เกร็ดความรู้

สมัยบาบิโลนและอียิปต์


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ในสมัย ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว ชาวบาบิโลน (อยู่ในประเทศอิรักทุกวันนี้ และชาวอียิปต์รู้จักเขียนสัญลักษณ์แทนจำนวน รู้จักเลขเศษส่วน รู้จักใช้ลูกคิดบวก ลบ คูณ หารตัวเลข ความรู้เกี่ยวกับจำนวนได้นำมาใช้ในการติดต่อค้าขาย การเก็บภาษี การรู้จักทำปฏิทินและการรู้จักใช้มาตรฐานเกี่ยวกับเวลา เช่น ๑ ปีมี ๓๖๕ วัน ๑ วันมี ๒๔ ชั่วโมงมี ๖๐ วินาที ความรู้ทางเรขาคณิต เช่น การวัดระยะทาง การวัดมุม นำมาใช้ในการก่อสร้างและการรังวัดที่ดิน เขาสนใจคณิตศาสตร์ในด้านนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เท่านั้นเปรียบเทียบตัวเลขของไทย กับตัวเลขของอียิปต์และบาบิโลน

 

สมัยกรีกและโรมัน


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ในสมัย ๒,๐๐๐ ปีถึง ๒,๓๐๐ ปีที่แล้ว ชาวกรีกได้รับความรู้ทางคณิตศาสตร์จากชาวอียิปต์และชาวบาบิโลน ชาวกรีกเป็นนักคิด ชอบการใช้เหตุผล เขาเห็นว่าคณิตศาสตร์ไม่เป็นแต่เพียงเกร็ดความรู้ที่ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เท่านั้น เขาจึงได้วางกฎเกณฑ์ทำให้คณิตศาสตร์กลายเป็นวิชาที่มีเหตุผล มีการพิสูจน์ให้เห็นจริง เป็นวิชาที่น่ารู้ไว้เพิ่มพูนสติปัญญา นักคณิตศาสตร์ที่สำคัญในสมัยนี้ คือ

เธลีส (Thales ประมาณ ๖๔๐-๕๔๖ ปี ก่อนคริสต์ศักราช) เป็นนักปรัชญานักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ชาวกรีก เป็นคนแรกที่คำนวณหาความสูงของพีรมิดในอียิปต์โดยใช้เงา เขาได้ทำนายว่าจะเกิดสุริยคราสล่วงหน้าซึ่งได้เกิดขึ้นก่อนพุทธศักราช ๔๒ ปี รู้จักพิสูจน์ทฤษฎีบททางเรขาคณิต เช่น เส้นผ่านศูนย์กลางจะแบ่งครึ่งวงกลม มุมที่ฐานของรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วเท่ากัน และมุมในครึ่งวงกลมเป็นมุมฉาก เป็นต้น

ปีทาโกรัส (Pythagoras ประมาณ ๕๘๐-๔๙๖ ปี ก่อนคริสต์ศักราช) นักคณิตศาสตร์ชาวกรีก เป็นผู้ริเริ่มตั้งโรงเรียนสอนวิชาคณิตศาสตร์และปรัชญา ปีทาโกรัสและศิษย์สนใจเรื่องราวของจำนวนมาก เขาคิดว่าวิชาการต่าง ๆ และการงานแทบทุกชนิดของมนุษย์ จะต้องมีจำนวนเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วยเสมอ การเรียนรู้เรื่องของจำนวนก็คือการเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของธรรมชาตินั่นเอง

ยูคลิด (Euclid ประมาณ ๔๕๐-๓๘๐ ปี ก่อนคริสต์ศักราช) นักคณิตศาสตร์ชาวกรีก ได้รวบรวมเรขาคณิตขึ้นเป็นตำราที่มีชื่อเสียงมาก เป็นการวางพื้นฐานการเรียนเรขาคณิตโดยกล่าวถึงจุด เส้นและรูป เช่น รูปสามเหลี่ยมและวงกลม จากข้อความที่ยูคลิดถือว่าเป็นจริงแล้วประมาณ ๑๐ ข้อความ เช่น "มีเส้นตรงเพียงเส้นเดียวเท่านั้นที่ลากผ่านจุดสองจุดได้" เป็นต้น อาศัยการใช้เหตุผล ยูคลิดพบทฤษฎีบท (ข้อความที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นจริง) ถึง ๔๖๕ ทฤษฎีบท ตำราของยูคลิดกล่าวถึงทฤษฎีบทและการพิสูจน์ทฤษฎีบทเหล่านี้ โดยเริ่มจากทฤษฎีบทที่ง่ายที่สุด และค่อย ๆ ยากขึ้นเป็นลำดับ นอกจากนี้ยูคลิดยังได้ศึกษาเกี่ยวกับจำนวนอีกด้วย

อาร์คีมีดีส (Archimedes ประมาณ ๒๘๗-๒๑๒ ปี ก่อนคริสต์ศักราช) นักคณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์ชาวกรีก สนใจการหาพื้นที่วงกลม ปริมาตรของทรงกระบอกและกรวย นักคณิตศาสตร์สมัยนี้รู้จักคำนวณอตรรกยะ เช่น (...) และ (...) (พาย) และสามารถคำนวณค่าโดยประมาณได้โดยใช้เศษส่วน อาร์คีมีดีสพบว่า มีค่าประมาณ ๒๒/๗ วิธีการหาค่า นำไปสู่การค้นพบวิชาแคลคูลัส นอกจากนี้อาร์ดีมีดีสเคยประดิษฐ์ระหัดทดน้ำ พบกฎการลอยตัวและกฎเกณฑ์ของคานงัดและได้นำไปใช้ในการสร้างเครื่องผ่อนแรงสำหรับยกของหนัก

ส่วนชาวโรมัน สนใจคณิตศาสตร์ในด้านนำไปใช้ในการก่อสร้าง ธุรกิจและการทหาร ตัวเลขแบบโรมันเป็นดังนี้

เลขโรมัน I II III IV V VI VII VIII IX X C

เลขฮินดูอารบิค ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๐๐

 

สมัยกลาง

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

(ประมาณ พ.ศ. ๑๐๗๒-๑๙๗๙) อาณาจักรโรมันเสื่อมสลายลงในปี พ.ศ. ๑๐๑๙ ชาวอาหรับรับการถ่ายทอดความรู้ทางคณิตศาสตร์จากกรีก ได้รับความรู้เรื่องจำนวนศูนย์ และวิธีเขียนตัวเลขแบบใหม่จากอินเดีย ตัวเลข ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐ ที่เราใช้กันทุกวันนี้ จึงมีชื่อว่า ฮินดูอารบิค ชาวอาหรับแปลตำราภาษากรีกออกเป็นภาษาอาหรับไว้มากมาย ทั้งทางดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์และแพทยศาสตร์

 

สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

(ประมาณ พ.ศ. ๑๙๘๐-๒๑๔๓) สงครามครูเสดระหว่างชาวยุโรปกับชาวอาหรับ ซึ่งกินเวลาร่วม ๓๐๐ ปี สิ้นสุดลง ชาวยุโรปเริ่มฟื้นฟูทางการศึกษา และมีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยกันขึ้น ชาวยุโรปได้ศึกษาวิชาคณิตศาสตร์จากตำราของชาวอาหรับ ในปี พ.ศ. ๑๙๘๓ คนรู้จักวิธีพิมพ์หนังสือ ไม่ต้องคัดลอกดังเช่นแต่ก่อน ตำราคณิตศาสตร์จึงแพร่หลายทั่วไปชาวยุโรปแล่นเรือมาค้าขายกับอาหรับ อินเดีย ชวา และไทย ในปี พ.ศ. ๒๐๓๕ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus ประมาณ ค.ศ. ๑๔๑๕-๑๕๐๖) นักเดินเรือชาวอิตาเลียนแล่นเรือไปพบทวีปอเมริกา ใน พ.ศ. ๒๐๔๕ ชาวโปรตุเกสเข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยา การค้าขายเจริญรุ่งเรือง ชาวโลกสนใจคณิตศาสตร์มากขึ้นเพราะใช้เป็นประโยชน์ได้มากในการค้าขายและเดินเรือ เราพบตำราคณิตศาสตร์ภาษาเยอรมัน พิมพ์ใน พ.ศ. ๒๐๓๒ มีการใช้เครื่องหมาย + และ - ตำราคณิตศาสตร์ที่แพร่หลายมากคือตำราเกี่ยวกับเลขาคณิต อธิบายวิธี บวก ลบ คูณ หารจำนวน โดยไม่ต้องใช้ลูกคิด การหารยาวก็เริ่มต้นมาจากสมัยนี้และยังคงใช้กันอยู่ตราบเท่าปัจจุบัน นักดาราศาสตร์ใช้คณิตศาสตร์ในงานค้นคว้าเกี่ยวกับดวงดาวบนท้องฟ้า นิโคลัส คอเปอร์นิคัส (Nicolus Copernicus ค.ศ. ๑๔๗๓- ๑๕๔๖) นักดาราศาสตร์ผู้อ้างว่า โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์เกิดในสมัยนี้

 

การเริ่มต้นของคณิตศาสตร์สมัยใหม่


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การเริ่มต้นของคณิตศาสตร์สมัยใหม่ (ประมาณ ค.ศ. ๒๑๔๔-๒๓๔๓) เริ่มต้นประมาณแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยาจนถึงแผ่นดินสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ในรอบสองร้อยปีต่อมา ความเจริญทางด้านดาราศาสตร์ การเดินเรือ การค้า การก่อสร้าง ทำให้จำเป็นต้องคิดเลขให้ได้เร็วและถูกต้อง ในปี พ.ศ. ๒๑๕๗ เนปอร์ จอห์น เนเปียร์ (Neper John Napier ค.ศ. ๑๕๕๐-๑๖๑๗) นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตได้ตีพิมพ์ผลงานเกี่ยวกับลอการิทึม ซึ่งเป็นวิธีคูณ หาร และการยกกำลังจำนวนมาก ๆ ให้ได้ผลลัพธ์ถูกต้องและรวดเร็ว ในที่สุดก็มีการประดิษฐ์บรรทัดคำนวณขึ้น โดยใช้หลักเกณฑ์ของลอการิทึม

นอกจากนี้ยังมีนักคณิตศาสตร์ที่สำคัญอีกคือ เรอเน เดส์การ์ตส์ (Rene Descartes ค.ศ. ๑๙๕๖-๑๖๕๐) พบวิชาเรขาคณิตวิเคราะห์ แบลส ปาสกาล (Blaise Pascal ค.ศ. ๑๖๒๓-๑๖๖๒) และปิแยร์ เดอ แฟร์มาต์ (Pierre de Fermat ค.ศ. ๑๖๐๑-๑๖๖๕) พบวิชาความน่าจะเป็น ทั้งสามเท่านี้เป็นชาวฝรั่งเศสปาสกาล ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนแรกที่ประดิษฐ์เครื่องคิดเลข เซอร์ ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton ค.ศ. ๑๖๒๔-๑๗๒๗) นักคณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ ชาวอังกฤษ และกอตต์ฟรีด วิลเฮล์ม ไลบ์นิตส์ (Gottfried Wilhelm Leibnitz ค.ศ. ๑๖๔๖-๑๗๑๖ นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน) พบวิชาแคลคูลัส ซึ่งเป็นวิชาที่นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง การค้นพบกฎทางวิทยาศาสตร์ของนิวตัน เช่น กฎของการเคลื่อนที่ ทฤษฎีของการโน้มถ่วงของโลก เป็นต้น นับเป็นความก้าวหน้าของวิทยาการสมัยใหม่ ผลงานของนักคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในสมัย ๑๐๐ ปี ต่อมามุ่งไปในแนวใช้แคลคูลัสให้เป็นประโยชน์ในการศึกษาคณิตศาสตร์ และวิชาฟิสิกส์แขนงต่าง ๆ

นักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนี้มี เลออนฮาร์ด ออยเลอร์ (Leonhard Euler ค.ศ. ๑๗๐๗-๑๗๘๓) ชาวสวิสผู้ให้กำเนิดทฤษฎีว่าด้วยกราฟ นักคณิตศาสตร์ ชาวฝรั่งเศสมี โชแซฟ ลุยส์ ลากรองจ์ (Joseph Louis Lagrange ค.ศ. ๑๗๓๖-๑๘๑๓) ปิแยร์ ซิมง เดอ ลาปลาซ (Pierre Simon de Laplace ค.ศ. ๑๗๔๙-๑๘๒๗) ใช้แคลคูลัสสร้างทฤษฎีของกลศาสตร์ และกลศาสตร์ฟากฟ้าซึ่งเป็นพื้นฐานของวิศวกรรมศาสตร์ และดาราศาสตร์

เกร็ดความรู้การเรียนเมืองนอก  

Posted by ilovedpu , ผู้อ่าน : 271 , 13:35:04 น.  
หมวด : การศึกษา
พิมพ์หน้านี้

เกร็ดความรู้การเรียนเมืองนนอก
  นักเรียนหลายคนประสบความสำเร็จ

ปัจจุบันมีนักเรียนในจำนวนที่ค่อนข้างมาก  มีจุดประสงค์ที่จะไปศึกษาต่อในต่างประเทศ นักเรียนส่วนหนึ่งติดต่อหาสถานที่เรียนเองโดยตรง อีกส่วนหนึ่งติดต่อโดยขอให้ญาติพี่น้องซึ่งอยู่ในต่างประเทศช่วยดำเนินการให้ และอีกส่วนหนึ่งติดต่อโดยผ่านบริษัทนายหน้าที่ประกอบธุรกิจทางด้านนี้ให้เป็นผู้ดำเนินการให้  ในขณะที่อีกหลายๆคนได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของบริษัท ส่งผลให้มีเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ต่อหน่วยงานต่างๆ ให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน

 
การเรียนในต่างประเทศมีข้อดีหลายประการ

คุณจะอิ่มเอมไปกับการเรียนการสอน  ในระดับที่ดีเลิศ และได้สัมผัสกับมาตรฐานงานวิจัยของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในระดับโลก นอกจากนี้คุณยังจะได้สัมผัสกับประเพณี วัฒนธรรม และการดำรงชีวิตในต่างแดนการเรียนในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง จะเป็นโอกาสอันดีของคุณที่จะได้พัฒนาทักษะทางการใช้และการสื่อสารภาษาอังกฤษ ภายหลังจบการศึกษา คุณจะมีคุณสมบัติและทักษะที่จะนำมาใช้ปฏิบัติงานจริงได้อย่างดี อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจที่จะเรียนต่อในต่างประเทศจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนที่รอบคอบ
หัวข้อหลักที่จำเป็นซึ่งควรคำนึงถึงนั้น มีดังนี้:-
- การเลือกหลักสูตรที่จะเรียนและมหาวิทยาลัยที่เหมาะสม

- การงานแผนทางการเงิน

- การกินอยู่อาศัย

 - หลักสูตรที่คุณเลือก

การปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมทางการศึกษาแบบใหม่ ระยะเวลาในการเรียน เนื้อหาวิชา ข้อกำหนดหน่วยกิตที่ต้องการเพื่อที่จะจบการศึกษา คุณภาพของการสอน
และ ข้อกำหนดในการทำวิจัยของหลักสูตรที่เปิดทำการสอน นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณารวมถึงชื่อเสียงของสถานศึกษา สถานที่ตั้ง ขนาด สวัสดิการ และ ค่าเล่าเรียน ของสถานศึกษาที่คุณสนใจ
หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว  

ถ้าคุณวางแผนที่จะศึกษาในระดับที่มีการทำวิจัย

ก็ไปสมัครเรียนตามขั้นตอน คุณต้องกรอกแบบฟอร์มการสมัครเรียนด้วยความรอบคอบให้ถูกต้องและสมบูรณ์ ถ้าเป็นไปได้ ขอให้เจ้าของภาษาช่วยดูใบสมัครที่กรอกแล้วอีกทีเพื่อความแน่ใจที่มากขึ้น  คุณจะต้องระบุถึงขอบเขตทางการศึกษาที่มีความสนใจเฉพาะและเลือกหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีศักยภาพอย่างระมัดระวัง โดยการเฟ้นหานั้นให้อ้างอิงตามความถนัดทางวิชาชีพ ผลงานวิจัย และ ชื่อเสียงของอาจารย์ท่านนั้นๆ นอกจากนี้ ยังต้องดูว่าอาจารย์ท่านนั้นมีเวลามากพอที่จะอุทิศให้คุณและงานวิจัยของคุณได้หรือไม่


การเตรียมตัวก่อนออกเดินทางไปนอกประเทศ 

อย่าลืมพกพาสปอร์ตและวีซ่าติดตัวไปด้วยทุกครั้ง  คุณควรที่จะเตรียมตัวโดยการอ่านข้อมูลที่ทางมหาวิทยาลัยที่คุณจะไปเรียนจัดให้ บันทึกเกี่ยวกับวันที่สำคัญต่างๆ และวันที่สิ้นสุดของกิจกรรมทางการศึกษาต่างๆ อาทิ วันลงทะเบียนเรียน วันจ่ายค่าเล่าเรียน และเมื่อไหร่ที่จะต้องสมัครเข้ากลุ่ม หรือ ชมรม ที่สถานศึกษานั้นๆ มีอยู่  แผนที่แสดงเส้นทางไปยังมหาวิทยาลัยของคุณเป็นสิ่งจำเป็น เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศนั้นๆ เงินในจำนวนพอดีสำหรับซื้อหาสิ่งของที่จำเป็น และบัตรเอทีเอ็มระหว่างประเทศหรือเครดิตการ์ด หอพักของมหาวิทยาลัยเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการเรียนในปีแรก

การเงินเป็นสิ่งที่จำเป็น 

ถ้าคุณมีเงินไม่พอกับค่าใช้จ่าย ควรพิจารณาเกี่ยวกับการสมัครขอทุนการศึกษาหรือการกู้ยืม เงินเพื่อการศึกษา ซึ่งคุณควรจะต้องวางแผนล่วงหน้าเพราะมีการแข่งขันที่สูง  วิธีการหนึ่งที่แนะนำคือการให้นักวางแผนทางการเงินช่วยคำนวณรายรับ-รายจ่ายที่จะเกิดขึ้นในแต่ละสัปดาห์ /แต่ละเดือน /และ แต่ละปีการศึกษา ให้ล่วงหน้า

การกินอยู่อาศัย

 การเดินทางออกนอกประเทศไทยเพื่อไปอาศัยอยู่ในอีกประเทศหนึ่งเป็นเรื่องที่อาจก่อให้เกิดความเครียดขึ้นได้ ปัญหานี้เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งรู้ๆ กันดีในชื่อ Cultural shock สภาพภูมิอากาศ อาหารการกิน ภาษา และประเพณีทางสังคมของประเทศที่ไปอยู่ อาจดูเป็นสิ่งแปลกในตอนแรกๆ และอาจนำมาซึ่งความสับสนและความไม่สะดวกสบาย

วิธีการหนึ่งที่ใช้แก้ปัญหาดังกล่าวคือการเตรียมตัวที่จะประสบกับมัน

 เช่น เรียนรู้ให้มากที่สุดเกี่ยวกับชีวิตและวัฒนธรรมของประเทศที่คุณจะไปอยู่ และพยายามหาข้อแตกต่างใน  การดำรงชีวิตและวัฒนธรรมของประเทศเรากับประเทศที่จะเดินทางไป เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับข้อปฏิบัติทางสังคมของประเทศที่จะไปอยู่ และจงจำไว้ว่า การตรงต่อเวลานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

เรียนอย่างไรให้รอด

 คุณจำเป็นต้องมีผลทดสอบเพื่อรับรองระดับการใช้ภาษาอังกฤษของคุณ อาทิ Ielts เป็นต้น
ระดับของภาษาอังกฤษที่ใช้กันในมหาวิทยาลัย   กับที่ใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวันนั้นแตกต่างกัน ภาษาอังกฤษแบบที่ใช้ในมหาวิทยาลัยนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ Academic English ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่าภาษาอังกฤษที่ใช้ในการสนทนา  คุณจำเป็นที่จะต้องสามารถทำความเข้าใจและพูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อต่างๆ

     ให้ได้ในระดับที่ ลุ่มลึก สามารถแสดงประเด็นความเห็นของคุณได้อย่างชัดเจน คิดอย่างวิเคราะห์ และใช้วิธีการในการสื่อสารได้อย่างหลากหลาย หลักสูตรการเรียนการสอนจะปรับเปลี่ยนไปตามวิธีการสอนและการประเมินผล 

การศึกษาแบบอิสระ

 วิธีการเรียนการสอนในแบบปกติได้แก่ การบรรยาย การติว การสัมมนา การปฏิบัติงานจริง การทำงานภาคสนาม การทดลองในห้องปฏิบัติการ การฝึกงาน และการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ คุณจะต้องเรียนรู้ในแต่ละสิ่งและพัฒนาปรับปรุงทักษะทางการเรียนในรูปแบบต่างๆ ของคุณไปด้วย  (Independent Study) เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเรียนในระบบการศึกษาแบบตะวันตก ในมหาวิทยาลัย คุณจะได้รับการคาดหวังให้มีความรับผิดชอบที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองรวมอยู่ด้วย
ชีวิตภายหลังจบการศึกษาในหลายประเทศ

        มีข้อห้ามการผ่านแดนสำหรับนักเรียนที่มาจากต่างประเทศ ผู้ซึ่งต้องการที่จะอาศัยอยู่และศึกษาไปด้วยในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ดี บางประเทศได้จัดให้มีแผนการจ้างงาน
เป็นสิ่งจูงใจให้นักเรียนมาเรียนในโรงเรียนของตน    คุณควรที่จะพิจารณาทางเลือกในชีวิตของคุณภายหลังจากที่จบการศึกษา    เช่น การศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นในระดับปริญญาโท หรือ ปริญญาเอก อาชีพหลังจบการศึกษา การหาประสบการณ์การทำงาน จะทำอย่างไรกับชีวิตภายหลังจบการศึกษา เช่น งานอาสาสมัคร หรือ ก่อตั้งธุรกิจส่วนตัว เป็นต้น


หลักสูตรการศึกษาในระดับปริญญาโทเป็นโอกาสดีที่จะได้ศึกษาวิชาต่างๆ

 ในรายละเอียดที่ลึกลงไป หรือเรียนในวิชาใหม่ๆ ที่จะเปิดโลกทัศน์สำหรับทางเลือกอาชีพในอนาคต อย่างไรก็ดี คุณอาจจะกระหายที่จะเริ่มต้นการทำงาน อาชีพหลายๆ อาชีพสำหรับบัณฑิตจบใหม่ให้ค่าตอบแทนที่สูง แต่ถ้าคุณยังไม่ตัดสินใจว่าอาชีพใดที่คุณสนใจ ลองออกไปหาประสบการณ์การทำงานในขอบข่ายงานที่เกี่ยวข้องดูจะเป็นการดีทีเดียว
 

ข้อคิดชีวิตนักเรียนไทยในต่างแดน มุ่งมั่น ตั้งใจ เรียนที่ไหนก็ประสบความสำเร็จ

อาจารย์ฐิติพงศ์ นันทาภิวัฒน์” คนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ที่มีดีทั้งรูปสมบัติและคุณสมบัติ ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นรองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา และหัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต กำลังศึกษาปริญญาเอก ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ Murdoch University ประเทศออสเตรเลีย อาจารย์จะมาถ่ายทอดประสบการณ์ในต่างแดนในฐานะนักเรียนนอกให้เราได้ฟังกัน
           

จุดประกายเรียนต่อนอก
ผมมีความคิดว่าอยากเรียนต่อต่างประเทศตอนเรียนอยู่ชั้นป.6 เหตุการณ์ที่ทำให้ผมอยากไปเรียนต่างประเทศมาก เกิดขึ้นตอนที่ญาติผู้ใหญ่ของผมพาเพื่อนชาวต่างชาติมาทานข้าวที่บ้าน ท่านพูดภาษาอังกฤษได้ไพเราะน่าฟังมาก เพราะว่าท่านจบการศึกษามาจากประเทศนิวซีแลนด์ ผมเลยมีความคิดว่าอยากจะพูดภาษาอังกฤษให้ได้อย่างท่านบ้าง ดังนั้นการเรียนต่อต่างประเทศจึงเป็นเป้าหมายในชีวิตของผม
            ประกอบกับช่วงนั้นผมมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศกับคุณพ่อบ่อยมาก เนื่องจากท่านต้องเดินทางไปประชุมที่ต่างประเทศทุกปี ผมจึงมีโอกาสได้สัมผัสกับภาษาอังกฤษพอสมควร แต่ตอนนั้นผมยังไม่ได้รู้สึกอะไร จนกระทั่งได้ยินญาติผู้ใหญ่ของผมพูดภาษาอังกฤษในวันนั้น มันจุดประกายให้ผมอยากจะไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่นั้นอย่างจริงจัง

 พิสูจน์ตัวเองกับคุณพ่อ
            หลังจากที่รู้ตัวว่าอยากจะไปเรียนต่อต่างประเทศจริง ๆ ก็เลยเข้าไปปรึกษาคุณพ่อ คุณพ่อบอกว่าต้องตั้งใจเรียนให้ได้ที่ 1 ถ้าจบชั้นม.3 เมื่อไหร่ถึงจะอนุญาตให้ไปเรียนต่อได้  ผมจึงตั้งใจเรียนมาก และสอบได้ที่ 1 ทุกปี  ดังนั้นเมื่อผมเรียนจบชั้นม.3 คุณพ่อจึงอนุญาตให้ไปเรียนต่อต่างประเทศได้ ตอนนั้นผมเลือกไปเรียนต่อไฮสคูลที่ Trinity Schools ประเทศนิวซีแลนด์ ตอนไปเรียนที่ Trinity Schools (โรงเรียนประจำ) เขาจะแบ่งเป็นส่วนของผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งผมเรียนในส่วนของผู้ชายที่ชื่อว่า Rathkeale College ก่อนเข้าเรียน ทางโรงเรียนเขาจัดให้สอบวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษด้วย เพื่อจะได้จัดชั้นเรียนให้เหมาะสมกับเด็กนักเรียนแต่ละคน และจากการที่ผมได้ติดตามคุณพ่อไปต่างประเทศบ่อย ๆ ทำให้ผมซึมซับภาษาอังกฤษมาพอสมควร ผลปรากฏว่าคะแนนสอบของผมอยู่ในระดับฟอร์ม 6 (การวัดระดับของโรงเรียนที่นิวซีแลนด์ จะวัดเป็นฟอร์ม 1-7 เทียบเท่ากับม.1-6 ของไทย ส่วนฟอร์ม 7 เทียบได้กับชั้นปี 1 ในมหาวิทยาลัยนั่นเอง
            ดังนั้นผมจึงได้เรียนอยู่ชั้นม.6 เทอม 3 ตอนอายุได้เพียง 13 ปีเท่านั้น เรียนอยู่ได้ประมาณ 1 ปี กับ 1 เทอม ผมก็สำเร็จการศึกษาออกมา จากนั้นผมได้สอบเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีทางด้านคอมพิวเตอร์ ที่ Waikato University เมือง Hamilton เนื่องจากมหาวิทยาลัยนี้มีชื่อเสียงทางด้าน Information Technology หรือว่า IT มาก ซึ่งผมใช้เวลาในการเรียนปริญญาตรีจนสำเร็จการศึกษาประมาณ 2 ปีครึ่ง ตอนนั้นผมมีความคิดแบบเด็ก ๆ ว่าอยากจะเรียนต่อรวดเดียวจนจบปริญญาเอกเลย จะได้มีชื่อเสียงในฐานะที่เป็นดอกเตอร์ที่อายุน้อยของเมืองไทย
            สำหรับคนที่ตั้งใจจะไปเรียนต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์ ผมบอกได้ว่านิวซีแลนด์เป็นประเทศที่สวยงามและเงียบสงบมาก คนนิวซีแลนด์ส่วนใหญ่จะให้เวลากับครอบครัวมาก ดังนั้นห้างร้านต่าง ๆ จะปิดพร้อมกันตอน 5 โมงเย็น วันอาทิตย์ก็จะปิดทำการด้วย สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศแบบนี้จะอึดอัดอยู่สักหน่อย เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ดังนั้นคนที่ชอบแสงสียามค่ำคืน จึงไม่เหมาะที่จะมาเรียนต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์ แต่เนื่องจากผมเป็นคนที่ไม่ชอบเที่ยวอยู่แล้ว ก็เลยปรับตัวได้ไม่ยากนัก
            ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะเรียนต่อปริญญาโท-เอกที่ Waikato University เลย ซึ่งเขาให้โอกาสผมเรียนจนจบปริญญาเอกในระยะเวลา 3 ปีเท่านั้น แต่คุณพ่อท่านท้วงว่าจะรีบเรียนไปทำไม เวลาที่ไปสมัครงานเขาไม่ได้มองว่าเราเรียนจบเร็วมากน้อยแค่ไหน แต่เขาจะมองว่าคุณมีประสบการณ์อะไรมาบ้างมากกว่า ตรงนี้ทำให้ผมได้ฉุกคิดและเดินทางกลับมาทำงานที่ประเทศไทย
           ตอนนั้นผมได้ทำงานในบริษัทของนิวซีแลนด์ที่เมืองไทย เป็นบริษัทที่ให้คำปรึกษา วางแผน และพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ซึ่งผมได้ทำงานในโครงการใหญ่ ๆ หลายโครงการ แต่พอทำงานไปได้สักระยะหนึ่งรู้สึกว่าความคิดตัวเองมันตัน ไม่สามารถทำอะไรที่ยากไปกว่านี้ได้แล้ว ต้องรีบพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ก็เลยตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
            ก็ได้เพื่อนคุณพ่อแนะนำให้ไปเรียนต่อที่ University of Pittsburgh เมือง Pittsburgh รัฐ Pennsylvania ทางด้าน Information Science ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Information Technology ซึ่งก็คือ IT นั่นเอง ที่นี่ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของคณะ IT เลยก็ว่าได้ ตอนนั้นผมใช้เวลาเรียนปริญญาโทประมาณ 1 ปี จึงสำเร็จการศึกษาช่วงแรกที่ไปเรียนผมใช้ทุนของทางบ้าน แต่พอเรียนไปได้ 1 เทอม ผมลองไปสอบชิงทุนดู เป็นทุนผู้ช่วยอาจารย์ ปรากฏว่าผมสามารถสอบชิงทุนได้ ก็เลยได้เรียนฟรี แต่ก็ต้องทำงานเป็นผู้ช่วยของอาจารย์ด้วย ทำตั้งแต่ช่วยทำงานวิจัย ช่วยสอนหนังสือ ช่วยตรวจการบ้านนักศึกษา ฯลฯ พอเรียนจบทางมหาวิทยาลัยเสนอให้ทุนเรียนต่อปริญญาเอกด้วย ผมก็ตัดสินใจเรียนต่อทางด้าน Telecommunication เพราะในอนาคตสาขานี้จะเป็นที่นิยมอย่างมาก ประกอบกับผู้ใหญ่แนะนำด้วย ก็เลยตัดสินใจเรียนทางด้านนี้ แต่พอเรียนไปได้สักระยะหนึ่งก็รู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ ก็เลยตัดสินใจยุติการเรียนและกลับมาทำงานที่เมืองไทยแทน
           บทบาทอาจารย์มหาวิทยาลัยและชีวิตนักศึกษาปริญญาเอก
ตอนที่กลับมายังไม่รู้เลยว่าจะทำงานอะไรดี เมื่อครั้งที่ผมทำงานเป็นผู้ช่วยอาจารย์ ผมมีโอกาสได้สอนหนังสือนักศึกษาปริญญาตรีด้วย รู้สึกว่าตัวเองชอบการสอนหนังสือ และอยากที่จะให้ความรู้กับคนอื่น ก็เลยค้นพบว่าตัวเองคงเหมาะที่จะเป็นอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย  พอดีกับมีอาจารย์ที่รู้จักกันเขาแนะนำให้มาสมัครเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ผมก็เลยลองเข้ามาสมัครดู และก็ได้เป็นอาจารย์สมกับที่ตั้งใจไว้ มาจนถึงปัจจุบันนี้ก็เป็นระยะเวลา 10 ปีแล้ว ที่ผมสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยรังสิตแห่งนี้  
           ส่วนสาเหตุที่ผมกลับไปเรียนปริญญาเอกอีกครั้ง ก็เพราะว่าทางมหาวิทยาลัยให้ทุนผมไปเรียนต่อ ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะไม่กลับไปเรียนแล้ว แต่ด้วยระบบการศึกษาของไทยเรา คนที่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงได้จะต้องมีดีกรีรับรอง ผมก็เลยต้องกลับไปเรียนปริญญาเอกต่อด้วยเหตุผลดังกล่าวนี่เอง ประกอบกับอาจารย์พิเศษที่รู้จักกันเขาแนะนำให้ไปเรียนต่อที่  Murdoch University ประเทศออสเตรเลีย ผมจึงลองพูดคุยกับอาจารย์ที่ Murdoch University ทางอีเมล์ หลังจากที่ได้พูดคุยกันผมรู้สึกดีมาก และตัดสินใจบินไปดูมหาวิทยาลัยที่นั่นด้วย พอได้เห็นแล้วรู้สึกว่าชอบมาก ถูกใจกับอัธยาศัยของคนที่นี่ด้วย ในที่สุดก็เลยตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอก ทางด้าน IT ที่ Murdoch University นี่เอง
          

คำแนะนำสำหรับนักเรียนนอกรุ่นใหม่
           การเรียนในต่างประเทศให้ประสบความสำเร็จนั้น ผมมองว่าทุกคนต้องเจอกับปัญหาเหมือน ๆ กัน ก็คือ เรื่องของภาษา แต่เราจะต้องพยายามปรับตัวให้ได้ ไม่มีอะไรยากเกินความพยายามอย่างแน่นอน ในส่วนของการเรียนนั้น ผมจะตั้งใจเรียนในห้องให้เต็มที่ พยายามทำความเข้าใจให้ได้ในชั้นเรียน ถ้าตรงไหนไม่เข้าใจก็จะถามอาจารย์ทันที แต่ถ้าโอกาสไม่เอื้ออำนวยก็อาจจะออกมาถามนอกชั้นเรียนก็ได้ ที่สำคัญต้องพยายามทำงานตามที่อาจารย์สั่งด้วย ซึ่งผมจะทำงานมากกว่าที่อาจารย์สั่งเสียอีก เมื่อทำเสร็จแล้วก็จะขอให้อาจารย์ช่วยดูให้ หรือถ้ากลับมาบ้านแล้วก็ต้องพยายามอ่านหนังสือให้มาก ๆ อ่านรอบเดียวไม่เข้าใจ อย่างเพิ่งท้อ อ่านอีกหลาย ๆ รอบเดี๋ยวก็เข้าใจเอง เท่านี้การเรียนในต่างประเทศก็น่าจะประสบความสำเร็จแล้ว      ถ้าคุณมีความต้องการที่จะเรียนในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูด   อย่าตื่นตกใจถ้าในระยะแรกคุณมีปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับการปรับชีวิตให้เข้ากับประเทศใหม่ที่คุณไปอยู่


การวางแผนการใช้จ่ายสามารถช่วยคุณในการจัดการทางการเงินได้

 อย่าลืมสมัครเข้าหอพักของมหาวิทยาลัยก่อนเดินทางออกจากประเทศไทย แต่ถ้าคุณต้องการที่จะพักอยู่ในบ้านเดี่ยวเพื่อความเป็นส่วนตัวมากกว่า ทางเลือกที่ดีคือ การจองสถานที่พักชั่วคราวไว้ก่อนจนกว่าคุณจะคุ้นเคยกับพื้นที่โดยรอบ แล้วจึงค่อยออกหาที่พักใกล้กับมหาวิทยาลัยเป็นที่พักถาวรต่อไป ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายเพื่อการกินอยู่ในต่างประเทศ ย่อมแพงกว่าในประเทศไทย ต้องแน่ใจว่าคุณมีเงินพอกับค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวกับการเรียน ค่าหนังสือเรียน และค่าใช้จ่ายเพื่อการกินอยู่ และอาจจะต้องมีเผื่อไว้นิดหน่อยสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจและกิจกรรมทางสังคม แน่นอนว่า

ก่อนที่จะเดินทางออกนอกประเทศไทยคุณต้องพิจารณาถึงระดับของการศึกษาที่ต้องการจะไปเรียน

ดวงหทัย  มหาสกุลศรี 50155-0050

 

แสดงความคิดเห็น | ส่งเรื่องนี้ให้เพื่อน | แจ้งเตือนเรื่องไม่เหมาะสม

ส่วนบนของฟอร์ม

อ่านความคิดเห็น

 

ความคิดเห็นที่ 1
ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและเงิน วันที่ : 19/08/2009 เวลา : 14.17 น.
http://www.oknation.net/blog/whitaker

 

 

 

ลูกเพื่อนไปเรียนมัธยมต้นนิวซีแลนด์สามปี มัธยมปลายเทศบาลแคลิฟอร์เนียอีกสามปี สอบข้อสอบมาตรฐานอย่างSAT(Scholastic Aptitude Test)ดูไม่ได้เลย 1800คะแนนจากเต็ม2400
ผิดหวังเพราะคิดว่าจะทำภาคภาษาอังกฤษได้ดีกว่าเด็กไทย ไหนได้ภาคคณิตศาสตร์ก็แย่กว่ากะเหรี่ยงซะอีก ส่วนTOEFLที่คาดคั้นให้ไปสอบ ยังไม่ยอมไป นัยว่ากลัวคะแนนจะต่ำกว่า500จาก800
เลยมาคิดดูว่า ถ้าเรียนเมืองไทยอย่างสาธิตจุฬา เตรียมฯพญาไท น่าจะสอบได้คะแนนดีกว่า และไม่ต้องไปรับวัฒนธรรมวัยรุ่นวัยวุ่นของที่นั่นด้วย

ส่วนล่างของฟอร์ม

แสดงความคิดเห็น

 

 

เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก

ส่วนบนของฟอร์ม

 

Username:

Password: 

 

 

ส่วนล่างของฟอร์ม

ส่วนบนของฟอร์ม

ชื่อ:

 

อีเมล์:

 

เว็บไซต์:

 

ความคิดเห็น: