา อาจจะมีรอยแยกที่มองไม่เห็น จึงควรระมัดระวังอย่าให้น้ำอสุจิ เลือด หรือน้ำจากช่องคลอดมาสัมผัสได้ 3.การติดเชื้ออื่นๆ จากการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 4.ความถี่ของการสัมผัส การมีเพศสัมพันธ์หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกันกับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี ถ้าทำหลายครั้งก็ย่อมมีโอกาสติดเชื้อได้มากกว่าผู้ที่ทำครั้งเดียว
|