ขอบคุณพลังความคิดของนักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่ 2/2552 คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล ที่พยายามแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นที่เป็นนามธรรมให้เกิดรูปธรรมร่วมกับ ดร. ป๊อป...Merry X' Mas & Happy New Year 2010 ครับกัลยาณมิตร G2K ;)

เมื่อวานผมได้เรียนรู้ "ความคิดและอารมณ์ระหว่างอาจารย์และนักศึกษา" ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน 20 นาที หลังจากแยกกลุ่มระดมความคิดใน 15 นาที ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อนักศึกษาได้ฝึกใช้แบบประเมินมาตราฐานด้านคุณภาพชีวิตอันหนึ่ง (นักศึกษาเคยประเมินตนเองใน 5 หัวข้อ คือ สุขภาพ ครอบครัว การงาน สิ่งแวดล้อมที่อาศัย และความรัก เมื่อ 22 ต.ค. 52) แต่สนใจคิดถึงมิติทางสุขภาพร่างกายแล้วเลือกจัดลำดับภาวะที่สำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองในปัจจุบันมา 5 หัวข้อ

เช่น ภาวะโภชนาการและข้อมูลสุขภาพทั่วไป/ประวัติการเจ็บป่วย/ความถี่และระยะเวลาของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังร่างกาย (Physical activities) 

      ภาวะสมรรถภาพทางร่างกาย: ความแข็งแรง ความทนทาน ความเจ็บปวด ความล้า ช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อ ความยืดหยุ่น ความคล่องแคล่ว ฯลฯ

      ภาวะสรีรวิทยาของร่างกาย: ระบบการหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบย่อยอาหาร-ขับถ่าย ระบบประสาทความรู้สึก ระบบการมองเห็น-ได้ยิน ระบบการทรงท่าและทรงตัว ฯลฯ

      ภาวะความสามารถทางคิดความเข้าใจ โดยนักกิจกรรมบำบัดสนใจประเมินความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์ชีวิต การจัดลำดับความคิด การวางแผนความคิด กระบวนการคิดแก้ไขปัญหา

      ภาวะความสามารถทางร่างกาย โดยนักกิจกรรมบำบัดสนใจประเมินท่าทางและ องค์ประกอบในการเคลื่อนไหวทำขั้นตอนหนึ่งๆ ของกิจกรรมการดำเนินชีวิต รวมถึงสหสัมพันธ์ในการทำกิจกรรม ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในการทำกิจกรรม แรงพยายามที่จะได้เปรียบเชิงกลในการทำกิจกรรม และพลังงานที่ร่างกายใช้ในการทำกิจกรรม

ด้วยเวลาที่จำกัด จึงแบ่งคุณเอื้อ คุณอำนวย 2 คน และคุณลิขิต 2 คน ช่วยดำเนินการให้คุณกิจทั้งหลายมีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อตอบคำถาม 2 ข้อๆ ละ 10 นาที ได้แก่

1. เปรียบเทียบแบบประเมินที่นักศึกษาตอบเองทั้งสองแบบว่ามีคะแนนต่างกันเพราะอะไร

2. เมื่อคะแนนแบบประเมินต่างกัน นักกิจกรรมบำบัดควรออกแบบกระบวนการประเมินคุณภาพชีวิตอย่างไร

แรกๆ ผมคิดว่านักศึกษาจะค่อยๆ ทำความเข้าใจและฟังประเด็นที่พวกเขาจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อตอบโจทย์ แต่อาจเป็นเพราะระยะเวลาที่น้อยเกินไปและหัวข้อที่ต้องคิดลึกมากๆ ทำให้นักศึกษาตึงเครียดและอาจหงุดหงิดได้

ผมเองก็ลุ้นว่านักศึกษาจะแสดงความคิดเห็นอย่างไร และได้เรียนรู้ว่า อาจารย์ควรใช้คำถามพร้อมอธิบายชี้นำตัวอย่างความคิดเห็นใน KM ด้วย เพราะบางครั้งนักศึกษาอาจไม่มีประสบการณ์การวิเคราะห์หลายๆ ประเด็นที่ต่อยอดกันในช่วงเวลาต่อเนื่องกัน

บรรยากาศเลยดูเหมือน "บังคับให้นักศึกษาคิดและพูด" แต่เมื่อนักศึกษากังวลและสงสัยมากขึ้น เลยระเบิดความคิดและอารมณ์พร้อมกัน...กลายเป็นความคิดเห็นที่ดีมากๆ โดยไม่รู้ตัวว่า "สามารถบังคับตนเองให้คิดและพูดออกมาได้น่าสนใจมาก" ...ผมเลยได้อธิบายและสะท้อนความรู้สึกต่อนักศึกษาทุกท่านว่า "เราไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกระบวนความคิดและกระบวนการตอบโจทย์ในลักษณะนี้"

หากนักศึกษากิจกรรมบำบัดได้คำถามที่ตอบยากจากผู้ป่วย เช่น เขาจะมีคุณภาพชีวิตได้ดีขึ้นหรือไม่ อย่างไร นักกิจกรรมบำบัดจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านใด อย่างไร ...ผมเชื่อว่า หากไม่ฝึกฝนกระบวนการคิดและพูดแบบนี้ ขณะที่ได้เรียนรู้เนื้อหามากมายพร้อมกัน นักศึกษาอาจรู้สึกเป็นทุกข์ที่พยายามเรียนเพื่อให้รู้หรือฉลาดมากขึ้น แต่ผมอยากแนะนำว่า "เราต้องไม่ใช้ความรู้สึกและอารมณ์ในการเรียนรู้ให้ฉลาดอย่างเดียว คำว่า SMART จากการศึกษาที่ผมเข้าใจ คือ Self-Awareness = เข้าใจความคิดของตนเอง, Manipulation = จัดการความคิด, Assessment = ประเมิน/ทบทวนผลของความคิด, Rethink = พยายามคิดใหม่ และ Talent = แสดงความคิดเห็นที่ดี/พิเศษ 

ท่านพุทธทาส สอนว่า "ยิ่งฉลาด ยิ่งทุกข์ ตัวกู-ของกู คือ จุดเริ่มต้นของความทุกข์...ไม่รู้จักตั้งต้นของปัญหา มันก็แก้ปัญหาไม่ได้"

นั่นคือจากโจทย์ KM ทั้งสองข้างต้น สรุปคำตอบของปัญหา คือ

  • นักศึกษาแต่ละคนเลือกหัวข้อหรือมิติของคุณภาพชีวิต (Alternative Survey)แล้วคำนวณคะแนนเปรียบเทียบกับคะแนนของนักศึกษาคนเดียวกันในหัวข้อหรือมิติที่ระบุไว้แน่นอน (Structured Survey) พบว่า คะแนนของคุณภาพชีวิตในมิติทางร่างกายสูงและต่ำกว่าคะแนนของคุณภาพชีวิตทั้งหมด (หลายๆ มิติ) ซึ่งสามารถนำมาเปรียบเทียบคะแนนของนักศึกษาแต่ละคนได้ เช่น นักศึกษามีคุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพร่างกายในปัจจุบัน = 0.68 (68% ของคุณภาพชีวิตทั้งหมด) และคุณภาพชีวิตทั้งหมด 2 เดือนที่ผ่านมา = 0.74 (74% ของคุณภาพชีวิตทั้งหมด) ซึ่งแปลผลว่า คุณภาพชีวิตทั้งสองรูปแบบไม่แตกต่างกันเมื่อประมาณตัวเลขคือ 0.70 (70% ของคุณภาพชีวิต) หากคิดถึงค่ากลางข้อมูลเปอร์เซ็นต์ไทล์ ถือว่าคุณภาพชีวิตทั้งหมดและคุณภาพชีวิตในมิติทางร่างกายอยู่ในระดับดี
  • นักศึกษาเข้าใจว่า คะแนนคุณภาพชีวิตทั้งสองรูปแบบข้างต้นจะนำมาเปรียบเทียบระหว่างบุคคลไม่ได้ เพราะมีกระบวนการเลือกหัวข้อหรือให้คะแนนในหัวข้อที่ระบุไว้ไม่เท่ากัน แต่จริงๆ แล้ว "นำคะแนนต่างๆ ในแต่ละบุคคลหรือระหว่างบุคคลมาเปรียบเทียบทางสถิติโดยใช้กระบวนการคำนวณคะแนนจากแบบประเมิน ซึ่งเป็นเครื่องมือวัด "ความคิดทีผ่านความรู้สึกตอบคำถามที่มีระดับคะแนนสูงต่ำ ทำให้นักกิจกรรมบำบัดสามารถคำนวนระดับความคิดได้อย่างเป็นรูปธรรม" มิใช่ถามตอบความรู้สึกแบบ yes/no หรือถามตอบสั้นๆ ง่ายๆ โดยไม่มีสเกลวัดหรือระบุตัวเลขแสดงความคิดความรู้สึก (Rating/Numeric scale)       
  • นักศึกษาเข้าใจถูกต้องว่า ควรใช้แบบประเมินคุณภาพชีวิตร่วมกับกระบวนการประเมินทางการแพทย์/กิจกรรมบำบัดอื่นๆ ด้วย เพราะแบบประเมินหนึ่งๆ ไม่สามารถครอบคลุมปัญหาและความสามารถในทุกมิติของผู้ป่วย
  • นักศึกษาเข้าใจถูกต้องว่า หากระบุหัวข้อให้ชัดเจนในแบบประเมิน น่าจะทำให้แบบประเมินมีการแปลผลที่ถูกต้องมากขึ้น แต่จริงๆ แล้ว ถูกครึ่งหนึ่ง เพราะการพัฒนาแบบประเมินที่สามารถระบุหัวข้อชัดเจนได้เกิดขึ้นจากกระบวนการสอบถามและตรวจสอบหัวข้อจากความคิดที่อิสระในการตอบของกลุ่มคนที่มีความใกล้เคียงกัน เช่น อายุ เพศ สถานะ อาชีพ สภาวะทางร่างกาย เป็นต้น จากนั้นนักกิจกรรมบำบัดจึงรวบรวมข้อมูลของกลุ่มคนข้างต้นมาเลือกหัวข้อความคิดที่อิสระและมีความสอดคล้องกัน (หัวข้อตรงกัน ใกล้เคียง หรือประเภทเดียวกัน) และมาคำนวณจัดกลุ่มหัวข้อทางสถิติต่อไป เพื่อกลายเป็นหัวข้อที่ระบุอย่างละเอียดในแบบประเมินมาตราฐานเฉพาะใช้ในคนกลุ่มนั้นๆ หรือศึกษาคนกลุ่มอื่นๆ ต่อไป

จาก KM ครั้งนี้ ทำให้ผมและนักศึกษาได้เรียนรู้วิธีการสื่อสารอย่างไรให้เข้าใจตรงกัน บางครั้งผมอาจจะคิดเร็วและลึกจนนักศึกษาหลายคนตามไม่ทัน แต่ผมได้กลับมาทบทวนคล้ายๆ ทำวิจัยกระบวนการศึกษา (นักศึกษาตอบครบทั้งสองรูปแบบ 32 คน) ในครั้งนี้ พบว่า

คะแนนคุณภาพชีวิตทั้งหมดเฉลี่ย +/- ค่าเบี่ยงเบนมาตราฐาน = 0.72 +/- 0.06

คะแนนคุณภาพชีวิตในมิติร่างกายเฉลี่ย +/- ค่าเบี่ยงเบนมาตราฐาน = 0.73 +/- 0.06

เมื่อคำนวณเปรียบเทียบ ไม่พบความแตกต่างกันทางสถิติ (p = 0.68, t = -0.41, df = 31)

สรุปคือ แบบประเมินคุณภาพชีวิตที่ระบุหัวข้อ มีคะแนนไม่แตกต่างกับ แบบประเมินคุณภาพชีวิตที่เลือกหัวข้ออิสระ (แต่เน้นมิติทางร่างกาย)

ผมจึงขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตรงนี้เพื่อให้นักศึกษาลองอ่านทบทวนเพื่อนำมาทำ KM และได้เข้าใจกระบวนการศึกษาคุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจากการค้นคว้าเอกสารอ้างอิงแล้วนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมแสดงความรู้ความคิดเห็นโดยตอบคำถามกับอาจารย์และเพื่อนนักศึกษาเป็นภาษาไทย

ผมคิดว่า "เวทีเสวนาและนำเสนอความรู้เหล่านี้ค่อนข้างส่งเสริมกระบวนการคิดและพูดที่มีระบบในชั้นเรียนหนึ่งๆ ได้ แต่อาจต้องมีการปรับทัศนคติ แรงบันดาลใจ และความสนใจของนักศึกษาให้รู้จัก "กระบวนการผลักดันความรู้ในตัวตนอย่างมีความสุขในสถานการณ์หนึ่งๆ และตลอดไป"