คงไม่ผิดกระมังที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรณีการจับกุมวิศวะกรการบันที่กัมพูชา จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งนักการเมือง สื่อมวลชน และผู้ที่ติดตามข่าวการบ้านการเมือง อย่างกว้างขวางว่านี่เป็นการจัดฉาก นี่เป็นการเตี้ยมกัน ลับลวงพราง โดยเอาเรื่องดังกล่าวมาเป็นกรณี เดิมพันกันด้วยการยอมรับผิด และการไม่อุธรณ์ ทั้งๆที่รู้ตัวว่าตัวเองไม่ผิด ต้องชัดเจนว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยกับเขมรไม่เหมือนกัน ประเทศไทยท่านผู้พิพากษา นังบัลลังคืว่าความ พืจารณาตัดสินคดีด้วยพระปรมาภิไธพระมหากษัตริย์ที่ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม เสมือนกับพระองค์ท่านทรงว่าความ เราจึงไม่แปลกใจที่พบเห็นว่าทุกครั้งที่พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราชาวไทย เชิญผู้พิพากษาหลายระดับพบเพื่อพระราชทานโอวาท มีการถ่ายทอดให้ประชาชนไทยได้ยิดได้ฟังพระองค์ท่านตรัสแก่ผูพิพากษาว่า"หากรักษาความยุติธรรมในการพิจารณาคดีไม่ได้ก็ให้ลาออกเสีย"นี่จึงเป็นเรื่องที่เราท่านซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงที่ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม ทั้งนี้เพราะผู้พิพากษาเสมือนกับพระองค์ท่านทรงพิพาษษาตัดสินคดีนั่นเอง

กรณีการรับว่ากระทำความผิดของวิศวกรการบิน สังกัดสถานีวิทยุการบินกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นจรากรรมข้อมูลการบินของนักโทษชายที่บินเข้าออกประเทศกัมพูชา ซึ่งกัมพูชาถือว่าเป็นแขกคนสำคัญของประเทศเขา การรับผิดและการนิรโทษกรรมโดยกษัตริย์กัมพูชาหลังการตัดสินคดีจำคุก7ปีและปรับ จึงไม่สมควรที่จะนำมาเทียบเคียงกับกรณีนักโทษชายหนีคดี โดยไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเทียบเคียงคดีนี้ไปยังสถาบันเบื้องสูงของไทย ซึ่งขณะนี้มีหลายคนกล่าวว่า "ทำไมกษัตรย์ของเขาทำได้" ตรงนี้ต้องคิดวิเคราะห์กันให้ถ่องแท้ ทั้งนี้เพราการหนีคดีทุจริต ที่ถูกตัดสินแล้ว ไม่ยอมรับ และยังล่วงเกิน ดูหมิ่นสถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งถือเป็นสถาบันอันสูงสุด 1 ใน 3 สถาบันของไทย ทำให้เห็นว่ากำลังก้าวล่วงไปอีก หากไม่หยุดยั้งความคิดและการกระทำดังกล่าวของนักโทษหนีคดี สิ่งที่เราต้องตระหนักกันให้มากมากก็คือ 1.คิดวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์บ้านเมืองให้ดี 2.สรุปบทเรียนกลุ่มการเมืองสมุนสุนัขรับใช้นักโทษหนีคดี 3.กรณีจาบจ้วงล่วงเกินดูหมิ่นองคมนตรีและสถาบันเบื้องสูง แล้วเราจะเข้าใจการเมืองไทยมากขึ้น รู้ทัน และเลือกทางที่ถูกต้อง ปัญหาบ้านเมืองขณะนี้ไม่ใช่สีของเสื้อแต่เป็นเรื่องของกลุ่มคนที่ต้องการล้มล้างสถาบันภายใต้การปลุกปั่นของคนนอกประเทศที่กอบโกยโกงกินบ้านเมือง