อุดมการณ์ ความขัดแย้งในตำนานข้าว : การประนีประนอมระหว่างความเชื่อ
สินทรัพย์ ยืนยาว[๑]
สังคมไทยเป็นสังคมที่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก ในการดำรงชีวิตของคนในสังคมไทยจึงมีความสัมพันธ์กับข้าวตั้งแต่เกิดจนตาย มนุษย์ไม่สามารถที่จะหลีกหนีจากการบริโภคข้าวได้ หรือแม้แต่ประเทศที่บริโภคขนมปังเป็นอาหารนั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะสามารถปฏิเสธข้าวได้ เนื่องจากกระบวนการผลิตขนมปังนั้นยังต้องอาศัยข้าวเป็นวัตถุดิบในการผลิต อย่างสังคมไทยแล้วยิ่งเป็นสังคมกสิกรรมคือการทำนาเป็นหลัก วัฒนธรรมและความเชื่อเกี่ยวกับข้าวจึงเกิดขึ้น และสิ่งเหล่านี้ได้ถูกสร้างและถ่ายทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน แม้จะมีความสำคัญน้อยลงไปบ้างแต่ก็ยังคงมีปรากฏให้เห็นเสมอ พิธีกรรมเกี่ยวกับข้าวจึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่สังคมโดยไม่สามารถแยกออกจากกันได้
ขวัญข้าวคืออะไร และทำไมต้องขวัญข้าว
ขวัญข้าวเป็นตำนานความเชื่อที่เกี่ยวกับข้าวและการกำเนิดของข้าวและพิธีกรรมต่างๆเกี่ยวกับข้าว ซึ่งมีอยู่หลายสำนวนและมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น เพื่อปรับให้เนื้อหาสาระสอดคล้องกับท้องถิ่นของตน ดังมีชื่อเรียกต่างๆ ดังนี้ [๒] แม่ขวัญข้าว แม่ข้าว ขวัญข้าว ย่าขวัญข้าว และแม่โพสพ หรือนอกจากนี้ยังมีบางสำนวนใช้ ปูขวัญข้าว[๓] ซึ่งเชื่อว่าเป็นการผิดเพี้ยนที่เกิดขึ้นในภายหลัง เนื่องมาจากในสังคมเปลี่ยนไปเป็นสังคมแบบปิตาธิปไตย แต่ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้นต่างก็เป็นตำนานเกี่ยวกับข้าวทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้คำว่า “ขวัญข้าว” ในบทความนี้จึงถูกใช้ให้หมายถึงตำนานทุกสำนวนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับข้าวไม่ว่าจะเป็นสำนวนใดก็ตาม
ตำนานขวัญข้าว เป็นตำนานที่มีอยู่หลายสำนวน ในหลายพื้นที่ และมีอยู่หลายประเทศ แต่เนื้อนั้นกลับมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ซึ่งหมายถึงมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน แต่หากมองโดยพิจารณาจากโครงเรื่องและแบบเรื่องของตำนานกลับพบว่าเป็นตำนานที่มีแบบเรื่องเดียวกัน โดยเฉพาะการใช้อนุภาคเกี่ยวกับข้าว ซึ่งเนื้อเรื่องพอสรุปได้ดังนี้[๔]
บทเริ่มต้น เริ่มต้นด้วยภาษาบาลีเป็นบทนมัสการพระรัตนตรัยและกล่าวถึงครั้งพุทธกาล ขณะที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ท่ามกลางสาวกในวิหารในเมืองราชคฤห์ แล้วจึงแปลขยายความเป็นภาษาท้องถิ่น พร้อมทั้งกล่าวเชิญชวนให้ฟังพระธรรมเทศนาเรื่องนี้
เนื้อเรื่องโดยย่อซึ่งอาจเป็นโครงเรื่องหลักมีดังนี้
- พระพุทธเจ้าประทับบนแท่นในวิหารในเมืองราชคฤห์ ทรงเทศนาพระธรรม ผู้ที่ฟังพระธรรมเทศนาครั้งนั้น นอกจากบรรดาสาวกและกษัตริย์ ๑๐๑ เมืองแล้ว มีเทวบุตรเทวดาหลายองค์นั่งฟังอยู่ด้วย
- เม็ดข้าวหนึ่งได้กลายเป็นหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางคนและเทวดา
- มีการซักถามว่าหญิงผู้นั้นเป็นใคร ทำไมจึงมายืนอยู่ ไม่แสดงคารวะต่อพระพุทธเจ้า
- หญิงผู้นั้นตอบว่า ตนประเสริฐกว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทั้งที่เสด็จปรินิพพานไปแล้วและที่จะเสด็จมาภายหน้า จึงไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงคารวะต่อพระพุทธเจ้า
- มีการตำหนิติเตียนหญิงผู้นั้น
- หญิงผู้นั้นหนีหายไป และเกิดทุพภิกขภัยไปทั่วแผ่นดิน
- เทวดาและมนุษย์ได้พากันไปขอความช่วยเหลือจากพระพุทธเจ้า
- พระพุทธเจ้าได้เนรมิตตัวพระองค์ให้ประทับเทศนา แล้วเสด็จไปตามหาหญิงผู้นั้น
- หญิงผู้นั้นยืนยันว่าตนมีบุญคุณยิ่งใหญ่กว่าพระพุทธเจ้า
- ตอนแรกพระพุทธเจ้าไม่สามารถที่จะรำลึกได้ว่าผู้ใดเคยมีบุญคุณยิ่งใหญ่ต่อพระองค์ ต่อมาจึงทรงรำลึกได้ว่า ข้าวมีบุญคุณต่อพระองค์ และทราบว่าหญิงผู้นั้นคือแม่ย่าขวัญข้าว
- พระพุทธเจ้าทรงพาย่าขวัญข้าวกลับสู่เมือง
- บ้านเมืองรอดพ้นทุกขภิกขภัย
- พระพุทธเจ้าทรงเตือนคนทั้งหลายให้ระลึกถึงบุญคุณของข้าวและความสำคัญของพิธีทำขวัญข้าว กล่าวถึงอานิสงส์ของการคัดลอก การบูชา และการฟังเทศน์เรื่องย่าขวัญข้าว
ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาในเบื้อต้นทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจและได้ทราบความเป็นมาและเนื้อเรื่องโดยย่อของตำนานย่าขวัญข่าว ทั้งหมดเป็นการสรุปความที่พิจารณาจากข้อความอย่างตรงตัว ซึ่งในลำดับถัดไปในฐานะที่เชื่อว่าเป็นวรรณคดีพุทธศาสนา จึงไม่สามารถที่จะปฏิเสธความหมายที่แฝงเงื่อนอย่างแนบเนียนได้ในการเขียนหรือการสร้างเรื่องราวขึ้นมา โดยเฉพาะในมิติของอุดมการณ์และความขัดแย้งที่จะได้นำเสนอในลำดับถัดไป
ตำนานขวัญข้าว : อุดมการณ์การสร้างตัวตนและการสร้างความเป็นอื่น
ในตำนานเรื่อง ขวัญข้าวที่ผู้เขียนได้ทำการศึกษาพบว่า ในการสร้างตำนานเรื่อง “ขวัญข้าว” ขึ้นนั้นมีจุดหมายในการสร้างเพื่อยืนยันตัวตนที่มีอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ตน โดยเราสามารถที่จะใช้ตำนานในเรื่องเล่านั้นอธิบายกลุ่มชาติพันธุ์ได้ว่าตนเองเป็นใคร หรือมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับใครบ้างในลักษณะเพื่อเป็นการป้องกันตนเองเมื่อต้องตกเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้ที่มีอำนาจมากกว่า
ได้มีการใช้ตำนานข้าวในการจำแนกชนชาติพันธุ์ออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ[๕] กลุ่มที่ ๑ ได้แก่ กลุ่มไทดำ ไทขาว และลาว โดยมีการรับรู้ตำนานเรื่องย่าขวัญข้าวในแบบเรื่องที่ว่า “ข้าวถูกตี” กลุ่มที่ ๒ ได้แก่ กลุ่มลาว และไทยอีสาน มีการรับรู้ตำนานย่าขวัญข้าวในแบบเรื่องที่ว่า “ข้าวถูกตี-ถูกขาย” กลุ่มที่ ๓ ได้แก่ กลุ่มไทลื้อ ไทเขิน และไทใต้คง มีการรับรู้ตำนานขวัญข้าวในแบบเรื่องที่ว่า “ย่าขวัญข้าว-พระพุทธเจ้า” ซึ่งในสำนวนของไทใต้คงบางสำนวนกล่าวว่า “ปู่ขวัญข้าว” ซึ่งน่าจะเป็นการพยายามทำให้เรื่องนั้นผิดเพี้ยนไปตามระบบสังคมปิตาธิปไตยที่ผู้ชายเป็นใหญ่ อันเป็นอิทธิพลที่ได้รับจากประเทศจีน โดยสรุปเป็นตารางได้ดังนี้
ตารางแสดงการจำแนกกลุ่มชนชาติไท[๖]
โดยใช้ตำนาน (ย่าขวัญข้าว)
|
ไทใต้คง/ไทยใหญ่ |
ไทลื้อ/ไทเขิน/ไทยวน |
ลาว/ไทดำ/ไทขาว |
|
แบบเรื่องย่าขวัญข้าว/ปูขวัญข้าวขัดแย้งกับพระพุทธเจ้า |
แบบเรื่องย่าขวัญข้าวขัดแย้งกับพระพุทธเจ้า |
แบบเรื่องข้าวถูกตี-ข้าวถูกขาย |
***ประยุกต์โดยผู้เขียนเองจากงานของศิราพร ณ ถลาง
จากตัวอย่างการจัดกลุ่มข้างต้นทำให้ทราบว่าแม้เนื้อเรื่องจะแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม เป็นเพียงเนื้อหาส่วนน้อย แต่อนุภาคยังเป็นเรื่องข้าวเช่นเดียวกันและยังใช้แบบเรื่องที่ใกล้เคียงกัน สะท้อนให้เห็นว่าน่าจะเป็นตำนานที่มีแหล่งกำเนิดมาจากที่เดียวกัน แต่การที่เนื้อเรื่องมีรายละเอียดผิดเพี้ยนไปนั้นเป็นเพราะความต้องการที่จะสร้างความเป็นอื่นให้เกิดขึ้น และเป็นการแยกตัวตนออกจากกลุ่มคน ทั้งหมดจึงเป็นการสร้างขึ้นเพื่ออุดมการณ์ในการสร้างตัวตนของผู้คนในกลุ่มต่างๆ ทำให้ตนเองแตกต่างไปจากกลุ่มอื่นๆ และในขณะเดียวกันการแตกต่างไปจากกลุ่มอื่นโดยสิ้นเชิงอาจนำมาซึ้งความเดือดร้อนจากการถูกคุกคาม การคงแบบเรื่องให้มีความใกล้เคียงกันจึงเป็นอุดมการณ์หนึ่งในการสร้างความปลอดภัยให้แก่ตนเอง เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าฉันเป็นคนละกลุ่มกับคุณแต่ฉันก็มีความสัมพันธ์กับคุณในลักษณะที่เรียกว่าญาติหรือความสัมพันธ์ทางสายเลือดห่างๆ
ตำนานข้าว : อุดมการณ์เพื่อการรักษาข้าวให้คงอยู่ตลอดไป
ในตำนานขวัญข้าว หากเรามองในมิติที่ว่า “ข้าวมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต” ย่อมที่จะกล่าวได้ว่า ตำนานข้าวเป็นกุศโลบายในการอนุรักษ์รักษาข้าวมิให้หายไปจากโลก เนื่องจากว่าในชีวิตของคนเราต้องการที่จะบริโภคอย่างน้องวันหนึ่งต้องรับประทานถึง ๓ มื้อ ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า ในอนาคตเมื่อมนุษย์เพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้นและพื้นที่ในการทำนามีน้อยลง ประกอบกับนิสัยมักง่ายของมนุษย์ที่มีมากขึ้น (อันเป็นสิ่งที่ถึงกล่าวถึงในตำนานข้าวสำนวนต่างๆ ถึงพฤติกรรมของมนุษย์) ทำอย่างไรข้าวจึงจะมีพออยู่พอกิน เพียงพอต่อการบริโภค
ด้วยเหตุผลดังกล่าวอาจนำมาซึ่งการสร้างตำนาน และนำไปสู่การประกอบพิธีกรรมต่างๆ ที่ส่งผลให้ผู้คนเคารพ ให้ความสำคัญและคุณค่าของข้าวมากยิ่งขึ้น ลักษณะดังกล่าวนี้คงมิใช่เพียงแต่ในเรื่องของข้าวเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนคือ “ประเพณีลอยกระทง” ทำไมจึงต้องลอยกระทง น้ำนับว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต ดังที่นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเอาไว้ว่าในวันหนึ่งๆ มนุษย์ต้องบริโภคน้ำอย่างน้อยวันละ ๘ แก้ว เพราะฉะนั้นทำอย่างไรเราจึงจะมีน้ำไว้ใช้บริโภคตลอดไป ทางออกที่ดีก็คือ การทำให้คนเห็นคุณค่าและความสำคัญของน้ำ เช่นเดียวกับกรณีของข้าว
ในอาหารมื้อหนึ่งอาจประกอบไปด้วยอาหารหลายอย่าง ทำไมจึงให้ความสำคัญเฉพาะข้าว? ทำไมไม่มีพิธีบูชาปลา? บูชาไก่? บูชาอาหารอื่นๆ ทั้งหมดเป็นเหตุผลที่อธิบายได้ไม่ยาก ซึ่งจะอธิบายโดยการตั้งคำถามกลับว่า ในอาหารที่เรารับประทานมีปลาทุกมื้อหรือไม่ มีไก่ทุกวันหรือไม่ แน่นอนอาหารนั้นย่อมเปลี่ยนไปทุกวัน แต่ในขณะที่ทุกวันและทุกมื้ออาหารไม่เคยที่จะขาดข้าว และที่สำคัญแม้มนุษย์ไม่มีอาหารยังสามารถที่จะดำรงชีวิตโดยการกินแต่ข้าวยังได้ เพราะฉะนั้นเมื่อจัดความสำคัญ ข้าวจึงมีความสำคัญในเบื้องต้นที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างแรก
การสร้างตำนานข้าวจึงเป็นการซ่อนกลลวงเอาไว้ถึงอุดมการณ์ที่จะรักษาข้าวให้ผู้คนได้มีอยู่มีกินตลอดไป เมื่อทุกคนเชื่อว่าการกระทำไม่ดีต่อเม็ดข้าวจะนำมาซึ่งความอดอยากหรือในขณะที่ใครบูชา เคารพนับถือจะมีแต่ความอุดมสมบูรณ์ในชีวิตทั้งชาตินี้และชาติหน้า คนจึงกลัวและไม่กล้ากระทำที่ไม่ดีต่อข้าว
ตำนานข้าว : อุดมการณ์เพื่อการดำรงอยู่ของศาสนา
หากผลการศึกษาของนักวิชาการเป็นจริง คือความเชื่อที่ว่า “วรรณกรรมเรื่องนี้แต่โดยพระสงฆ์หรือผู้ที่เคยบวชเรียน[๗]” ฉะนั้นแล้ววรรณกรรมย่อมเป็นเครื่องมือในการสนองความต้องการของมนุษย์ ผู้นั้นด้วย
ในสังคมจะพบว่าระบบศาสนาได้สอนให้คนรู้จักการให้ทาน และในทางปฏิบัติคนในสังคมต่างก็ถือปฏิบัติตามหลักการให้ทาน โดยเฉพาะการทานข้าว ซึ่งสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไปในเวลาเช้าตามท้องถนนที่มีพระสงฆ์ออกบิณฑบาต ดังเนื้อความในตำนานข้าวที่ย่าขวัญข้าวกล่าวว่า นอกจากคนจะบริโภคตนแล้วยังใช้ตนในการทำทานอันเป็นการสร้างบุญกุศลให้กับตนเอง
เมื่อเนื้อหาและผู้สร้างเป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนา ทำอย่างไรเมื่อผู้ที่อยู่ในศาสนาไม่สามารถที่จะทำมาหากิน(ลงมือทำนา ปลูกข้าว)เองได้ ทั้งหมดนี้จึงเป็นวรรณกรรมที่อาจจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นความสำคัญของข้าวและศาสนา ซึ่งความสำคัญในตรงนี้ไม่ได้หมายความว่า พระสงฆ์ไม่รู้จักทำมาหากิน เพียงแต่หน้าที่ตามบทบาท ตามฐานะนั้นเป็นตัวกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ใครมีหน้าที่ทำอะไร
เห็นได้ว่าในการประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับข้าวนั้นได้ถูกดึงเอาเรื่องของศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง ตามหลักแล้วการบูชาหรือการทำขวัญข้าวเป็นอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์มากกว่าพุทธศาสนา หรือแม้แต่ในพุทธประวัติก่อนที่ประพุทธเจ้าจะตรัสรู้ก็ได้กินข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาก่อน จึงได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทั้งหมดได้แสดงให้เห็นความเกื้อกูลซึ่งกันและกันระหว่างข้าวกับพุทธศาสนา แม้จุดเริ่มต้นอาจจะขัดแย้งกัน แต่ในตอนท้ายตำนานก็จบลงด้วยการประนีประนอมกัน เมื่อมีศาสนาอยู่จึงมีข้าวอยู่(พระพุทธเจ้าเป็นผู้ไปตามย่าขวัญข้าวกลับมา) และเมื่อมีข้าวอยู่จึงมีศาสนา(พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ก็ต้องอาศัยข้าว และผู้ที่จะสืบต่อพระพุทธศาสนาได้ก็ต้องกินข้าว) ทำให้ผู้คนไม่อดอยากและที่ข้าวกลับมานั้นก็เพราะการไปตามของพระพุทธเจ้า(ศาสนา) การรักษาศาสนาเอาไว้จึงเป็นการตอบแทน และเมื่อศาสนาจะอยู่ได้ต้องอาศัยข้าว(เพราะถ้าข้าวไม่กลับมาก็จะไม่มีศาสดาได้เกิดขึ้นบนโลก ดังคำกล่าวของย่าขวัญข้าวที่ว่า ศาสดาทุกพระองค์ตรัสรู้ก็เพราะกินข้าว)การให้ข้าวเป็นการอุปถัมภ์ศาสนาจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมและเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาถึงทุกวันนี้
ตำนานข้าว : สังคมที่ผู้หญิงเป็นใหญ่มาก่อน
จากตำนานข้าวที่ใช้คำว่า “แม่” หรือ “ย่า” เป็นตัวละครในตำนานนั้นย่อมสะท้อนให้เห็นว่า ในสังคมเคยให้ความสำคัญกับแม่หรือย่าอันหมายถึงเพศ “หญิง” เป็นใหญ่ในสังคมมาก่อน ซึ่งก่อนที่จะมีศาสนาเกิดขึ้น นักวิชาการหลายคนมองว่าก่อนที่จะเป็นสังคมปิตาธิปไตยนั้น ในโลกนี้ได้เป็นสังคมที่มีผู้หญิงเป็นใหญ่อยู่ก่อน
ในสำนวนของไทใต้คง ที่ใช้คำว่า “ปูขวัญข้าว” นั้น เป็นอิทธิพลของสังคมสมัยหลัง เมื่อเกิดสังคมแบบปิตาธิปไตยขึ้น ซึ่งเชื่อกันว่าไทใต้คงใต้รับมาจากสังคมจีน ดังเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปว่าในสังคมจีนมีการกระทำต่อผู้หญิงอย่างไร เช่น การบังคับให้รัดเท้าผู้หญิงให้เล็ก หรือการห้ามผู้หญิงเรียนหนังสือ ห้ามผู้ออกนอกบ้านให้อยู่แต่ในบ้าน หรือเมื่อครอบครัวใดให้กำเนิดลูกชายจะจัดงานฉลองกันยิ่งใหญ่ แตกต่างจากการให้กำเนิดผู้หญิง
ในสังคมพุทธศาสนา เมื่อมีศาสนากำเนิดขึ้นศาสดาในศาสนาเป็น “ชาย” ย่อมขัดแย้งกับสังคมที่นับถือและให้ความสำคัญกับผู้หญิงอยู่ก่อน ทำอย่างไรศาสนาที่มี “ชาย” เป็นเจ้าจะเป็นที่ยอมรับในสังคมได้ หมายความตำนานข้าวจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยลดทอนอำนาจของหญิงลงและจะนำมาสู้สังคมที่ชายเป็นใหญ่ ดังปรากฏในเนื้อหาที่มีการประนีประนอมในตอนท้ายและการยอมยกมือไหว้ของย่าขวัญข้าวต่อพระพุทธเจ้าจึงเป็นยอมแพ้หรือว่ายอมรับในอำนาจของความเป็นชาย
ด้วยเหตุนี้ตำนานขวัญข้าวจึงถูกสร้างขึ้นและดำเนินเรื่องโดยอาศัยบทบาททางศาสนาเป็นตัวดำเนินเรื่อง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า “สังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่” หรือ “ปิตาธิปไตย” ดังที่จะเห็นได้จากสังคมปัจจุบัน นักบวชในศาสนาต้องเป็นชายเท่านั้น ในขณะที่ผู้ค้ำจุนคอยส่งข้าวปลากับเป็นผู้หญิง และชุดความเชื่อที่แบ่งแยกอย่างชัดเจนในทางศาสนาที่ชายสามารถเข้าสู่นิพพานได้ด้วยตนเอง ส่วนหญิงนั้นทำได้เพียงสร้างบุญด้วยการคอยส่งน้ำส่งข้าว แม้จะมีบุญเพียงใดก็ไม่สามารถเข้าสู่นิพพานได้ ต้องอาศัยเกาะไปกับชายผ้าเหลืองของลูกเท่านั้น
ตำนานข้าว : ความขัดแย้งและการประนีประนอมระหว่างความเชื่อดั้งเดิม (ผี) กับศาสนา
ในตำนานขวัญข้าว ได้มีบางสำนวนที่ใช้คำว่า “แม่โพสพ” หรือ “การแปลงกาย” ชื่อแม่โพสพและอนุภาคของการแปลงกายสะท้อนให้เห็นความเชื่อของคนที่มีอยู่ก่อนการกำเนิดของพุทธศาสนา แม่โพสพเป็นผี (ความเชื่อดั้งเดิมคือการนับถือผี) หรืออนุภาคการแปลงกายย่อมหมายความว่า ไม่ใช่คน ต้องเป็นผู้วิเศษ เป็นเทพหรือเทวดาจึงแปลงกายได้ อันสะท้อนให้เห็นว่า สังคมเหล่านี้มีความดั้งเดิมอยู่ก่อนแล้ว คือความเชื่อเรื่องผี การนับถือผี การบูชาผี ตามอิทธิพลและความเชื่อในศาสนาพราหมณ์
การสร้างเรื่องขวัญข้าวเป็นการสร้างความประนีประนอมระหว่างความเชื่อดั้งเดิม(ผี)กับความเชื่อใหม่(พุทธศาสนา) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบประนีประนอม ยอมรับซึ่งกันและกัน/เกี่ยวเนื่องกัน[๘] หมายถึงโครงเรื่องที่มีการยอมรับ คือ ตำนานปรัมปราที่มีการผสมผสานปะปนกันระหว่างความเชื่อดั้งเดิมกับพุทธศาสนา
ในตำนานขวัญข้าวได้สร้างตัวละครอันเป็นตัวแทนความเชื่อให้ปรากฏในเนื้อเรื่อง (ความเชื่อดั้งเดิมถูกแทนด้วย ย่าขวัญข้าว ความเชื่อพุทธศาสนาถูกแทนที่โดยพระพุทธเจ้า) ตัวละครทั้งสองได้ต่อสู้กันโดยใช้บารมี และผลที่ปรากฏคือ ไม่มีผู้พ่ายแพ้และผู้ที่ชนะ แต่เกิดการยอมรับซึ่งกันและดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นอันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างตำนานกับความเชื่อประเภทที่สอง ซึ่งในระบบความสัมพันธ์ระหว่างตำนานกับความเชื่อของคนไทแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท[๙] ดังนี้
ประเภทที่ ๑ ความสัมพันธ์แบบขัดแย้ง/ตรงกันข้าม
ประเภทที่ ๒ ความสัมพันธ์แบบประนีประนอม
ประเภทที่ ๓ ความสัมพันธ์แบบส่งเสริมกันและกัน
โดยสามารถสร้างเป็นตารางให้เห็นได้อย่างชัดเจนดังนี้[๑๐]
|
ตำนาน |
ความเชื่อเดิม |
พุทธศาสนา |
ความขัดแย้ง |
การยอมรับ |
|
ย่าขวัญข้าว |
ย่าขวัญข้าว |
พระพุทธเจ้า |
แข่งบารมี |
ยอมรับกัน |
***ประยุกต์จากงานของปฐม หงษ์สุวรรณ
ตำนานขวัญข้าวจึงเป็นการสร้างเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าความเชื่อดังเดิมและความเชื่อทางพุทธสาสนาเป็นสิ่งที่สามารถดำรงอยู่คู่กันได้ เพราะฉะนั้นการเลือกที่จะนับถือพุทธศาสนาจึงไม่มีเหตุที่จะต้องทิ้งความเชื่อดังเดินนั้นทิ้งไป แต่การทำให้ความเชื่อทั้งสองอยู่ด้วยกันได้จึงเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญในการสร้างตำนานเรื่องนี้ขึ้น ในตำนานขวัญข้าวจึงสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการประนีประนอมระหว่างความเชื่อทั้งสองให้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข และในฐานะที่ศาสนามาทีหลังย่อมเป็นเรื่องที่ยากที่จะไปเปลี่ยนความเชื่อของคน การสร้างความชอบธรรมโดยอาศัยตำนานนั้นจึงเป็นวิธีการหนึ่งหรือเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในทางศาสนาที่ศาสนาใช้สร้างความศรัทธาให้กับตน
สรุป
แม้ตำนานขวัญข้าวจะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม แต่การศึกษาวิเคราะห์ครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ตามเรื่องราวที่ปรากฏ และการใช้มุมมองโดยอาศัยความรู้ทางคติชนวิทยาเข้ามาช่วย ผลการศึกษาปรากฏว่าตำนานขวัญข้าวได้ถูกสร้างขึ้นด้วยอุดมการณ์ต่างๆ หลายประการคือ เพื่อการสร้างตัวตน เพื่อการรักษาข้าวให้มีอยู่มีกินตลอดไป เพื่อเกื้อกูลศาสนา เพื่อทำลายความชอบธรรมของสังคมหญิงเป็นใหญ่และผลักดันให้ชายขึ้นเป็นใหญ่ในสังคม และเพื่อเป็นการประนีประนอมระหว่างความเชื่อดั้งเดิม(ผี)กับความเชื่อทางศาสนา อันนำไปสู่การยอมรับและปรับเปลี่ยนให้ความเชื่อทั้งสองสามารถดำเนินอยู่คู่กันได้ในสังคม
หนังสืออ้างอิง
[๑] นิสิตระดับปริญญาโท ปีการศึกษา ๒๕๕๒ สาขาวิชาภาษาไทย (ศศ.ม.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
[๒] ปฐม หงษ์สุวรรณ. กาลครั้งหนึ่ง : ว่าด้วยตำนานกับวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๐.
หน้า ๖๖
[๓] เรื่องเดียวกัน. หน้า ๗๑
[๔] ประคอง นิมมานเหมินทร์. ย่าขวัญข้าว วรรณกรรมเพื่อการสืบสานประเพณีท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๙. หน้า ๔-๕
[๕] ปฐม หงษ์สุวรรณ. กาลครั้งหนึ่ง : ว่าด้วยตำนานกับวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๐.
หน้า ๖๖-๗๓
[๖] ศิราพร ณ ถลาง. ทฤษฎีคติชนวิทยา วิธีวิทยาในการวิเคราะห์ตำนาน-นิทานพื้นบ้าน. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๘. หน้า ๙๙
[๗] ประคอง นิมมานเหมินทร์. ย่าขวัญข้าว วรรณกรรมเพื่อการสืบสานประเพณีท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๙. หน้า ๒๔
[๘] ปฐม หงษ์สุวรรณ. คติชนวิทยา. มหาสารคาม : ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์และ
สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ๒๕๔๙. หน้า ๑๘๙-๑๙๐
[๙] เรื่อเดียวกัน. หน้า ๑๘๙
[๑๐] เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๙๑
เก่งมากค่ะพี่เล็ก....สมกับที่ได้A นะคะ
ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆนะคะ