บรรณาธิการของพจนานุกรมภาษาอังกฤษ มีหลักเกณฑ์อะไร
ในการตัดสินว่าศัพท์คำไหนควรบรรจุไว้ในพจนานุกรม ?
พจนานุกรมที่ผ่านการศึกษาวิจัยมาอย่างถี่ถ้วนเป็นผลิตผลจากการอ่านหนังสือมากมาย
คนอ่านจะต้องคอยติดตามนิตยสาร หนังสือ หนังสือพิมพ์ และแม้แต่รายการอาหาร
ในภัตตาคารกับแค็ตตาล็อก วัตถุประสงค์ก็เพื่อหาคำสองประเภทคือ คำใหม่เอี่ยม
เช่น blog หมายถึงเว็บไซต์ส่วนตัว หรือคำที่มีอยู่แล้วแต่ถูกนำไปใช้
ในความหมายใหม่ เช่น cougar หมายถึง ผู้หญิงที่ควงกับชายหนุ่มอายุน้อยกว่า
แคทเทอรีน บาร์เบอร์ บรรณาธิการอำนวยการของ Canadian Oxford
Dictionary กล่าวว่า "ข้อความที่มีคำทั้งสองประเภทนี้อยู่ จะถูกรวบรวมไว้
ในฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เมื่อเห็นว่าคำนั้นปรากฏอยู่ซ้ำๆ คณะบรรณาธิการ
ก็จะพิจารณาว่าควรบรรจุคำคำนั้นไว้ในพจนานุกรมหรือไม่ ถ้าถามว่า..
ต้องปรากฏซ้ำบ่อยแค่ไหน อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับขนาดของพจนานุกรม
หลักทั่วไป คือ ปรากฏอยู่ในข้อความ 15 ครั้งจากแหล่งข้อมูลที่แตกต่างกัน 15 แหล่ง
และมีระยะเวลาประมาณ 5 ปี ด้วยเหตุนี้ เราจึงเลี่ยงศัพท์ประเภทคำคะนอง
ซึ่งคนคนเดียวใช้อยู่ประเดี๋ยวประด๋าวกับศัพท์วูบวาบตามสมัย เช่น tofukey
มาจากคำว่า tofu(เต้าหู้) กับ turkey(ไก่งวง) หมายถึง เต้าหู้ที่นำไปใช้แทน
เนื้อไก่งวงเวลาทำอาหารมังสวิรัติ อย่างไรก็ตาม ในการจัดทำครั้งต่อไปคำว่า
tofukey อาจถูกบรรจุไว้ก็ได้ หลักเกณฑ์เหล่านี้ช่วยให้ตัดสินได้ว่าคำไหน
ควรจะกลายเป็นคำสามัญในภาษาของเราต่อไป"
ในจานปลาดิบที่มีปลา 2, 3 ชนิดรวมกันนอกนั้นจะมีสาหร่าย หัวผักกาด และอื่นๆ
รวมอยู่ในภาชนะด้วย จะคีบชิ้นไหนทานก่อนนั้นมีเคล็ดลับว่า ควรทานจากชิ้นเล็กที่สุด
จะทำให้รู้สึกอร่อยกว่าเลือกทานตามใจชอบ
อย่าละลายวาซาบิ (wasabi) ลงในน้ำโชยุ (shoyu)
เพราะจะทำให้กลิ่นหอมของวาซาบิเสียไป วิธีที่แนะนำมี 2 วิธี ค
ือ
1. ใช้วาซาบิแตะปลาดิบ แล้วจึงแตะโชยุ
2. วางก้อนวาซาบิด้านในขอบถ้วยโชยุ แล้วนำ
ปลาดิบแตะวาซาบิจากบนลงล่างเพื่อแตะโชยุ
ถ้วยใส่โชยุสามารถใช้มือถือขึ้นมาได้
แต่ให้ระวังท่าทางในการทาน
โดยในขณะยกถ้วยขึ้นมาอย่าก้มตัวเข้าหาถ้วย
และจะยกถ้วยโชยุสูงระดับอกเพื่อจะได้ไม่หยด
หรือใช้กระดาษรองกันน้ำโชยุหกใส่โต๊ะก็ได้
ในการทานนั้นตามมารยาทแล้ว
ไม่ควรแกว่งปลาดิบไปมาในถ้วยโชยุ หรือจุ่มจนท่วมชิ้นปลาดิบ
ส่วนผักเคียงในจานปลาดิบจะทานหรือไม่ก็ได้ ไม่ถือเป็นการผิดมารยาท
หมายเหตุ : โชยุ คือ ซีอิ๊วญี่ปุ่น
ที่มา: หนังสือมารยาทสากลในการรับประทานอาหาร (ฝรั่ง-ญี่ปุ่น-จีน) จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ทฤษฎี
นักวิจัยพบว่าช๊อกโกแลตดำเพียงวันละสองช้อนโต๊ะ หรือจะแปรรูปเป็นโกโก้ร้อน
1 แก้ว ช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือดได้พอๆ กับการกินยาแอสไพริน
โครงการศึกษาผลจากยาแอสไพรินที่มีผลต่อเกร็ดเลือด โดยศาสตราจารย์ไดแอนน์
เบกเกอร์ ผู้นำการวิจัยของมหาวิทยาลัย จอห์น ฮอปกินส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
กำหนดให้กลุ่มตัวอย่างออกกำลังกาย งดบุหรี่ และอาหารบางอย่าง เช่น ไวน์ ชา
กาแฟ และช๊อกโกแลตก่อนเข้ารับการทดลอง หลังจากนั้นนักวิจัยทำการเปรียบเทียบ ระยะเวลาที่เกล็ดเลือดจับตัวกันเป็นก้อน พบว่าเกล็ดเลือดของกลุ่มตัวอย่าง
ที่ไม่งดช๊อกโกแลต มีเกล็ดเลือดจับตัวกันช้ากว่า
กลุ่มนักวิจัยจึงศึกษาเพิ่มเติมคุณสมบัติของเมล็ดโกโก้ และพบว่าในเมล็ดโกโก้
มีสารเคมีชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า ฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญที่มีผลทางชีวเคมีที่
ออกฤทธิ์คล้ายกับยาแอสไพรินที่ช่วยลดการจับตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ
ที่ทำให้เส้นเลือด และหลอดเลือดอุดตันที่อาจส่งผลรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด
ก่อนหน้านี้ก็ได้มีรายงานการวิจัยที่ออกมา
สนับสนุนประโยชน์ของช๊อกโกแลตอย่างต่อเนื่อง
อาทิ พบว่าในช๊อกโกแลตมีสารเพนเทเมอร์
ที่ช่วยยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็งได้
และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วย
ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
แม้ว่าสารเคมีที่อยู่ในเมล็ดโกโก้จะมีผลดี
ต่อการไหลเวียนของโลหิตได้ดี แต่หากว่า
ร่างกายได้รับไขมันและน้ำตาลที่มากเกินไป
ก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อหัวใจของคุณได้เช่นกัน