ข้าพเจ้าได้รับเมล์จาก เภสัชต๋อย...ส่งเรื่องเล่าบอกเล่าเรื่องราย แห่งการพัฒนาคุณภาพงานทางด้านเภสัชกรรม โดยการนำเครื่องมือ KM มาเป็นตัวเดินเรื่อง และถ่ายทอดเรื่องราวออกมาเป็นเรื่องเล่าที่บอกต่อต่อผู้คน...

___________________________________________________________________________________________________

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา  งานจ่ายยาผู้ป่วยนอกได้ส่งนวัตกรรม “กระเป๋าฮักแฮง” เข้า

ประกวดร่วมกับชาวบ้านชาวช่อง  หลังจากที่ทีมงานได้ใช้นวัตกรรมชิ้นนี้กับผู้ป่วย TB มาได้ประมาณสองเดือนเศษที่คลินิกฮักแฮง(ทีม Front  Liner ของ  OPD  ตั้งชื่อคลินิกวัณโรคว่า “คลินิกฮักแฮง” และคลินิกเอดส์ว่า “คลินิกแพงกัน”)   ก็เลยเป็นที่มาของกระเป๋าฮักแฮง  ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือควบคุมการรับประทานยาต้านวัณโรคที่ได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง  เพื่อส่งเสริมการใช้ยาต้านวัณโรค  ให้ผู้ป่วยเกิดความสะดวกในการรับประทานยา  เพิ่มความร่วมมือในการรักษาต่อเนื่อง  ไม่หยุดการรักษาหรือหยุดยาก่อนกำหนด  ทำให้ผู้ป่วยหายจากโรค  และลดปัญหาเชื้อโรคดื้อยาในอนาคต  งานนี้ประสบความสำเร็จเกินความคาดหวัง  เพราะตอนส่งเข้าประกวด  ในฐานะหัวหน้างานหวังแค่ว่าให้ได้นำเสนอผลงานที่ร่วมกันคิดร่วมกันสร้างร่วมกันพัฒนาเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยสู่สายตาชาวโรงพยาบาล  และเพื่อให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานมีกิจกรรมที่ดีๆทำร่วมกันแค่นั้นเอง  ปรากฎว่า  ด้วยความเมตตาของคณะกรรมการและทีม  KM  ของโรงพยาบาล  เราเลยได้รางวัล “นำเสนอผลงานดีเด่น”  งานนี้ต้องยกนิ้วให้เภสัชเปิ้ล  รวมทั้งทีมงานห้องจ่ายยา  OPD และที่ขาดไม่ได้ก็คือน้องนักศึกษาฝึกงานที่ช่วยสร้างสีสันให้ได้รับรางวัลแห่งความภาคภูมิใจในครั้งนี้

 

                กว่าจะพัฒนามาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเช่นกัน  ทั้งนี้  เพราะการสนับสนุนของผู้บริหารและความร่วมแรงร่วมใจของบุคลากรในหน่วยงาน  ครั้งแรกที่ได้รับผิดชอบงานที่ห้องจ่ายยาผู้ป่วยนอก  และกระโดดเข้ามารับผิดชอบงานบริบาลผู้ป่วย TB(ปี  2551) มีความตั้งใจว่าจะพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้  ในตอนนั้นยังไม่ได้ค่าตอบแทน(เงิน พตส.)  จนกระทั่งดำเนินงานมาได้ระยะหนึ่ง  เห็นว่างานดูแลผู้ป่วย TB  เป็นงานที่เสี่ยงและเข้าข่ายว่าต้องได้รับเงินพตส.  ประกอบกับได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกัน  และแก้ไขปัญหาวัณโรคจังหวัดยโสธร  โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรเป็นประธานกรรมการ  เมื่อวันที่  8  สิงหาคม  2551  และได้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะปฏิบัติการเภสัช  จึงได้เสนอเรื่องขอเบิกเงินพตส.สำหรับเภสัชกรผู้รับผิดชอบงาน TB ผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลยโสธร  และได้นำทีมเภสัชกรในจังหวัดยโสธรเสนอโครงการร่วม “โครงการปลอด TB”  โดยเสนอให้มีการใช้ยา  Fixed  Dose  Combination; FDC(ในตอนนั้นยังไม่ได้รับยา  FDC  สนับสนุนจาก สคร.7) และเสนอให้มีการใช้กระเป๋ายาเพื่อเพิ่ม  Compliance  และ  Adherence ของผู้ป่วย  ซึ่งได้รับการสนับสนุนในเวลาต่อมา

                      

        แนวคิดในการพัฒนารูปแบบการส่งมอบยา  TB  ให้กับผู้ป่วยนั้นมาจาก  ในระยะแรกๆ  ที่มีการส่งมอบยาแยกชนิดในแต่ละซองให้ผู้ป่วย  และพัฒนามาเป็นจัดยาแบบ  DOTs(Daily  Package/Unit  Dose)  ซึ่งพบว่าเป็นแนวทางที่ช่วยควบคุมการรับประทานยาของผู้ป่วยได้  แต่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอที่จะควบคุมการรับประทานยาได้  และปัญหาการตรวจสอบการรับประทานยาของญาติและเจ้าหน้าที่  ที่ไม่สามารถตอบได้ว่าวันนี้ทานยาแล้วหรือยัง?  เลยไม่ทาน  ทำให้ขาดยา  หรือถ้าไม่แน่ใจแล้วทานยาซ้ำ  ผู้ป่วยจะได้รับยาเป็นสองเท่าหรือไม่?  ยาที่ยังเหลือค้างผู้ป่วยจะจัดการอย่างไร?  จึงเป็นที่มาของกระเป๋าฮักแฮง  ที่จัดยาเป็น  package/1  มื้อ  ใส่ในแต่ละช่องของกระเป๋า  ซึ่งแต่ละช่องมีหมายเลขระบุวันที่ไว้(ให้ผู้ป่วยทานยาตามวันที่)  ภายในกระเป๋ามีช่องสำหรับใส่สมุดประจำตัว, บัตรนัด, ยาตัวอื่นที่ได้  ฯลฯ  มีประโยชน์ในมุมมองของเจ้าหน้าที่คือ  มั่นใจว่าจำนวนชุดยาที่จัดถูกต้องตามแพทย์สั่ง  ไม่มียาเหลือค้างที่ผู้ป่วย  เห็นข้อมูลการใช้ยาตามจริง(รับประทานครบ/ไม่ครบ  ขาดยาวันใดบ้าง)     มุมมองของผู้ป่วย/ญาติก็คือ  ง่ายต่อการรับประทานยาให้ครบ  โดยผู้ป่วยหรือพี่เลี้ยงไม่รู้สึกว่ามีความยุ่งยากหรือเป็นภาระในการควบคุมการทานยา  พกพาสะดวก  มุมมองต่อสังคมส่วนรวม  เมื่อผู้ป่วยให้ความร่วมมือในการรักษาอย่างต่อเนื่อง  ไม่หยุดยาก่อนกำหนด  ก็สามารถลดปัญหาเชื้อโรคดื้อยาในอนาคต  แต่อย่างไรก็ตาม  ในตอนนี้  การจัดยาลงกระเป๋าทำได้เฉพาะสูตรยา  FDC  (ระยะเริ่มของโครงการ)  ซึ่งกำลังจะขยายผลไปยังสูตรยาแยกขนานและขยายผลไปยังคลินิกอื่นๆ โดยทีมงานที่เข้มแข็งและสมัครสมานสามัคคีของงานเภสัชกรรมบริการจ่ายยาผู้ป่วยนอกต่อไป 

                                                                           ภญ.ดวงจินดา  คำสุข    รายงาน