น้ำยาดับกลิ่นปาก จากธรรมชาติ
ปัญหากลิ่นปากเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก แต่ทำให้เสียบุคลิกภาพ และแสดงถึงปัญหา
สุขภาพในช่องปากอีกด้วย การแก้ไขด้วยการใช้น้ำยาบ้วนปากบางชนิด ที่มีส่วนผสม
ของแอลกอฮอล์เกินมาตรฐาน (เข้มข้นมากกว่า 26%) ยังเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดมะเร็ง
บริเวณศรีษะ และลำคอ
การดับกลิ่นปากด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ
ขอแนะนำ 2 สูตรน้ำยาดับกลิ่นปาก จากธรรมชาติ ดังนี้
1. ขิง และมะนาว
ใช้น้ำขิงสด 1 ช้อนชา, น้ำมะนาว 1 ช้อนชา และน้ำอุ่น 1 แก้ว
ผสมให้เข้ากัน ใช้กลั้วปากวันละ 1 ครั้ง หลังแปรงฟันในตอนเช้า
2. ใบฝรั่ง
ล้างใบฝรั่งให้สะอาด นำมาหรือตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำเกลือ 0.9%(หาซื้อได้
ตามร้านขายยาทั่วไป) แช่ไว้ 10-15 นาที แล้วกรองเอาแต่น้ำ เก็บไว้ใช้บ้วนปาก
แม้จะมีส่วนผสมที่หาได้ง่าย และทำเองไม่ยาก แต่การแก้ที่ต้นตอของปัญหา
ที่แท้จริง คือ การดูแลสุขภาพของตนเองให้ดี ด้วยการทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ
และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงจะเป็นการช่วยให้สุขภาพดีจากภายใน
อย่างแท้จริง
5 วิธีเลือกที่นั่งต้านกระดูกเสื่อม
เมื่อมีอายุมากขึ้นทุกคนอาจเป็นโรคกระดูกเสื่อมได้ตามธรรมชาติ แต่สำหรับผู้ที่
ต้องนั่งอยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงาน หรือนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน
โรคนี้อาจมาเยือนได้เร็วกว่าบุคคลอื่น ซึ่งวิธีการป้องกันหรือชะลอภาวะกระดูกเสื่อม
แบบง่ายๆ นั้น ทำได้โดยการเลือกที่นั่งให้เหมาะสม 5 วิธี ดังนี้
1. ความสูงของเก้าอี้ ต้องเท่ากับช่วงยาวของขาท่อนล่าง (น่อง) ตั้งแต่ข้อพับ
หลังหัวเข่าลงไปถึงเท้า เพื่อจะได้วางเท้าราบพื้นพอดี
2. รูปร่างของเบาะนั่ง ต้องไม่บุ๋มเป็นแอ่ง มิเช่นนั้นจะทำให้กระดูเชิงกราน
(ซึ่งเป็นฐานของกระดูกสันหลังทั้งหมด) บิดงอ
3. เบาะไม่ควรอยู่ลึกเกินไป และพนักพิงไม่ควรอยู่ไกลเกินไป หากพิงไม่ถึง
และต้องเอนตัวไปด้านหลัง จะทำให้หลังงอ
4. ควรมีพนักพิง เพื่อช่วยดันหลังให้อยู่ในท่าตรงตามธรรมชาติ
5. ที่เท้าแขนอยู่ในระดับที่งอข้อศอกแล้ววางแขนได้พอดี เพราะนอกจากใช้พักแขน
และข้อศอกแล้วยังใช้สำหรับดันเพื่อยืดตัวให้ตรงขึ้นได้
เล็กน้อยเพียงเท่านี้คงไม่ยากเกินไปที่จะใส่ใจ
กับสิ่งของที่เราต้องใช้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน
เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว
ที่มา : หนังสือ "เรียนรู้สู้กระดูกเสื่อม" โดยนายแพทย์ถาวร สุทธิยุทธ์ และนิตยสารชีวจิต ฉบับ 1 พ.ค. 2552
ผู้ค้นพบรูทเบียร์ (Root beer) ชาร์ลส์ เอลเมอร์ ไฮร์ส
รูทเบียร์ เป็นเครื่องดื่มประเภทซอฟท์ดริงก์ หรือ เครื่องดื่มที่ปราศจากแอลกอฮอล์ และเป็นผลงานการทดลองวิทยาศาสตร์ของ "ชาร์ลส์ เอลเมอร์ ไฮร์ส" (Charles Elmer Hires) เภสัชกรชาวเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2394 เขาทำงานและศึกษาด้านเภสัชกรรมมาตั้งแต่อายุ12 ปี
เดิมทีผลงานการทดลองวิทยาศาสตร์นี้ เขาต้องการทดลองเพื่อให้ได้ยาที่เขาต้องการ ด้วยการหมักผลเบอร์รีกับสมุนไพรต่างๆ แต่ผลกลับปรากฏว่าได้น้ำรูทเบียร์แทน โดยเขานำมาจำหน่ายครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2412 และเป็นที่รู้จักแพร่หลายในเวลาต่อมา
ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
รูทเบียร์ได้รับความนิยมอันดับเป็นอันดับหนึ่ง แม้ในงานสังสรรค์รื่นเริงของเกษตรกร ชาวไร ชาวนา ในสหรัฐอเมริกา ที่นิยมนำเครื่องดื่มมาร่วมกันนั้น รูทเบียร์ก็ถือเป็นเครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว
ที่มา : หนังสือพิมพ์ สยามรัฐ ฉบับวันที่ 9 มิ.ย. 2552
กาแฟ : เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหรือไม่
ผลการศึกษาหลายฉบับเมื่อไม่นานมานี้แนะว่า การบริโภคกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะ
ให้ผลดี ดังตัวอย่างเช่น.. งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารสมาคมแพทย์อเมริกาพบว่า
คนที่ดื่มกาแฟวันละ 3 แก้ว มีโอกาสเกิดโรคพาร์คินสันน้อยลงถึง 5 เท่า
การศึกษาของวิทยาลัยสาธารณสุขฮาร์วาร์ดพบว่า ผู้ชายที่ดื่มกาแฟเกินวันละ 6 แก้ว
ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ราวร้อยละ 50 ขณะความเสี่ยงนี้
ในผู้หญิงลดลงเกือบร้อยละ 30
สถาบันมะเร็งของญี่ปุ่นกล่าวว่าการดื่มกาแฟวันละ 3 - 4 แก้ว อาจลดความเสี่ยง
ต่อโรคมะเร็งตับลงถึงครึ่งหนึ่ง
แต่สมาคมโรคเบาหวานอังกฤษเตือนว่าอย่าดื่มเกินกว่านี้
เพราะการดื่มมากเกินไปอาจทำให้คุณรู้สึกกระวนกระวาย นอนไม่หลับ
และหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 แก้ว
ที่มา : คอลัมน์ สาระรอบรู้ อาหาร จากนิตยสาร
สรรสาระ Reader's Digest
ฉบับ มกราคม 2550
ข้าวโพดสุกต้านมะเร็ง
ผลงานวิจัยในวารสารสมาคมเคมีแห่งอเมริกา ตีพิมพ์ผลงานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แห่งสหรัฐอเมริกาว่า ข้าวโพดหวานที่ต้มสุกแล้ว จะมีฤทธิ์ในการล้างพิษภายในร่างกายได้สูงกว่าปกติ
ในข้าวโพดหวานตามธรรมชาติ จะมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) อยู่ และมีตัวที่สำคัญคือ กรดเฟรุลิก (Felrulic Acid) จึงถูกใช้สำหรับต่อต้านการแก่ (aging) ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง โรคหัวใจ ไข้หวัด รักษาสุขภาพของกล้ามเนื้อ ต่อต้านผลกระทบจากรังสีอัลตราไวโอเลต (จึงป้องกันมะเร็งผิวหนังได้)
จากผลการวิจัยพบว่า การต้มข้าวโพดที่ 115 องศาเซลเซียส มีผลดังนี้
|
เวลาที่ใช้ในการต้ม |
ปริมาณของสารต้านอนุมูลอิสระ |
ปริมาณของกรดเฟรุลิก |
|
10 นาที |
เพิ่มขึ้น 22% |
เพิ่มขึ้น 240% |
|
25 นาที |
เพิ่มขึ้น 44% |
เพิ่มขึ้น 550% |
|
50 นาที |
เพิ่มขึ้น 53% |
เพิ่มขึ้น 900% |
ทำให้สรุปได้ว่า ข้าวโพดหวานที่ผ่านการต้มหรือปิ้ง
มีปริมาณของสารต้านอนุมูลอิสระ และกรดเฟรุลิก
ซึ่งมีประโยชน์สำหรับร่างกายเพิ่มมากขึ้น
เมื่อถูกความร้อนสูงขึ้นหรือเป็นเวลานานขึ้น
แต่จะสูญเสียวิตามินบางตัว เช่น วิตามินซี ไปบ้าง
อย่างไรก็ตามข้าวโพดก็ไม่ใช่แหล่งที่ดีสำหรับ
วิตามินซีอยู่แล้ว
ที่มา : นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 31 ฉบับที่ 6 เดือนกรกฎาคม 2550, http://www.redcross.or.th/pr, หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับ วันอังคารที่ 8 เมษายน 2546, หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับ วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2545