มนุษย์เราเหมือนเศษธุลีของประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครมองเห็น
ฉันบินจากโฮจิมินห์ขึ้นมาดานัง (Danang) หรือ ด่าหนังในสำเนียงเวียดนาม ระยะทาง 972 กิโลเมตร สนามบินดานังเงียบเหงาเมื่อเทียบกับที่โฮจิมินห์ ที่นั่นวุ่นวายโกลาหลน่าปวดหัวเป็นที่สุด
ในอดีต ดานัง เป็นเมืองสำคัญ เป็นที่ตั้งฐานทัพอเมริกัน จนได้รับการขนานนามว่าเป็น ไซ่ง่อนตอนเหนือของเวียดนามใต้
อย่าลืมว่าสมัยนั้น มีเวียดนามเหนือ – เวียดนามใต้
ไซ่ง่อนมีอะไร ดานังมีเหมือน ๆ กัน ทั้งโสเภณี คลับ บาร์ ร้านอาหารหรูหรา เพื่อเป็นแหล่งบันเทิงของทหารอเมริกัน
ในช่วงสงครามเวียดนามระหว่างเหนือ – ใต้ ดานังเป็นสมรภูมิรบที่ร้อนแรง น่าสะพรึงกลัว ระหว่างชนชาติเดียวกัน
ภายหลังชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ในปี ค.ศ. 1975 ดานังได้รับการฟื้นฟูจนเป็นเมืองใหญ่อันดับ 4 ของเวียดนาม และเป็นเมืองท่าสำคัญ แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักใช้เป็นทางผ่านไปสู่ฮอยอัน หรือไม่ก็ออกไปพักตามเมืองชายทะเลใกล้ ๆ มากกว่าจะพักค้างคืนที่ดานัง
ดานัง อากาศดีตลอดปี เมื่อเทียบกับเว้ที่อากาศหนาวเย็นในฤดูหนาว
ในวันที่ฉันมาถึง ดานังค่อนข้างเงียบเหงา อย่างที่บอกนั่นแหละ คนส่วนใหญ่ไปพักกันที่ฮอยอัน แล้วค่อยซื้อทัวร์มาเที่ยวพิพิธภัณฑ์จามปา และพิพิธภัณฑ์สงครามที่ดานัง ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากฮอยอันมาแค่ 20 นาที เว้นแต่โรงแรมในฮอยอันเต็มเท่านั้น ผู้คนจึงจะกระจายมาพักกันที่นี่
ฉันเป็นนักเดินทางเรื่อยเปื่อย ไม่มีใครคอยกำหนดจำนวนวันเวลา ขอแค่อย่าอยู่นานจนเกินกำหนดวีซ่าหมดอายุเท่านั้น อีกอย่างฉันชอบความสงบเงียบของดานัง เหมาะแก่การล้างหูจากเสียงอึกทึกของเมืองใหญ่อย่างโฮจิมินห์ที่เพิ่งจากมา
ฉันนั่งแท็กซี่สนามบินไปโรงแรมที่จองไว้ Royal Hotel คือชื่อโรงแรมที่ฉันเลือกจากหนังสือ Lonely Planet ราคาประมาณ 50 ดอลลาร์ ซึ่งนับว่าแพง แต่อย่าลืมว่าฉันเดินทางฤดูฝน นักเดินทางทั่วโลกมักหวาดกลัวฝน ทั้งที่เป็นช่วงเวลาที่ชื่นเย็นที่สุด โลกสดใสเสมอเมื่อฝนพร่างเม็ดลงมาชะล้างฝุ่นละอองในอากาศ
ต้นไม้เขียวขจี พืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์ และที่สำคัญแดดไม่ร้อน ...
ฉันต่อรองราคาห้องพักได้ส่วนลดถึง 30 % ไม่เลวทีเดียว ช่วงโลว์ซีซั่นมีอะไรดี ๆ อย่างนี้เสมอ
พนักงานโรงแรมแทบจะอุ้มฉันเข้าไปพัก เพราะไม่ค่อยมีแขก โรงแรมระดับสามดาวที่ดูดีมาก มีร้านอาหารญี่ปุ่นในโรงแรมเหมือนที่หนังสือบอกไว้เลย
หลังจากเก็บข้าวของแล้วฉันไปพิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจาม
ชนชาติจาม เป็นชนเผ่าที่เกี่ยวโยงกับมลายู – อินโดนีเซีย รับศาสนาฮินดู เป็นศาสนาประจำชาติ สถาปนาอาณาจักรจามปาอันรุ่งโรจน์ในเวียดนามกลาง ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 แถบเมืองเว้ ดานัง และฮอยอัน เคยมีเมืองหลวงของฮาณาจักร เช่น สิงหปุระ พันธุรังคะ และอินทรปุระ ก่อนถูกอาณาจักรไดเวียด ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวเวียดนามพิชิตในปี ค.ศ. 1471 และถูกกลืนชาติไปในที่สุดราว ๆ ปี ค.ศ. 1832

ก่อนมาเวียดนาม ฉันได้อ่านหนังสือเรื่อง อาศรมกลางเมฆ ประพันธุ์โดยท่าน ติช นัท ฮันห์ พระ ภิกษุเวียดนาม ที่กล่าวถึงกษัตริย์เวียดนามที่ต้องการจะยุติสงครามยืดเยื้อกับกษัตริย์จาม ด้วยการยกพระธิดาให้อภิเษกกับกษัตริย์จาม ครั้นพระองค์เองเสด็จออกผนวช พระโอรสขึ้นครองราชย์ และเมื่อกษัตริย์จามพระองค์นั้นสิ้นพระชมน์ พระธิดาต้องเข้าพิธีสตีตามหลักศาสนาฮินดู พระโอรสซึ่งเป็นกษัตริย์ให้คนไปชิงตัวพระธิดากลับมา จากนั้นสงครามกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป
ฉันรำลึกถึงอาศรมกลางเมฆอีกครั้ง เมื่อได้มาเยือนอาณาจักรจามปา ที่ดานังในวันนี้


พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจามแห่งดานัง (The Da Nang Musuem of Cham Sculpture) เป็นแหล่งรวบรวมความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรจามปา นับตั้งแต่ คริสต์ศตวรรษที่ 4 สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ (Ecole Francaise D’ Extreme – Orient) ตั้งพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1936 ณ ริมแม่น้ำซองหาน (Song Han River)
มีประติมากรรมจามชิ้นงาม ๆ หลายยุคสมัย จากปราสาทต่าง ๆ รวมกันอยู่ที่นี่ เดินชมได้ไม่เบื่อ ถ้าจะเล่ารายละเอียดรูปปั้นแต่ละรูป และเรื่องราวของอาณาจักรจามปา น่าจะใช้เวลาหลายวัน

ถ้าจะให้ดี ควรได้มาชมด้วยตนเอง เพราะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าสัมผัสด้วยตัวเอง
ฉันพบนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนที่นี่ แน่นอนว่าไม่มีคนไทย
ฉันไม่รู้ว่า เวลาที่เดินดูซากปรักหักพังของยุคสมัย จากอิฐ หิน ปูน ทราย แล้วแต่ละคนคิดอะไร ซากประวัติศาสตร์ให้บทเรียนอะไรกับเราในโลกปัจจุบันบ้าง สำหรับฉันคิดเสมอว่ามนุษย์เราเหมือนเศษธุลีของประวัติศาสตร์ในอนาคตที่ไม่มีใครมองเห็น อาณาจักรยิ่งใหญ่ยังล่มสลาย บางช่วงเวลาสูญหาย หลายเรื่องราวลบเลือน

ขอบคุณมุมคิดดีๆและงานเขียนที่สะท้อนมุมคิดได้อย่างลุ่มลึกครับ
สวัสดีค่ะ
ตามมาเที่ยวด้วย
ขอบคุณสำหรับความรู้ค่ะ