...เวลากินข้าวหรือดื่มนมเป็นเวลาที่คนเราไม่ควรจะพูดมากเกิน ถ้าจำเป็นต้องพูดคุยกัน ให้เน้นฟังให้มาก พูดให้น้อย ปล่อยให้คนอื่น(ที่ไม่ดื่มนม)พูดแทน เนื่องจากเวลาพูดจะมีการกลืนลมเข้าไปในกระเพาะอาหาร-ลำไส้...

นมเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูง โปรตีนในนมย่อยง่าย มีเกลือแร่ดีๆ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม ฯลฯ มีวิตะมิน เช่น วิตะมินบีสอง วิตะมินดี ฯลฯ

วิตะมินดีในนมช่วยการดูดซึมแคลเซียม ทำให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมได้ดี คนที่อายุน้อย และมีโอกาสได้รับแสงแดดช่วงเช้า-เย็นจะสร้างวิตะมินดีได้ส่วนหนึ่ง(ที่ผิวหนัง)

คนสูงอายุหรือคนที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้รับแสงแดดช่วงเช้า-เย็นจะสร้างวิตะมินดี(ที่ผิวหนัง)ได้น้อยลง การดื่มนมไขมันต่ำจะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตะมินดีเพิ่มขึ้น ทำให้ได้คุณค่าจากแคลเซียมเต็มที่

เราๆ ท่านๆ (ที่ไม่ได้ดื่มนมเป็นประจำ)คงจะมีประสบการณ์ในการดื่มนมแล้วท้องอืด แน่นท้อง หรือท้องเสียมาแล้วไม่มากก็น้อย

 

วันนี้มีข่าวดีครับ... ข่าวดีที่ว่านี้คือ คนไทยส่วนใหญ่ดื่มนมได้ รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน อาจารย์นักโภชนาการท่านแนะนำวิธีดื่มนมไว้อย่างนี้ครับ...

  1. เริ่มแต่น้อย:                               
    คนรักสุขภาพมักจะใจร้อน พอรู้คุณค่านมก็ดื่มนมคราวละมากๆ ทำให้เดือดร้อน เพราะคนที่ไม่ใช่ฝรั่งมีน้ำย่อยนมน้อย ต่อไปให้ลองดื่มนมทีละน้อย ครั้งละไม่เกิน ½ แก้ว (120 มิลลิลิตร)
  2. ค่อยๆ เพิ่ม:                               
    บางคนพอดื่มนมวันแรกได้ วันต่อไปก็เพิ่มพรวดพราด เช่น วันแรกดื่ม 1 แก้ว... สบายมาก วันที่สองดื่ม 4 แก้ว... คราวนี้ท้องเสียเลย

    การดื่มนมควรเพิ่มช้าๆ เช่น ถ้าดื่มครั้งแรก ½ แก้ว และไม่มีอาการท้องอืด แน่นท้อง ท้องเสีย ต่อไปค่อยๆ เพิ่มคราวละ ¼ แก้วทุกๆ 1 สัปดาห์
  3. ไม่มากเกิน:                                
    นมก็คล้ายกับเรื่องอื่นๆ ของชีวิตที่ว่า “ดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องพอดีด้วย” คนไทยส่วนใหญ่มีน้ำย่อยน้ำตาลในนม(แลคโทส)น้อย การดื่มนมคราวละน้อยๆ จะปลอดภัยกว่า

    อาจารย์ท่านแนะนำว่า น้อยไว้ก่อนดีกว่า นั่นคือ... ดื่มครั้งละไม่เกิน 1 แก้ว (240 มิลลิลิตร) ปลอดภัยที่สุด
  4. ดื่มพร้อมอาหาร:                            
    อาหารที่เรากินเข้าไปมีส่วนทำให้ลำไส้เปลี่ยนแบบแผนในการเคลื่อนไหว ถ้าดื่มนมตอนท้องว่าง... ลำไส้จะบีบไล่ลงล่างเร็ว ทำให้น้ำย่อยมีเวลาทำงานน้อยเกิน

    ถ้าดื่มนมพร้อมอาหาร... ลำไส้จะบีบไล่ลงล่างช้าๆ ทว่า... จะบีบตัวแบบย้อนไปย้อนมามากขึ้น ทำให้อาหาร(และนม)คลุกเคล้ากับน้ำย่อยได้ดี ค่อยๆ ย่อยไปทีละน้อย ทำให้ย่อยน้ำตาลนมได้ดีขึ้น
  5. อย่าพูดมาก:                                 
    เวลากินข้าวหรือดื่มนมเป็นเวลาที่คนเราไม่ควรจะพูดมากเกิน ถ้าจำเป็นต้องพูดคุยกัน ให้เน้นฟังให้มาก พูดให้น้อย ปล่อยให้คนอื่น(ที่ไม่ดื่มนม)พูดแทน เนื่องจากเวลาพูดจะมีการกลืนลมเข้าไปในกระเพาะอาหาร-ลำไส้

    ถ้าลมเข้าไปมากจะทำให้กระเพาะอาหาร-ลำไส้บีบไล่ลงล่างเร็ว ทำให้น้ำย่อยมีเวลาทำงานน้อยเกิน ตรงกันข้าม... ถ้าไม่พูดมาก จะกลืนลมลงไปน้อย ทำให้กระเพาะอาหาร-ลำไส้บีบไล่ลงล่างช้าลง ทำให้น้ำย่อยมีเวลาทำงานมากขึ้น กระบวนการย่อยจะดีขึ้น

คำแนะนำ:                                                                     

เนื่องจากนมมีไขมันอิ่มตัวสูง ไขมันอิ่มตัวมีส่วนทำให้โคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) เพิ่มขึ้น ขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปดื่มนมไขมันต่ำ (low fat) หรือนมไม่มีไขมัน (non fat)

นมเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูง ช่วยให้อิ่มได้นาน นมไขมันต่ำยังเป็นอาหารเสริมที่ใช้ช่วยควบคุมน้ำหนัก (ลดความอ้วน) ได้ดี
  • นมไขมันต่ำ:                                  
    นมไขมันต่ำมีวิตะมิน โดยเฉพาะวิตะมินดี วิตะมินดีช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมได้ดี และมีรสชาดดีกว่านมไม่มีไขมัน
    แนะนำให้ใช้นมไขมันต่ำผสมชาหรือกาแฟแทนครีมเทียม(คอฟฟี่เมต) เนื่องจากครีมเทียมมีไขมันทรานส์ ทำให้โคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ลดลง โคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) เพิ่มขึ้น
  • นมไม่มีไขมัน:                                
    นมไม่มีไขมันมีข้อดีที่ไม่มีไขมันอิ่มตัวเลย ทว่า... ไม่มีวิตะมินดีซึ่งเป็นวิตะมินที่ละลายในน้ำมัน แนะนำให้ผสมนมไม่มีไขมันกับนมไขมันต่ำ เพื่อให้ได้วิตะมินดีเพิ่มขึ้น วิตะมินดีจะช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น

ขอแนะนำ...                                                    

    แหล่งที่มา:                                      

  • ขอขอบคุณ > อาจารย์ รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน. โภชนาการทันสมัย ฉบับผู้บริโภค. วิทยพัฒน์ (กระดานเสวนาวิทยพัฒน์ > www.wphat.com/webboard > เลือก “คุยกับ ดร.วินัย”). พิมพ์ครั้งที่ 2. 2544. หน้า 33-35.
  • ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก บ้านสุขภาพ มีไว้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่เพื่อการรักษาโรค
  • ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
  • ขอขอบพระคุณ > อาจารย์เทวินทร์ อุปนันท์ IT โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี
  • ขอขอบพระคุณ > อาจารย์ ณรงค์ ม่วงตานี และอาจารย์เทพรัตน์ บุณยะประภูติ IT ศูนย์มะเร็งลำปาง
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙.
  • เชิญอ่านบ้านสาระที่นี่ > http://gotoknow.org/blog/talk2u