สยามรัฐ
เมื่อครั้งยังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ถ้านับเวลา คงร่วมยี่สิบปีผ่านมาแล้ว สมัยนั้นโรงอาหารโรงเรียนมีอาหารที่นักเรียนทุกคนมักจะสั่ง คือ ข้าวเหนียว หมูทอด น้ำพริกตาแดง เนื่องจากประหยัดเวลากว่าก๋วยเตี๋ยว หรือข้าวราดแกง แม่ค้าจะเอาข้าวเหนียวใส่ถุงไว้รอท่า เมื่อมีคนสั่ง เธอจะคีบหมูทอด หมูยอทอด หรือไส้อั่วแล้วแต่จะสั่งวางบนจาน คู่กับข้าวเหนียว แล้วใช้พายไม้ควักน้ำพริกตาแดงในกระปุกพลาสติกใบเขื่อง ปาดบนขอบจาน เท่านี้ก็ทำให้อิ่มท้องได้ ถ้าจำไม่ผิด สนนราคาเมนูจานนี้ คือ ๓ บาท พ่อให้เงินไปโรงเรียนวันละห้าบาท ถือว่าเหลือเฟือแล้ว ตอนนั้นผู้เขียนยังไม่รู้จักกระเป๋าสตางค์ว่ามีลักษณะอย่างไร เมื่อได้รับเงินรายวัน แม่จะเอาเหรียญบาท หรือเหรียญห้าบาทใส่ไว้ในกางเกง แล้วใช้หนังยางรัดถุงแกง รัดไว้อีกทีหนึ่ง กันหล่นหายเวลาเล่นซน จำได้ว่าเหรียญบาทสมัยนั้นไม่ได้มีสัณฐานเล็กมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางแค่ ๒ เซนติเมตรอย่างทุกวันนี้ แต่ขนาดใหญ่กว่าราว ๑ เซนติเมตร พอกับเหรียญสิบบาทสมัยนี้
เหรียญบาทที่ว่าด้านหนึ่งเป็นพระรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ด้านหลังมีคำว่า รัฐบาลไทย พ.ศ.๒๕๐๔ อยู่ด้านบน ตรงกลางเป็นรูปโล่ภายใต้พระมหามงกุฎ มีตราจักรีประดิษฐานอยู่ หากใครนึกตรานี้ไม่ออก ลองนึกถึงหน้าหมวกตำรวจ เพราะเป็นตราเดียวกัน เรียกว่า “ตราอาร์มแผ่นดิน”
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ หม่อมเจ้าประวิช ชุมสายทรงออกแบบถวาย ตามศาสตร์การผูกตราฝรั่ง หรือ Heraldry หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เรียกศาสตร์นี้ว่า “มุทราศาสตร์” หรือ วิชาว่าด้วยตรา หรือลัญจกร
ครั้งหนึ่งสยามเคยมีกระทรวงหนึ่งชื่อ มุทราธิการ มีหน้าที่รักษาตราประทับของแผ่นดิน เพราะคติทางตะวันออกแต่เก่ามาถือเอาตราประทับเป็นสิ่งสำคัญ การลงพระปรมาภิไธยหรือลายเซ็นเพิ่งมาปรากฏครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ เมื่อทรงส่งพระราชหัตถเลขาไปพระราชทานถวายพระเจ้ากรุงฝรั่ง ปัจจุบันกระทรวงมุทราธิการไม่มีแล้ว แต่ยุบรวมมีขนานกองอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี เรียกว่า กองประกาศิต รัฐธรรมนูญ ตัวบทกฎหมายสำคัญ พระบรมราชโองการต่างๆ อันต้องประทับตราแผ่นดินต้องผ่านกองนี้ทั้งสิ้น
ตราแผ่นดินซึ่งหม่อมเจ้าประวิช ทรงออกแบบถวายล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ นั้น ส่วนสำคัญคือโล่สามห้อง ห้องบนเป็นตราช้างเอราวัณสามเศียรบนพื้นเหลือง หมายถึง สยามเหนือ สยามกลาง สยามใต้ ห้องล่างขวาเป็นรูปช้างยืนเรือนแก้วบนพื้นแดง หมายถึงประเทศราชฝ่ายเหนือและลาวประเทศราช ส่วนห้องล่างอีกด้านหนึ่งเป็นรูปกริชตรง และคดกริชไขว้กันบนพื้นชมพู หมายถึงประเทศราชปักษ์ใต้และมลายู เมื่อรวมกันเป็นโล่จึงหมายถึงสยามรัฐเมื่อครั้งนั้น
ราชอาณาจักรไทยเพิ่งจะก่อร่างสร้างตัวเป็นรัฐชาติใน พ.ศ.๒๔๓๕ หรือเมื่อปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ถ้าสังเกตดู ทุกวันที่ ๑ เมษายนของทุกปีจะเป็นวันครบรอบกระทรวงเก่าแก่หลายแห่ง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาในปีนี้ทั้งสิ้น
ก่อนหน้านั้นราชอาณาจักรไทยมีลักษณะเป็นรัฐแบบแว่นแคว้น คือ ต่างเมืองต่างปกครองตนเอง สืบเชื้อสายผู้ปกครองของตน แต่ก็เชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างกันโดยการสมรส เมื่อเวลาผ่านไปเมืองใดเมืองหนึ่งมีอำนาจกล้าแข็งจนสามารถปราบแคว้นอื่นมาอยู่ใต้อำนาจตนได้ รัฐแบบอาณาจักรก็ถือกำเนิดขึ้น
รัฐแบบอาณาจักรให้ความสำคัญกับราชธานี และหัวเมืองโดยรอบ ส่วนเมืองอื่นเรียกว่าหัวเมือง ถูกปกครองโดยพระบรมวงศานุวงศ์หรือขุนนางที่ส่งออกไปจากราชธานี บางเมืองได้รับโปรดเกล้าฯ ให้มี “เจ้า” ปกครองสืบราชวงศ์ของตนสืบ เมื่อมีการรบก็เรียกเกณฑ์มี “ใบบอก” ให้มาช่วย หรือส่งบรรณาการแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิศาสตร์เรียกว่า เมืองประเทศราช
สภาพดังกล่าวนี้ไม่ใช่เฉพาะแต่ประเทศไทยหรือสยามเท่านั้น แต่เป็นลักษณะทั่วไปทั้งในอินเดีย พม่า เวียดนามในสมัยนั้นทั้งสิ้น ชาวตะวันตกใช้โอกาสนี้เข้าแทรกแซงตามหัวเมืองประเทศราช เพราะคนตะวันออกยังไม่รู้จักว่า “รัฐชาติ” คืออะไร
ฝรั่งถือว่าประเทศราชนั้นเป็นประเทศต่างหากแห่งหนึ่ง เพราะเจ้าเมืองมีสิทธิปกครอง ออกกฎหมาย มีอำนาจสิทธิขาดต่างๆ ได้ หากเจ้าเมืองไม่พอใจจะอยู่ใต้อำนาจราชธานีเดิม ก็ย่อมขอให้ฝรั่งเป็นผู้คุ้มครองเป็นขอบขัณฑสีมาเดียวกันโดยทำสนธิสัญญา
กัมพูชาซึ่งเป็นประเทศราชของไทย ทำสนธิสัญญาขอให้ฝรั่งเศสดูแล เลยกลายเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสไป ลักษณะอย่างนี้เกิดกับไทรบุรี และปะลิศ ประเทศราชมลายูอันตกไปอยู่กับอังกฤษเช่นกัน
หากเมืองใดขัดขืนไม่ยอมให้ก็ใช้กำลังเข้ายึดถือเป็นของตนเอง เช่น อังกฤษเข้ายึดพม่า บางแคว้นของอินเดีย จีนด้วย
สถานการณ์นี้ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างรัฐชาติสยามขึ้นมา โดยส่งขุนนางส่วนกลางเข้าไปกำกับหัวเมืองฝ่ายเหนือ อีสานและปักษ์ใต้ เพื่อแสดงว่าทรงปกครองพระราชอาณาจักรอันมีพระราชอาณาเขตแน่นอน โดยมีรัฐบาลอยู่ ณ กรุงเทพมหานคร
เมื่อทรงรวบรวมรัฐชาติสยามสมัยใหม่ และดำรงเอกราชเรื่อยมาแล้ว ชนชาวต่างประเทศรู้จักนามของประเทศว่า “สยาม” มาตลอด หลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแล้ว รัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามมีนโยบายชาตินิยมเพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มรู้สึกถึงความเป็นคนชาติเดียวกัน จึงได้เปลี่ยนชื่อเรียกประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” เพราะคนในภาคเหนือและอีสานยังถูกชาวสยามเรียกว่า “ลาว” ราษฎรยะหริ่ง ปัตตานียังถูกมองว่าเป็น “แขก” คำว่าไทยล้านนา ไทยอีสาน ไทยมุสลิม จึงเกิดขึ้นด้วยปฐมเหตุนี้ ไม่เว้นแม้แต่คนจีนที่ทำมาหากินในสยาม แต่เดิมเคยถูกเรียกว่า “เจ๊ก” กลับเรียกเสียใหม่ว่า “คนไทยเชื้อสายจีน”
ความคิดนี้ไม่ใช่ความคิดล้าหลังแต่อย่างใด เพราะในสมัยหนึ่งคนอเมริกันผิวขาวเคยเรียกคนผิวสีอย่างเหยียดหยันว่า “นิโกร” เพราะถือว่าเคยเป็นชนชั้นทาส เกิดการกีดกันสีผิว ทั้งๆ ที่คำขวัญของประเทศมีว่า หนึ่งเดียว ไม่แบ่งแยก เมื่อนานาประเทศยอมรับนับถือว่า สหรัฐอเมริกา คือประเทศประชาธิปไตย อุดมด้วยเสรีภาพ รัฐบาลจึงต้องสร้างภาพลักษณ์ตนเสียใหม่ ห้ามไม่ให้เรียกคนผิวสีว่า “นิโกร” แต่ยักย้ายเรียกว่า แอฟริกันอเมริกัน เรียกอย่างสั้นๆ ว่า “แอฟโฟร” ทรงผมหยิกฟูฟ่องในยุคทศวรรษที่ ๗๐ หรือยุคฮิปปี้เลยชื่อว่าผมทรงแอฟโฟรตามเพราะเริ่มนิยมมาจากคนกลุ่มนี้
หากจะสืบสาวราวประวัติถึงคำ “สยาม” ว่ามาจากไหน ใครเป็นผู้เริ่มเรียก เห็นจะตอบได้ยากเพราะบ้างก็ว่าฝรั่งชาติโปรตุเกสเริ่มเรียกก่อนเพราะปรากฏในบันทึกการเดินทาง โปรตุเกสเป็นชาติยุโรปที่เข้ามาติดต่อกับทางตะวันออกชาติแรก เพราะนักเดินเรือชื่อ วาสโก ดา กามา อ้อมแหลมกู๊ดโฮปได้สำเร็จ เมื่อหันกลับมาดูบันทึกของชาวตะวันออก ปรากฏคำว่า “เสียมก๊ก” ในบันทึกทูตราชวงศ์หมิง ของจีน ชนชาติจีนเป็นชาติมีทักษะการเดินเรือไม่แพ้ชาติยุโรป อีกทั้งยังประดิษฐ์สิ่งสำคัญอันมีผลต่อประวัติศาสตร์มวลมนุษย์หลายอย่าง เช่น เข็มทิศ ดินปืน กระดาษ จีนยังอ้างว่าทวีปอเมริกาทุกวันนี้ หากจะใช้หลัก res nullius คือ อ้างสิทธิในดินแดนที่ไม่มีเจ้าของ คงต้องเป็นดินแดนของจีนแน่แท้ เพราะมหาขันทีราชวงศ์หมิงนามว่า “เจิ้งเหอ” เดินทางไปพบก่อนโคลัมบัสของสเปนหลายสิบปี
ชาวตะวันออกต่างจากชาวตะวันตกหลายประการ ประการหนึ่งคือการเดินทาง หรือทำสงครามล้วนแล้วแต่เพื่อเผยแผ่พระบารมีตามคติพระจักรพรรดิราช หรือ กษัตริย์ผู้อยู่เหนือมวลกษัตริย์ด้วยกัน ไม่ใช่เพื่อยึดถือเป็นของตนแล้วตักตวงทรัพยากรไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง ในเมียนม่าร์มีเมืองหนึ่งเรียกกันในปัจจุบันว่ามยิดยีนา ในอดีตคนไทยเรียกเมืองนี้ว่า เมืองมีด เป็นเมืองประเทศราชขึ้นแก่พม่ามาแต่โบราณ มีเจ้าฟ้าปกครอง บ่อทับทิมน้ำงามของพม่ามาจากเมืองนี้แทบทั้งสิ้น แต่ก่อนตอนยังเป็นประเทศราชพม่านั้น ทางราชสำนักพระเจ้ามณเทียรทองมีหมายเกณฑ์เครื่องบรรณาการตามระยะเวลาไม่ได้คิดว่าจะตักตวงอัญมนีเหล่านั้นเป็นประโยชน์ส่วนตนจนหมดสิ้น แต่เมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมชาวตะวันตกแล้ว เมืองมีดในฐานะเมืองออกเมืองขึ้นย่อมตกติดตามไปด้วย หลังพม่าได้รับเอกราช ปรากฏว่าบ่อทับทิมเหล่านั้น แทบจะหาเศษพลอยยังมิได้
ที่ต้องยกเอาเรื่องนี้มาพูดเพื่อให้พินิจพิจารณาดูว่า เมื่อ “เจิ้งเหอ” ข้าราชสำนักกรุงจีนไปพบแผ่นดินใหม่ หาได้เอาธงตรามังกรไปปักอ้างครอบครองเป็นขัณฑสีมาราชสำนักหมิงไม่ อาจเพราะเห็นว่าดินแดนแห่งนั้นยังไม่เพียงพอต่อพระบารมีฮ่องเต้ เป็นเพียงดินแดนป่าเถื่อนไกลโพ้นแต่เพียงนั้น ทรัพยการที่มีก็หาได้อุดมสมบูรณ์อย่างในแผ่นดินตน
การเดินทางของเจิ้งเหอ และทูตจีนครั้งนั้นทำให้มีบันทึกหลายประการเกี่ยวกับเมืองในดินแดนแหลมทอง ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์สืบมา
คำว่า “สยาม” นั้นมีผู้เสนอความคิดหลายอย่าง หลายทฤษฎีหลากหลาย ใครจะเชื่อหรือไม่ ทางใดสุดแท้แต่บุคคล เช่นเดียวกับคำถามว่า “คนไทย” มาจากไหน
สมัยเรียนชั้นประถม จำได้ว่าชอบวิชาสังคมศึกษา สมัยนั้นเรียกว่า สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต หรือ สปช. ตอนนี้จะมีอยู่หรือไม่ ไม่อาจรู้ได้ เพราะโครงสร้างหลักสูตรเปลี่ยนแปลงไปหลายยก มิพักการสอบเข้ามหาวิทยาลัย สมัยนั้นสอบเอนทรานซ์ นักเรียนพากันหน้าดำ คร่ำเครียดปีหนึ่งก่อนจะสอบ มาสมัยนี้เรียกลำลองว่าสอบแอดมิดชั่น ฟังดูเหมือนการแอดมิดเข้าโรงพยาบาล ซึ่งก็น่าจะจริงเพราะต้องเครียดตลอดการเรียนมัธยมปลายถึงสามปี
สมัยนั้นครูสอนว่า คนไทยมีถิ่นกำเนิดบริเวณเทือกเขาอัลไตในประเทศจีน แต่ถูกตีถอยร่นจนมาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในประเทศไทยปัจจุบันนี้ ในตอนนั้นความคิดต่างๆ เหมือนเด็กไทยสมัยก่อน คือ ผู้ใหญ่พูดสิ่งใด ต้องเชื่อ จะเถียงหรือซักถามไม่ได้ เลยเก็บงำความสงสัยเอาไว้เรื่อยมาว่า ประการแรก คนไทยเป็นชาติอ่อนแอเพียงนั้นถึงถูกตีร่นมาไกลขนาดนี้เชียวหรือ อีกประการหนึ่ง ดินแดนแถบนี้ไม่มีผู้อาศัยอยู่เลยหรือไร คนไทยจึงได้มาตั้งบ้านเรือนเป็นอาณาจักร เป็นประเทศได้อย่างสะดวก
เมื่อก่อนไม่เคยรู้ว่าเทือกเขาอัลไตตามบทเรียนอยู่ที่ไหน แห่งหนตำบลใด รู้แน่ว่าอยู่ในประเทศจีน เมื่อกางแผนที่โลกออกจึงได้เห็นว่า เทือกเขาอัลไตอยู่เหนือทิเบต และทะเลทรายตากลิมากันขึ้นไปอีก ด้านตะวันตกของที่ราบสูงมองโกล ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศคาซัคสถาน และมองโกเลีย รูปร่างหน้าตาของผู้คนแถบนั้นคล้ายคลึงกับคนไทยอยู่มาก เพราะฝรั่งเหมารวมหมดว่าคนผิวเหลืองเป็นมองโกลอยด์ คนผิวดำเป็นนิกรอยด์ ส่วนฝรั่งเรียกตนเองว่าคอเคซอยด์
ระยะทางจากประเทศไทยไปเทือกเขาอัลไตค่อนข้างไกลโขอยู่ หากจะใช้คำว่าถอยร่น ต้องไม่ใช่การเคลื่อนย้ายทีเดียวจากโน่นมานี่ได้เป็นแน่
การใช้ตระกูลภาษาแบ่งกลุ่มชาติพันธุ์ตามหลักมานุษยวิทยาเป็นวิธีการหนึ่งซึ่งยอมรับ ไม่นับรวมประเทศอาณานิคมซึ่งต้องใช้ภาษาทางการของประเทศผู้ปกครอง ด้วยวิธีนี้ปรากฎว่ากลุ่มคนแถบเทือกเขาอันไตใช้ภาษาตระกูลอัลไตนิก ไม่ใช่ภาษาตระกูลไท-กะไดอย่างชนชาติไทย ทำให้ทฤษฎีว่าคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตถูกสั่นคลอนด้วยทฤษฎีอื่นๆ อีกมาก
ทฤษฎีที่ยอมรับมากทฤษฎีหนึ่งคือ คนไทยมาจากดินแดนตอนใต้ของประเทศจีนในปัจจุบัน ในอดีตดินแดนแถบนั้นมีอาณาจักรโบราณชื่อ น่านเจ้า แปลว่า เจ้าทางภาคใต้ คำว่าน่าน หรือหนานในภาษาจีนสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ประกอบกับคำอื่นหลายคำ เช่น หนานไห่ แปลว่าทะเลใต้ ใครเคยชมเคยฟังรายการพยากรณ์อากาศคงคุ้นว่า ทะเลจีนใต้
อาณาจักรน่านเจ้าสถาปนาราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ บันทึกจีนสมัยราชวงศ์ถังเรียกว่า สานสานโกวะ มีราชธานีหรือเมืองหลวงที่ “ตาลีฟู” เรียกอย่างไทยว่า “หนองแส” ตามทฤษฎีว่า เมื่ออาณาจักรอ่อนกำลังลง จีนก็เข้ามารุกรานทำให้คนไทยต้องหนีลงใต้มาตั้งบ้านเรือนอยู่แถบประเทศไทยปัจจุบัน บางส่วนที่ไม่หนีย้ายมา ยอมอยู่ใต้อำนาจจีนหรือหนีมาไม่ถึง ปัจจุบันก็กลายเป็นคนไทในดินแดนอื่น ได้แก่ มณฑลยูนนานของจีน ตอนเหนือของเวียดนามและลาว อีกบางส่วนอยุ่ในพม่า
กษัตริย์ของอาณาจักรน่านเจ้ามีธรรมเนียมการตั้งพระนาม โดยคำแรกของพระนามมาจากคำท้ายของพระนามกษัตริย์พระองค์ก่อนดังปรากฏว่า สินุโล โลพิพี พีล่อโกะ โกะล่อฝง ฝงเกียยี่ อันเป็นธรรมเนียมของชนชาวล่อลอ ปัจจุบันเรียกชนกลุ่มนี้ว่า ชาวอี๊ (Yi) ทำให้นักวิชาการหลายคนโต้แย้งว่าอาณาจักรน่านเจ้าอาจไม่ใช่ของคนไทย คนไทยเพียงแต่อาศัยในอาณาจักรที่ชาวล่อลอปกครองอยู่ ไม่ได้เก่งกาจหรือมีบทบาทการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น
ผู้เขียนคิดอ่านเอาเองว่าจะใช้ธรรมเนียมการตั้งชื่อของชาวล่อลอ มาวัดว่าอาณาจักรน่านเจ้าไม่ใช่ของคนไทยออกจะเป็นหลักฐานไม่ชัดเจน ทางคดีเรียกว่าไม่มีน้ำหนัก เพราะบ่อยครั้งในประวัติศาสตร์ ชาติที่เจริญด้วยพละกำลังมักรับเอาวัฒนธรรมของชนชาติใต้ปกครองมาใช้อยู่เสมอ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ พระนามาภิไธย พระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมาล้วนแล้วแต่มาจากธรรมเนียมฮินดูทั้งสิ้น เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ ทรงตีนครธมมาไว้ใต้ปกครอง นับแต่นั้นวัฒนธรรมขอมก็เข้ามาเฟื่องฟู ฝังตัวในราชสำนัก ดังนั้นเป็นไปได้อีกทางว่า อาณาจักรน่านเจ้าเป็นของคนไทย เมื่อไปตีเอาชาวล่อลอมาอยู่ในอำนาจก็รับธรรมเนียมการตั้งชื่อเช่นนั้นมาใช้
อย่างไรก็ดี เมื่อนักโบราณคดีขุดค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ ที่อ. บ้านเชียง จ.อุดรธานี และบ้านเก่าในจังหวัดกาญจนบุรี เลยมีผู้เสนอว่าคนไทยอยู่ในแถบถิ่นนี้อยู่แล้ว ไม่ได้อพยพมาจากดินแดนอื่น แต่ทฤษฎีที่ยอมรับกันที่สุด คือ คนไทยเป็นชาติพันธุ์ที่กระจัดกระจายตั้งแต่ตอนใต้ของจีนมาจรดแหลมมลายู บางกลุ่มข้ามไปถึงเกาะสุมาตราของอินโดนีเชียปัจจุบัน โดยใช้หลักทางภาษาและวัฒนธรรมเป็นสิ่งกำหนด เพราะคนไทยมีลักษณะทางภาษาร่วมกัน คือ ใช้คำๆเดียวมีความหมายในตัว เมื่อกาลเวลาผ่านไปย่อมมีพัฒนาการทางภาษาต่างกันตามอิทธิพลที่ตนได้รับ ในทางชีวิตความเป็นอยู่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ บริโภคข้าวเหนียว ข้าวเจ้าเป็นอาหาร ปลูกเรือนใต้ถุนสูง มีศาสนาเดิมคือนับถือผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนศาสนาพุทธจะเข้ามาเผยแผ่ในภายหลัง