อย่าได้ประมาทในเวลา

   ได้เวลาสรุปเรื่องราวในปีนี้กันแล้ว ผู้เขียนติดตามอ่านบันทึกของเพื่อนๆ ก็พลอยให้สุขใจไปด้วย บางคนก็เตรียมบันทึกอวยพรกันตั้งแต่ยังไม่สิ้นปี ด้วยปรารถนาจะให้คำอวยพรนั้นๆ คงอยู่ และส่งแรงแห่งความปรารถนาดีไปยังผู้คน ให้ได้นานที่สุด ผู้เขียนขอชื่นชม

   สำหรับผู้เขียนเอง ก็ตั้งใจว่า เวลาที่เหลือก่อนสิ้นปีนี้  น่าจะได้เก็บเรื่องราว ที่เกิดขึ้นระหว่างปี และมีความประทับใจในเรื่องนั้นๆ มาบันทึกไว้บ้างก็คงจะดี เพราะบางเรื่องก็ทำให้ผู้เขียนได้มองเห็นสิ่งที่เป็นไป และเกิดแรงบันดาลใจ ให้ข้อคิดว่า ปีต่อไป ขออย่าได้ประมาทกับวันเวลาเลย เหมือนคำกล่าวที่ว่าไว้ไม่มีผิด " อันเวลาและวารี ไม่คอยทีจะลีลา"

  เรื่องแรก ที่จะเล่าต่อไปนี้ นับเป็นการคาดการณ์ ที่ถูกต้องมาก ที่ได้ลงมือกระทำไป และ แม้จะกระทำได้เพียงครั้งเดียว แต่ก็เป็นความสมบูรณ์ ที่ภูมิใจ

  ครั้งแรก และครั้งเดียวในชีวิต ที่ได้พบกัน ระหว่างผู้เขียน และคุณสิริ  นพไธสง

 

 หลังจากการได้รับการร้องขอ ให้เป็นผู้ติดตามอาการเจ็บป่วย ของคุณสิริ นพไธสง ซึ่งเป็นอาสาสมัครที่ช่วยงานวัดไทยกุสินารามา ๙ ปี และล้มป่วยลง กลับมารักษาตัวที่เมืองไทย

 

เป็นเวลา ๑๑ เดือน ที่ผู้เขียนเยี่ยมเยียน ให้กำลังใจ และคุ้นเคยกัน แต่ในทางโทรศัพท์เท่านั้น จนสุดท้าย คุณสิริ ก็กลับมาอยู่บ้าน และอาการดีขึ้นเป็นลำดับ ถึงกับสัญญากับผู้เขียนว่า เราจะไปอินเดียด้วยกันสักครั้ง ไปเรียนรู้เรื่องราว ที่เขาได้กระทำมา และจะกระทำต่อไป

  ไม่ได้มีวี่แววว่า คุณสิริ จะไม่ได้มีโอกาสทำสิ่งที่ตั้งใจนั้น

วันพฤหัสบดีที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ ผู้เขียนก็ได้ตัดสินใจ ไปเยี่ยมคุณสิริถึงบ้าน ไปแบบ ไม่รู้จักเส้นทางเลย กว่าจะถึงก็มืดค่ำ และได้มีโอกาส กินข้าวพร้อมคุณสิริ กับอาหารที่ช่วยกันทำ และมีคุณค่าในความรู้สึกมาก อร่อยมาก ด้วยน้ำใจไมตรี ได้นอนพักที่บ้านหนึ่งคืนจากนั้นก็เดินทางจากกันไป

   ผู้เขียนไม่รู้เลยว่า

นั่นเป็นครั้งแรก ที่พบกัน

และครั้งสุดท้ายด้วย

เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ คุณสิริก็จากไป ด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก

 เป็นเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ในรอบปี ที่ประทับใจ และเป็นแรงสะกิดใจของผู้เขียนอย่างแรง ถึงการอย่าได้ประมาทในเวลา จงเร่งกระทำกิจที่คั่งค้างให้สมบูรณ์

  ถึงทุกวันนี้ เรื่องนี้ ก็ยังเตือนใจผู้เขียนได้เสมอ