หลังจากฝนตกแบบหามรุ่งหามค่ำบวกกับอากาศหนาวนิดๆ เพราะลมฝนเดือนพฤศจิกายน  แม้จะกางร่มสวมเสื้อแจกเก็ตอีกชั้นก็ตาม  อาการเริ่มต้นของไขหวัดก็มาถามหา  เริ่มต้นด้วยมีน้ำมูกใสๆ  จามบ่อยๆ  ปวดหัวหนึบๆ  "ไข้หวัดมันมาอีกแล้ว" กลับถึงบ้านรีบทานอาหารเย็นตั้งแต่ห้าโมงจัดแจงกินพาราเข้าไป 2 เม็ด แล้วนอนพักผ่อนหลับผลอยไปถึงสองทุ่ม  ตื่นขึ้นมายังปวดหัวหนึบๆ  กินพาราไปอีกสองเม็ด  รอไปอีกชั่วโมงเศษ  ไม่หายสักที  ตัดสินใจไปบ้านพี่สาว ขอฟ้าทะลายโจรมา 3 ต้น  เนื่องจากเก็บเอาช่วงมืด  ได้ต้นแก่มา ออกดอกออกฝัก เหลือใบน้อยเต็มที  ช่างมัน ยังไงก็เป็นยา  คราวก่อนเอามาตำเคี้ยวกลืน  คราวนี้จะล้างน้ำเสร็จเด็ดเคี้ยวทีละก้านๆ วินาทีแรกที่เคี้ยว ขมอย่าบอกใครเชียว  กัดฟันเคียวต่อ เด็ดส่งเพิ่มเข้าไปในปากอีก  นึกถึงคำท่านพุทธทาส "จงกินอย่างระลึกได้ กินอย่างมีสติ กินเพื่อประโยชน์ อย่ากินเพราะรสสัมผัสในรูป รส กลิ่น เสียง"  เมื่อตัดใจได้ ความขมก็จะอยู่ภายใต้การควบคุมของเรา แล้วผมก็ผ่านความขมไปได้ เด็ดทั้งใบ ทั้งก้าน ดอก ฟ้าทะลายโจรสามต้นเคี้ยวกลืนหมดภายในเวลาประมาณ 15 นาที   ดื่มน้ำตามเพื่อล้างคอให้หายขมแล้วเข้านอน

       ตื่นเช้า ครั้งแรกที่รู้สึกตัวก็คือริมฝีปากยังขมฟ้าทะลายโจรอยู่เลย  แต่ที่น่าอัศจรรย์ใจคืออาการปวดหัว น้ำมูกใสๆ ที่ไหลออกมา หายเป็นปลิดทิ้ง  สรรพคุณของฟ้าทะลายโจรนี่สุดยอดจริงๆ  กับคนอื่นไม่รู้ได้ผลเหมือนกับที่ผมประสบหรือเปล่า  ด้วยรู้มาว่าฟ้าทะลายโจรมีสรรพคุณในการเพิ่มภูมิต้านทานโรค  แม้จะหายจากอาการไข้แล้ว ผมไปเอามาอีกสามต้น  คราวนี้ได้ต้นอ่อนล้วนๆ  ไม่มีดอกไม่มีเมล็ด  เคี้ยวง่ายหน่อย  แบ่งกินอีกมื้อละต้น อีกสามมื้อ  เคี้ยวสดกลืนเหมือนกับกินผักเล่นๆ ซะงั้น  ความขมไม่ต้องพูดถึง  ตัดออกให้ได้ แล้วเคี้ยวกลืนลงไป  อาการไข้หวัดหายไปเลยครับ