"ทักษิณ"
เดินแผนหาเสียงสานฝันเลือกตั้งใหม่
บี้หน่วยงานราชการโยกเงินฝากแสนล้านไปไว้ที่แบงก์ออมสิน ธอส. ธ.ก.ส.
อ้างนำไปปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้รากหญ้า-เกษตรกร พร้อมตีปี๊บซ้ำซาก
ลดภาษีผู้มีรายได้ต่ำ
ฉีดโบนัส ขรก. 5.5 พันล้าน
แจกตั๋วรถราคาพิเศษ พร้อมขยายฐานเสียงเข้าตัวเมือง
สั่งคมนาคมเปิดเสรีวินรถตู้ และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ฟุ้งจะปั่นส่งออก
17.5% กระตุ้นท่องเที่ยว กดเงินเฟ้อ 4-4.5% เร่งสั่งจ่ายงบซีอีโอ
เห็นชอบเพิ่มขนาดรถบรรทุกขนสินค้า
เช้าวานนี้ (29 พ.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ได้เรียกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องเข้าประชุมทันที่ที่เดินทางถึงทำเนียบรัฐบาล ได้แก่
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์
นายปรีชา เลาหะพงษ์ชนะ รมช.พาณิชย์ นายวิเศษ
จูภิบาล รมว.พลังงาน นายวราเทพ รัตนากร รมช.คลัง
เพื่อรายงานความคืบหน้างานที่มอบหมายให้หามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
เมื่อการประชุม ครม.ครั้งที่ผ่านมา
นายสมคิด
กล่าวก่อนการเข้าประชุมว่า การหารือครั้งนี้ คงไม่มีการเสนอ
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในครึ่งปีหลัง
เนื่องจากมีปัจจัยความผันผวนของราคาน้ำมันเข้ามาเกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลัง
จะเสนอมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง
ที่ได้รับผลกระทบจาก ค่าครองชีพที่สูงขึ้น
โดยจะนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมงฟอร์ตบางข้อ มาประยุกต์ใหม่
นายอำพน กิตติอำพน
เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)
กล่าวภายหลัง การประชุม ว่าในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวด้านการบริโภค
และการลงทุนของภาครัฐและเอกชน จากภาวะ ราคาน้ำมันแพง
อัตราเงินเฟ้อสูง และดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจให้ชะลอตัว
ได้มีการวิเคราะห์เป็นรายกลุ่ม
เพื่อหามาตรการช่วยเหลือ คือ 1. เกษตรจะดูแลเรื่องเสถียรภาพ
ด้านราคาสินค้าเกษตร และเร่งส่งเสริมสินค้าเกษตรแปรรูป
โดยจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการได้พบปะกับผู้ผลิตเทคโนโลยีแปรรูปในการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก
ขณะที่เกษตรกรรัฐบาจะช่วยผ่อนปรนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์
(ธกส.) พร้อมกับสนับสนุนให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทำแทนปุ๋ยเคมี
เพื่อลดรายจ่าย และได้มอบหมายให้ กระทรวงมหาดไทยเร่งเบิกจ่ายงบ
โครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน
(เอสเอ็มแอล)
"รัฐบาลได้จ้างสวนดุสิตโพลสำรวจพบว่า
ประชาชนต้องการให้รัฐบาลดูแล คือ ช่วยดูแลการขนส่งมวลชน
กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ดูแลราคาสินค้าเกษตร ดูแลอัตราดอกเบี้ย
และหาแหล่งประกอบอาชีพเสริม"
2. ผู้ใช้แรงงาน รัฐจะดูแลประชาชนในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน 5.7
ล้านคนที่มีรายได้ ประมาณ 7 พันบาทต่อเดือน
โดยจะหามาตรการด้านภาษีช่วยเหลือ
และเสริมสร้างพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อยกระดับค่าจ้าง
3. ผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี)
ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง และกระทรวงอุตสาหกรรม
ไปดูแลสภาพคล่องทางการเงินของผู้ประกอบการ ในภาวะดอกเบี้ยแพงที่สำคัญ
ส่วนผู้ประกอบการอิสระ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรถตู้
และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ทางรัฐบาลจะเปิดเสรีในการประกอบกิจการ
โดยให้กระทรวงคมนาคมไปศึกษา และแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค
และได้มอบหมายให้นายเนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ร่วมดูแลในเรื่องนี้ด้วย 4.
ข้าราชการรัฐบาลจะให้โบนัสแก่ข้าราชการผู้มีรายได้น้อยโดยใช้งบฯ 5.5
พันล้านบาท อีกทั้งได้ให้กระทรวงคมนาคม
ช่วยหาตั๋วรถโดยสารสาธารณะราคาพิเศษแก่ข้าราชการ
เป็นการช่วยเพิ่มรายได้ และลดภาระค่าใช้จ่ายอีกทางหนึ่ง
และ 5. ผู้ด้อยโอกาส
โดยจะหางานทำให้กับผู้พิการ
โดยมอบหมายให้กับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (คพ.)
ไปรับผิดชอบ
ส่วนเศรษฐกิจมหภาคทางรัฐบาลจะกระตุ้นหลัก ๆ 4 ด้านคือ 1.
เสริมรายได้ให้กับประเทศ เน้นขยายการส่งออกให้ได้ 17.5%
มุ่งในสินค้าเกษตร และให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
จูงใจภาคการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะภาคการผลิตสินค้าแปรรูป
และการท่องเที่ยวเร่งประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว
ให้ชาวต่างประเทศเข้ามาใช้จ่ายภายในประเทศมากขึ้น
เช่นงานเทศกาลประจำปีต่าง ๆ ในช่วงโลว์ซีซั่น ดึงตลาดจีน รัสเซีย
และเกาหลีใต้ ส่วนโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ
ทางนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ดูแลเร่งรัดโครงการด้วยตัวเอง
จะให้เปิดสนามบินให้ทันภายในเดือนตุลาคมนี้ 2.
รักษาระดับราคาจะควบคุมอัตราเงินเฟ้อไม่ให้เกิด 4-4.5% 3. การลงทุน
จากภาครัฐ กระตุ้นให้ทุกส่วนราชการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณการลงทุน
และ 4. สร้างเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งในระยะสั้น
และระยะยาว ได้มอบหมายให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
และกระทรวงการคลังไปศึกษาว่าควรจะดำเนินการอย่างไร
นอกจากนี้
นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังไปศึกษาดูว่า
เงินที่ภาครัฐฝากไว้กับกองทุนต่าง ๆ
หรือธนาคารพาณิชย์มีจำนวนกี่กองทุน และคิดเป็นเงินจำนวนเท่าไร
โดยเห็นว่า หากจะนำเงินเหล่านั้นมาฝากไว้กับธนาคารรัฐ เช่น ธกส.
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน
มาสนับสนุนเงินฝากให้กับธนาคารของรัฐ จะได้ช่วยขยายเม็ดเงินในระบบ
เพื่อที่จะได้มีเงินจำนวนมาก สามารถนำช่วยลดดอกเบี้ยให้กับประชาชนได้
ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์ ซึ่งในวันศุกร์ที่ 2 มิ.ย.นี้
ทางกระทรวงการคลังจะมารายงานการศึกษาต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกครั้ง
โดยคาดว่าเม็ดเงินดังกล่าวมีอยู่ประมาณแสนล้านบาท
นายไชยยศ สะสมทรัพย์
รมช.คลัง กล่าวว่า
นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบแนวทางการลดต้นทุนผู้ประกอบการรถบรรทุกในช่วงราคาน้ำมันแพง
โดยให้รถบรรทุกกึ่งพ่วงขนาด 18 ล้อ สามารถเพิ่มเพลาล้อได้อีก 4
ล้อ รวมเป็น 22 ล้อ เพื่อเพิ่มขนาดน้ำหนักการบรรทุกสินค้าจาก 45
ตัน เป็น 50 ตัน
ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการสามารถบรรทุกสินค้าได้มากขึ้น
และเป็นการลดต้นทุนด้านน้ำมัน
โดยแนวทางดังกล่าวไม่เกี่ยวกับข้อกำหนด
การห้ามบรรทุกสินค้าน้ำหนักเกิน 28 ตัน
เนื่องจากการเพิ่มเพลาล้อดังกล่าว
จะเป็นการกระจายน้ำหนักออกไปตามล้อทั้งหมดอย่างทั่วถึง
ไม่ใช่การกดทับน้ำหนักไปยังจุดใดจุดหนึ่ง โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่
พร้อมที่จะติดตั้งล้อเพิ่ม ซึ่งใช้ต้นทุนประมาณ 70,000-80,000
บาทต่อคัน ทั้งนี้
หลังจากกระทรวงคมนาคมออกประกาศกฎกระทรวงแล้ว
น่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที
แนวทางดังกล่าวถือเป็นมาตรการหนึ่งในการแก้ปัญหาปั๊มเอ็นจีวีที่กระจายยังไม่ทั่วถึง
นายสุจริต ปัจฉิมนันท์
ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า
นายกรัฐมนตรีเร่งรัดให้กระทรวงมหาดไทย
สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เบิกจ่ายงบประมาณซีอีโอ
ที่คงเหลือค้างอยู่กว่า 2 หมื่นล้านบาท ให้เสร็จก่อนวันที่ 30
มิถุนายนนี้
รายงานข่าวแจ้งว่า
ก่อนหน้านั้นนายสมคิดแสดงความไม่พอใจที่งบซีอีโอเบิกจ่ายล่าช้า
โดยมีการเบิกจ่ายไปเพียง 3,800 ล้านบาท จากงบกว่า 3
หมื่นล้านบาท ทำให้งบยังคงค้างอยู่มาก ทำให้ถูกมองว่ารัฐถังแตก
และไม่มีเงินลงไปถึงรากหญ้า
แหล่งข่าวจากที่ประชุม
เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง
ได้เสนอวิธีช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยกว่า 2 หมื่นบาทต่อเดือน
ซึ่งปัญหาคนกลุ่มนี้เดือนร้อนมากที่สุด
สาเหตุมาจากราคาน้ำมันแพง ดอกเบี้ยสูง
รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคสูงด้วย
ดังนั้นในที่ประชุมจึงต้องหาวิธีช่วยเหลือ
ซึ่งคนกลุ่มนี้อยู่ในชนบททั้งหมดและในเมืองบางกลุ่ม
รายงานข่าวจากที่ประชุมแจ้งว่า
ในการประชุมวันนี้จะยังไม่การออกมาตรการใด ๆ แต่เชื่อว่าจะหารือ
เพื่อนำมาตรการมงฟอร์ตมาปัดฝุ่นประมาณ 4-5 ข้อ จาก 11
ข้อ และจะนำเสนอ ครม. ในวันอังคารที่ 30</font>
ผู้จัดการรายวัน 30 พ.ค. 49