ประเด็นสำคัญที่พึงรู้เกี่ยวกับกระบวนการวิจัย
๑. องค์ประกอบของการวิจัย
๑.๑. คำถามหรือโจทย์การวิจัย (RESEARCH QUESTION)
๑.๒. วิธีวิทยาการวิจัย (RESEARCH METHODOLOGY)
๑.๓. การวิเคราะห์และตีความหมาย
๒. ประเภทของคำถามการวิจัย
๒.๑. คำถามที่มุ่งหาคำตอบเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆของเรื่องหรือประเด็นที่จะทำวิจัย คำตอบจะมีลักษณะเป็นการพรรณนาถึงรายละเอียดต่างที่คำถามได้ตั้งไว้ การตั้งคำถามการวิจัยในลักษณะนี้อาจเรียกว่าเป็นการวิจัยแบบพรรณนา (DESCRIPTIVE RESEARCH)
๒.๒. คำถามที่มุ่งหาคำตอบเกี่ยวกับเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดในสิ่งที่จะทำวิจัย คำตอบจะมีลักษณะเป็นการบอกถึงความสัมพันธ์เกี่ยวข้องของสิ่งที่เกิดขึ้นกับเหตุปัจจัยหรือเงื่อนไข การตั้งคำถามการวิจัยในลักษณะนี้อาจเรียกว่าเป็นการวิจัยแบบ มุ่งอธิบาย(EXPLANATORY RESEARCH)
๓. ความหมายของวิธีวิทยาการวิจัย
ความหมายของคำว่าวิทยาการวิจัย หรือ RESEARCH METHODOLOGY นั้น กินความกว้างกว่าคำว่า RESEARH METHODS ซึ่งมักมีการสับสนอยู่เสมอ
คำว่า METHODOLOGY หมายถึง WORLD VIEW และ METHODS
WORLD VIEW (โลกทัศน์) หมายถึงทัศนะที่เรามีต่อโลกหรือสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก โดยทั่วๆไปแล้วทัศนะที่เรามีต่อโลกนั้นแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อและประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน การมีทัศนะต่อสรรพสิ่งแตกต่างกันย่อมมีผลต่อการทำวิจัยมากพอสมควร เพราะฉะนั้นการมีทัศนะที่ถูกต้องตรงต่อความเป็นจริง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักวิจัยต้องตระหนัก
ส่วน METHODS หรือ วิธีการนั้น ไม่ค่อยมีปัญหามากนักเพราะเป็นเรื่องด้านเทคนิค เช่น เทคนิคการออกแบบการวิจัย เทคนิคการเก็บข้อมูล เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการเรียน วิทยาการวิจัยในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง มักจะให้ความสำคัญกับ RESEARCH METHODS แต่ละเลยเรื่อง โลกทัศน์
๔. ที่มาของการตั้งคำถามการวิจัย
การตั้งคำถามการวิจัยเกิดจาก ความอยากรู้เราอยากรู้อะไร เราก็ถามคำถามในเรื่องนั้นสิ่งที่ทำให้เราอยากรู้ อาจเกิดจาก จินตนาการหรือความคิดคำนึง หรือเกิดจากการสังเกตเห็นอะไรบางอย่างแล้วไม่เข้าใจสิ่งที่เราอยากรู้ เราอาจเรียกว่า “ปรากฏการณ์” (PHENOMENA)
๔.๑. ประเภทของปรากฏการณ์
๔.๑.๑ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ (NATURAL PHENOMENA) ได้แก่ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำขึ้นน้ำลง ลมบกลมทะเล เป็นต้น
๔.๑.๒ ปรากฏการณ์สังคม (SOCIAL PHENOMENA) ได้แก่ การสงคราม การอพยพ การแต่งงาน การอย่าร้าง การชุมนุมประท้วง การฆ่าตัวตาย เป็นต้น
ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่าง ปรากฏการณ์ธรรมชาติกับปรากฏการณ์สังคมคือ ปรากฏการณ์สังคมมีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะผู้กระทำ (ACTORS)
อย่างไรก็ตาม อาจมีปรากฏการณ์บางชนิดที่มีลักษณะคาบเกี่ยวกันระหว่างปรากฏการณ์ธรรมชาติกับปรากฏการณ์สังคม เช่น กรณีปรากฏการณ์น้ำท่วม เพราะเป็นทั้งปรากฏการณ์ธรรมชาติและปรากฏการณ์สังคม
๔.๒. วงจรชีวิตของปรากฏการณ์ (LIFE CYCLE OF A PHENOMENA)
ปรากฏการณ์ทุกชนิดมีวงจรชีวิตคล้ายๆกัน คือ มีอยู่ ๔ ช่วงด้วยกัน ได้แก่
๔.๒.๑ การก่อเกิด (EMERGENCE)
๔.๒.๒ การดำรงอยู่ (EXISTENCE)
๔.๒.๓ การเปลี่ยนแปลง (CHANGE)
๔.๒.๔ การจบสิ้น (DEATH)
การตั้งคำถามการวิจัยจำต้องมีความชัดเจนว่า จะมุ่งหาคำตอบในช่วงใดของวงจรชีวิตของปรากฏการณ์ หากไม่ชัดเจน การวิจัยจะไม่สามารถหาคำตอบได้
๕. การตั้งคำถามการวิจัย (RESEARCH QUESTION FORMULATION)
ดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อที่ ๒ ว่าคำถามการวิจัย มี ๒ ประเภท เพราะฉะนั้น เมื่อเรา สังเกตเห็นปรากฏการณ์อะไรที่เราสนใจและอยากรู้ เรา ก็อาจตั้งคำถามได้ดังนี้
๕.๑ มันเป็นยังไง (วะ)? คืออยากรู้ว่าสิ่งที่เราสังเกตเห็นหรือที่เราได้ยินมานั้นมันมีรายละเอียดอย่างไร เช่น แผ่นดินไหวมันเป็นยังไง (วะ) ภูเขาไฟระเบิดมันเป็นยังไง(วะ) การอพยพโยกย้ายมันเป็นยังไง(วะ) เป็นต้น
๕.๒ มันเป็นยังงี้ได้ยังไง(วะ)? คืออยากรู้ว่าปรากฏการณ์ที่เราสนใจอยากรู้มันเกิดขึ้น(อาจหมายถึงการก่อเกิด การดำรงอยู่ การเปลี่ยนแปลงหรือการจบสิ้น) ด้วยเหตุปัจจัยอะไรหรือด้วยเงื่อนไขอะไร เช่น อะไรเป็นเหตุให้เกิดแผ่นดินไหว(วะ) อะไรเป็นเหตุให้เกิดภูเขาไฟระเบิด(วะ) อะไรเป็นเหตุให้เกิดการอพยพโยกย้าย(วะ)เป็นต้น
๖. ธรรมชาติของปรากฏการณ์ทางสังคม
ปรากฏการณ์ทางสังคมมีธรรมชาติบางประการที่นักวิจัยควรทราบและตระหนักในการทำวิจัย ดังนี้
๖.๑. ปรากฏการณ์ทางสังคมทุกอย่างมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ (HISTORICAL DEVELOPMENT)
๖.๒. ปรากฏการณ์ทางสังคมทุกอย่างมีความเป็นพลวัต (DYNAMIC)
๖.๓. ปรากฏการณ์ทางสังคมทุกอย่างมีความซับซ้อน (COMPLEX)
๖.๔. ปรากฏการณ์ทางสังคมทุกอย่างมีทั้งมิติด้านภาวะวิสัย(OBJECTIVE DIMENSION) และมิติด้านอัตตวิสัย (SUBJECTIVE DIMENSION)
๗. ธรรมชาติของมนุษย์ที่เกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรม
๗.๑. มนุษย์มีความจำและความจำช่วยกำหนดการแสดงพฤติกรรม
๗.๒. มนุษย์มีความเชื่อ มีระบบคุณค่า และสิ่งเหล่านี้ช่วยกำหนดพฤติกรรม
๗.๓. มนุษย์ให้ความสำคัญกับ PERCEPTION มากกว่า REALITY
๗.๔. มนุษย์ใช้เหตุผลทั้งที่เป็นเหตุผลเชิงภาวะวิสัย (OBJECTIVE REASONING) และเหตุผลในเชิงอัตตวิสัย (SUBJECTIVE REASONING)
๗.๕. มนุษย์เป็นทั้ง STIMULUS และ RESPONSE
๘. ว่าด้วยเรื่องวิทยาการวิจัย (RESEARCH METHODOLOGY)
ดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนต้นว่าวิทยาการวิจัยนั้นมิได้หมายถึงเฉพาะวิธีการหรือเทคนิควิธีต่างๆที่ใช้ในกระบวนการทำวิจัย แต่ยังหมายรวมถึงทัศนะที่นักวิจัยมีต่อสรรพสิ่งทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนะที่มีต่อปรากฏการณ์ทางสังคมที่นักวิจัยกำลังจะทำวิจัย เพราะฉะนั้น นักวิจัยควรทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะการตั้วคำถามการวิจัยที่มุ่งจะหาคำอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์
๘.๑. กรอบความคิด (CONCEPTUAL FRAMEWORK หรือ THEORETICAL FRAMEWORK)
กรอบความคิดนี้ก็คือทัศนะที่นักวิจัยมีต่อปรากฏการณ์ที่กำลังจะทำการวิจัยนั่นเอง ลางทีกรอบความคิดนี้ก็หมายถึง “คำอธิบาย”ในเชิงแนวคิด หรือ เชิงทฤษฎี ว่า “มันเป็นยังงี้ได้ยังไง? “ นั่นเอง หรือถ้ากล่าวอีกอย่างหนึ่ง กรอบความคิด ก็คือ “ข้อสมมติฐาน” อันมีฐานมาจากแนวคิดเชิงทฤษฎีนั่นเอง หรือ อาจจะกล่าวได้ว่า กรอบแนวคิด ก็คือ “ข้อสงสัยในประเด็นย่อยๆ” ของนักวิจัย ซึ่งแตกตัวมาจาก “ข้อสงสัยในประเด็นใหญ่หรือคำถามการวิจัย”ที่นักวิจัยตั้งไว้นั่นเอง นักวิจัยจึงวางกรอบความคิดไว้เป็นแนวในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์หาคำอธิบายว่า “มันเป็นยังงี้ได้ยังไง?”
ข้อพึงสังเกต มีว่า การทำกรอบความคิดนี้ ใช้เฉพาะกับการทำวิจัยที่ตั้งคำถามการวิจัยประเภทที่เรียกว่า EXPLANATORY RESEARCH เท่านั้น การทำวิจัยที่ตั้งคำถามการวิจัยแบบ DESCRIPTIVE RESEARCH ไม่จำเป็นต้องจัดทำกรอบแนวคิด
กรอบแนวคิดในการทำวิจัยนี้มาจากแนวคิดของ”ทฤษฎี” ต่างๆที่มีนักทฤษฎีกล่าวไว้ก็ได้ หรือ อาจมาจากระบบความเชื่อหรือระบบวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ก็ได้สิ่งที่ควรตระหนักก็คือ ถ้านักวิจัยมีกรอบแนวคิดคลาดเคลื่อนหรือผิดจากความจริง การวิจัยนั้นก็จะได้ข้อค้นพบหรือคำตอบที่ผิดพลาดไปด้วย เช่นสมมติว่า นักวิจัยจะศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์ความยากจน (POVERTY) ของคนว่ามันมีสาเหตุมาจากอะไร หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า “มัน (ความยากจน)เป็นยังงี้ได้ยังไงวะ?” นักวิจัยก็จะทำ กรอบความคิด หรือ หาคำอธิบายในเชิงแนวคิด หรือ เชิงทฤษฎี ว่ามันเป็นยังงี้(ความยากจน)เพราะอะไร ถ้าสมมติว่านักวิจัยมีทัศนะต่อปรากฏการณ์ความยากจนว่า “ลูกมากจะยากจน” ซึ่งมีความหมายว่า ความยากจนเกิดจากสาเหตุการมีลูกมาก หรือ การมีลูกมากนั่นเองเป็นสาเหตุทำให้เกิดความยากจน ถ้าเป็นอย่างนี้ การจัดทำกรอบความคิด ก็จะออกมาชัดเจนอันอาจเขียนเป็นสมการอย่างง่ายได้ ดังนี้
Y = f (x)
โดยหมายความว่า Y คือระดับความยากจนของคน และ X คือ จำนวนลูกที่คนๆนั้นมี ถ้าค่าของ X เพิ่มขึ้น ค่าของ Y ก็เพิ่มขึ้นตามกัน เช่น ถ้า X = 15 (หมายถึงมีลูก ๑๕ คน) ค่าของ Y ก็เท่ากับ ๑๕ (หมายความว่าระดับความยากจนก็สูง) เพราะฉะนั้นเมื่อนักวิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลก็จะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ รายได้ของคนคนนั้นกับจำนวนลูกที่คนคนนั้นมีเพื่อนำมาวิเคราะห์ว่ามันเป็นจริง ดังที่ได้ทำเป็นกรอบความคิด หรือ “คำอธิบายในเชิงทฤษฎี”มากน้อยเพียงใด ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่า”คำอธิบาย”ว่า ความยากจนเกิดมาจากสาเหตุอะไรก็ผิดจากความเป็นจริงมาก เพราะทุกคนก็รู้อยู่โดยไม่ต้องทำวิจัยว่าสาเหตุของความยากจนของผู้คนนั้นเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ระดับการศึกษา ทุนทรัพย์ดั้งเดิม การจัดระบบการใช้จ่าย ความขยันหมั่นเพียร การใช้ชีวิต เป็นต้น จริงอยู่การมีลูกมากอาจเป็นสาเหตุของความยากจนก็ได้แต่มิใช่สาเหตุเดียวแน่นอน อย่างนี้แหละที่เรียกกันว่า การมีโลกทัศน์ที่ผิดหรือภาษาวัดก็ว่า การมีมิจฉาทิฐิ หรือภาษาวิจัยเรียกว่า เกิด SPECIFICATION ERRORเพราะฉะนั้นการมีกรอบความคิดที่ถูกต้องหรือสอดคล้องกับความเป็นจริงจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญในการทำวิจัยที่ตั้งคำถามว่า”มันเป็นยังงี้ได้ยังไง?”
๘.๒. ตัวแปร (VARIABLES)
คำว่าตัวแปรเป็นภาษาของวิชาสถิติ(LANGUAGE OF STATISTICS) ในความหมายเดียวกันนี้ถ้าเป็นภาษาของวิชาอื่นก็ใช้ต่างกัน เช่น ในภาษาของวิชาวิทยาศาสตร์ก็ใช้คำว่า “เงื่อนไข” (CONDITIONS) เช่น NECESSARY CONDITIONS (เงื่อนไขที่จำเป็น) หรือ SUFFICIENT CONDITIONS (เงื่อนไขที่พอเพียง)เป็นต้น ถ้าเป็นภาษาในศาสนาพุทธ ก็ใช้ว่า “ปัจจัย” เช่นในหลักของ อิทัปปจจยตา ใช้ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นตามเหตุและปัจจัยหนุนเนื่อง” หรือลางทีก็ใช้”องค์ประกอบ” (FACTORS) ในวิชาคณิตศาสตร์ เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรสับสนกับถ้อยคำเหล่านี้ ด้วยเหตุที่คำว่า “ตัวแปร” เป็นศัพท์ของวิชาสถิติ ซึ่งเป็นเรื่องของตัวเลข เราจึงถูกทำให้คิดเป็น “ค่า” เช่น ๒ ๓ ๔ ๕ แต่แท้ที่จริงสิ่งที่สำคัญอยู่ที่ว่า เมื่อ “ค่า” มันเปลี่ยน หรือ เมื่อ “เงื่อนไข” มันเปลี่ยน หรือ เมื่อ “ปัจจัย” มันเปลี่ยน มันจะทำให้มีผลอะไรหรือไม่ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญ ถ้า “ค่า”ของสิ่งนั้นมันไม่เปลี่ยน (ภาษาวิชาสถิติเรียกว่าความแปรปรวน) สิ่งนั้นก็เป็นค่าคงที่ (CONSTANT) ซึ่งไม่อาจก่อให้เกิดผลอะไรด้วยเหตุนี้จึงพึงสำเหนียกไว้ให้ดีว่า”ตัวแปร” นั้น ใช้เฉพาะในการวิจัยที่ตั้งคำถามการวิจัยแบบ EXPLANATORY RESEARCH เท่านั้น การตั้งคำถามการวิจัยแบบ DESCRIPTIVE RESEARCH ไม่ต้องมีตัวแปรสิ่งที่เรียกว่า “ตัวแปร” หรือ “เงื่อนไข” หรือ “ปัจจัย” นี้เองที่เรานำมาพิจารณาเป็นกรอบแนวคิด หรือ เป็นข้อสมมติฐาน หรือ เป็นการ “เดา” (HUNCH) เพื่อจะอธิบายว่า ปรากฏการณ์ที่เรากำลังวิจัย “มันเป็นยังงี้ได้ยังไง?”
๘.๓. การออกแบบการวิจัย (RESEARCH DESIGN)
การออกแบบการวิจัย ก็คือการวางรูปแบบการทำวิจัยให้เหมาะกับประเด็นคำถามเพื่อว่าจะได้ค้นพบ”คำตอบ” หรือ “คำอธิบาย” ต่อคำถามที่นักวิจัยตั้งไว้ การออกแบบการวิจัยที่ถูกต้อง รัดกุมจะทำให้การวิจัยได้ข้อค้นพบที่น่าเชื่อถือ การออกแบบการวิจัยจะขึ้นอยู่กับโจทย์หรือคำถามการวิจัยค่อนข้างมากและยังขึ้นอยู่กับกรอบแนวคิดด้วย อย่างไรก็ดีมีข้อสังเกตุว่าในการตั้งคำถามการวิจัยที่มุ่งพรรณาถึงรายละเอียดของปรากฏการณ์ ไม่จำเป็นต้องมีการออกแบบการวิจัย แต่อาจจะมีเพียง”ขอบเขต” (SCOPE) ของการทำวิจัยก็พอถ้าโจทย์การวิจัยและกรอบแนวคิดของการวิจัยนั้นโน้มเอียงไปในทางที่จะต้อง “พิสูจน์”กันด้วยตัวเลข การออกแบบก็ จะมีอยู่ด้วยกัน ๓ แบบ คือ
๑. แบบทดลอง (PURE EXPERIMENTAL DESIGN)
๒. แบบกึ่งทดลอง (SEMI-EXPERIMENTAL DESIGN)
๓. แบบไม่ทดลอง (NON-EXPERIMENTAL DESIGN)
การออกแบบทั้ง ๓ แบบนี้ยังมีรายละเอียดอีกมาก แต่ถ้าโจทย์การวิจัยและกรอบแนวคิดโน้มเอียงไปในทางที่จะค้นหาเหตุปัจจัยหรือเงื่อนไขที่ไม่เป็นตัวเลข แต่เป็นเรื่องของคุณลักษณะหรือระบบคิด ระบบความเชื่อ หรืออะไรในแนวนี้ การออกแบบการวิจัยก็ต่างออกไป และเท่าที่ใช้กันอยู่ก็มีอยู่ ๒ แบบ คือ
๑. แบบ SINGLE CAES LONGITUDINAL DESIGN หมายความว่า ผู้วิจัยใช้หน่วยการวิเคราะห์เพียง หน่วยเดียว เช่น ชุมชนหนึ่งชุมชน โรงเรียนหนึ่งโรงเรียน โรงพยาบาลเดียว อบต.เดียว เป็นต้น แล้วทำการศึกษาเป็นช่วงระยะเวลายาวนาน
๒. แบบ MULTI - CASE COMPRATIVE DESIGN หมายความว่า ผู้วิจัยเลือกหน่วยการวิเคราะห์มากกว่าหนึ่งหน่วย แล้วศึกษาเปรียบเทียบกันเพื่อหาข้อสรุป เช่น ๒ ชุมชน ๒ โรงเรียน ๓ โรงพยาบาล หรือ ๔ อบต. เป็นต้น
ในการวิจัยที่มักจะเรียกกันว่า “วิจัยเชิงคุณภาพ” จะใช้การออกแบบในลักษณะนี้
๙. หน่วยการวิเคราะห์หรือ ระดับการวิเคราะห์ (UNIT OF ANALYSIS/ LEVEL OF ANALYSIS)
ในการทำวิจัยแต่ละเรื่องนั้น นักวิจัยจะต้องมีความชัดเจนว่า จะใช้อะไรเป็นหน่วยการวิเคราะห์หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ นักวิจัยจะวิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่กำลังวิจัยในระดับใด เช่น ระดับปัจเจกบุคคล หรือ ระดับกลุ่ม หรือ ระดับ ชุมชน หรือระดับตำบล หรือ ระดับอำเภอ หรือ ระดับจังหวัด หรือ ระดับประเทศ หรือ ระดับภูมิภาค หรือ ระดับโลกนักวิจัยเลือกได้อย่างเสรี แต่จะต้องสอดคล้องกับคำถามการวิจัยและที่ต้องตระหนักอีกประการหนึ่งก็คือ การทำกรอบความคิดจะต้องสอดคล้องกับระดับหรือหน่วยการวิเคราะห์ จะทำลักลั่นมิได้เพราะจะทำให้ไม่สามารถหาคำตอบต่อคำถามการวิจัยที่ตั้งไว้ได้ด้วยเหตุที่ว่า หน่วยการวิเคราะห์นั้นก็คือ “ปรากฏการณ์” ที่นักวิจัยกำลังจะวิจัยนั่นเอง
๑๐. ข้อมูล (DATA)
ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำวิจัย เพราะถ้าไม่มีข้อมูล หรือ มีข้อมูล แต่เป็นข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้ การวิจัยชิ้นนั้นก็ไม่มีคุณค่าอะไร จึงมีความจำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจเรื่องข้อมูลให้ดี
๑๐.๑. ชนิดของข้อมูล ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยมีอยู่ ๒ ชนิด คือ
๑. ข้อมูลที่เป็นตัวเลข เรียกกันว่า ข้อมูลเชิงปริมาณ (QUANTITATIVE DATA)
๒. ข้อมูลที่ไม่เป็นตัวเลข แต่เป็นคุณลักษณะ เรียกกันว่า ข้อมูลเชิงคุณภาพ (QUALITATIVE DATA)ในการทำวิจัยแต่ละเรื่อง จะมีข้อมูลทั้งสองชนิดนี้เสมอ อย่างไหนมากหรือน้อยเท่านั้น
๑๐.๒. แหล่งข้อมูล (SOURCES OF DATA)
ถ้าแบ่งอย่างหยาบๆแหล่งข้อมูลที่นักวิจัยสามารถเก็บรวบรวมได้ มีอยู่ ๓ แหล่งใหญ่ด้วยกัน คือ
๑. คน
๒. เอกสาร ซึ่งหมายรวมถึง แผนที่ เทป วี ดี โอ ป้ายประกาศ เป็นต้น
๓. สภาพแวดล้อม เรียกกันว่า “บริบท” (CONTEXT) คือสภาพแวดล้อมที่มีปรากฏการณ์เกิดขึ้น
ข้อมูลทั้ง ๒ ชนิด คือทั้งที่เป็นตัวเลข และที่ไม่เป็นตัวเลข อาจเก็บรวบรวมได้จากแหล่งทั้ง ๓ นี้
๑๐.๓. วิธีเก็บและรวบรวมข้อมูล (DATA COLLECTION METHODS)
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการทำวิจัย มีหลากหลายวิธี ซึ่งจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับแหล่งข้อมูล และในแหล่งข้อมูลแต่ละแหล่งก็ยังมีรายละเอียดต่างกันอีก เพราะฉะนั้นนักวิจัยจะต้อง เข้าใจและมีทักษะในการเก็บรวบรวมข้อมูล มิฉะนั้น จะได้ข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ และเมื่อได้ข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ งานวิจัยนั้นก็ไม่น่าเชื่อถือด้วย
วิธีการและกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล มีดังนี้
๑. แหล่งข้อมูลเป็นคน เก็บข้อมูลได้ โดย
๑.๑. การให้แหล่งข้อมูลกรอกแบบสอบถามด้วยตนเอง
๑.๒. การสัมภาษณ์
๑.๓. การสังเกต
๒. แหล่งข้อมูลเอกสาร เก็บข้อมูลได้โดย
๒.๑. การอ่าน
๒.๒. การดู
๒.๓. การฟัง
๓. แหล่งข้อมูลสภาพแวดล้อม เก็บข้อมูลได้โดย
๓.๑. การสังเกต
การเก็บและรวบรวมข้อมูลเพื่อการทำวิจัยนั้น นักวิจัยจะต้องเลือกแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้มากที่สุด ข้อมูลบางอย่างอาจจะปรากฏอยู่ในหลายแหล่ง เช่น ในแหล่งที่เป็นคน และในแหล่งที่เป็นเอกสาร นักวิจัยจะต้องเลือกแหล่งที่น่าเชื่อถือมากที่สุด
๑๐.๔. วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์
การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์นั้น กระทำได้หลายแบบดังนี้
๑. สัมภาษณ์แหล่งข้อมูลแบบเผชิญหน้า (FACE TO FACE INTERVIEW)
๒. สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์
การสัมภาษณ์แบบเผชิญหน้าระหว่างผู้สัมภาษณ์กับแหล่งข้อมูลยังมีรายละเอียดต่างๆอีก เช่น
ก. การสัมภาษณ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง
ข. การสัมภาษณ์แบบหนึ่งต่อหลาย (FOCUSED GROUP INTERVIEW)
ค. การสัมภาษณ์แบบหลายต่อหนึ่ง
และการสัมภาษณ์แบต่างๆเหล่านี้ยังมีรายละเอียดอีก เช่น
๑. การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ (STRUCTURED INTERVIEW) หมายถึงการสัมภาษณ์ชนิดที่มีหัวข้อการสัมภาษณ์ชนิดตายตัว แบบเดียวกับแบบสอบถาม ต่างกันเฉพาะตอนกรอกข้อมูลเท่านั้น คือการตอบแบบสอบถามแหล่งข้อมูลกรอกข้อมูลเอง แต่การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการผู้สัมภาษณ์เป็นผู้กรอกหรือบันทึกข้อมูล
๒. การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ (NON-STRUCTURED INTERVIEW) หมายถึงการสัมภาษณ์ที่ผู้เก็บข้อมูลเตรียมประเด็นที่จะสัมภาษณ์แหล่งข้อมูลไว้ในใจ แต่ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับข้อที่จะสัมภาษณ์ จะสัมภาษณ์ประเด็นใดก่อนหลังก็ได้ ตามแต่สถานการณ์ในขณะที่สัมภาษณ์
๓. การสัมภาษณ์แบบซักไซร้ (INDEPTH INTERVIEW หรือ PROBING METHOD) หมายถึงการสัมภาษณ์แบบคุยกันไป
ซักถามกันไป อยากรู้เรื่องอะไรลึกๆก็ซักถามแหล่งข้อมูลต่อ ในบรรยากาศที่เป็นกันเองการเก็บข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์นี้ ผู้สัมภาษณ์จะใช้การสังเกตประกอบด้วยก็ได้ สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ธรรมชาติของมนุษย์ข้อที่ว่า มนุษย์เป็นทั้ง STIMULUS และ RESPESPONSE กับข้อที่ว่ามนุษย์ให้ความสำคัญกับ PERCEPTION มากกว่า REALITYพึงจำไว้ว่า การสัมภาษณ์แต่ละวิธีต่างก็มีข้อดีและข้อด้อยด้วยกันทั้งสิ้น ไม่มีการสัมภาษณ์แบบใดที่อวดอ้างได้ว่าดีที่สุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของข้อมูลมากกว่า
๑๐.๕. การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต
การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสังเกต ก็มีรายละเอียดอีก เช่น
๑. การสังเกตแบบมีส่วนร่วมในปรากฏการณ์นั้น (PARTICIPANT OBSERVATION METHOD)
๒. การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมในปรากฏการณ์นั้น (NON-PARTICIPANT OBSERVATION METHOD) การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสังเกตก็เช่นกันแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียด้วยกัน จึงควรเลือกใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์
๑๐.๖. ขั้นตอนในการเก็บรวบรวมข้อมูลใน”สนาม”
คำว่า”สนาม” (FIELD) ในการทำวิจัยนั้น หมายถึงสถานที่ที่มีปรากฏการณ์เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการลงสู่สนาม (FIELD WORK)ก็คือการที่นักวิจัยเดินทางเข้าไปในสถานที่นั้นเพื่อทำการเก็บรวบรวมข้อมูล ในการลงสู่สนามเพื่อการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้นในบางกรณีมีความจำเป็นต้องมีการเตรียมการและมีขั้นตอนในการลงสู่สนามด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในการเก็บข้อมูลหรือปัญหาในการได้ข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้
ขั้นตอนในการลงสู่สนาม เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล มีดังนี้
๑. การเตรียมการก่อนเข้าสู่สนาม (GAIN ENTRY)
๒. การสร้างความไว้วางใจ (BUILD RAPPORT หรือ TRUST BUILDING)
๓. การแสวงหาแหล่งข้อมูลหลัก (KEY INFORMANT IDENTIFICATION)
๔. การเก็บรวบรวมข้อมูลและการบันทึกข้อมูล (DATA COLLECTION AND RECORDING)
๕. การตรวจสอบข้อมูล (DATA CHECKING)
๖. การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น (PRELIMINARY ANALYSIS OF DATA)
๗. การออกจากสนาม (LEAVING THE FIELD)
ในแต่ละขั้นตอน มีรายละเอียดอีกมากนักวิจัยต้องทำความเข้าใจและฝึกทักษะ เช่น
ก. การวางตัวและการกำหนดบทบาททางสังคมของนักวิจัยในสนาม
นักวิจัยจะต้องวางตัวและกำหนดบทบาทของตนเองให้ชัดเจนและเหมาะกับสถานการณืในสนามเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ข. การแสวงหาแหล่งข้อมูลหลัก (KEY INFORMANT IDENTIFICATION)
การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการทำวิจัยนั้น สิ่งแรกที่นักวิจัยต้องคิดก็คือ ข้อมูลที่ต้องการ มีแหล่งอยู่ที่ไหนและเราจะหาแหล่งดังกล่าวได้อย่างไร ถ้าแหล่งข้อมูลนั้นเป็นคน เราจะรู้และแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นใคร สิ่งเหล่านี้ย่อมต้องการกระบวนการ”ค้นหา”แหล่งข้อมูลโดยเฉพาะเมื่อนักวิจัยลงสู่สนามที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน กระบวนการ”ค้นหา” แหล่งข้อมูลหลักที่เป็นคน จะต้องดำเนินการอย่างแยบคาย เช่น ลางคนก็ใช้วิธีการสำรวจผ่านกระบวนการทำแผนที่ทางกายภาพของสนามนั้น (PHYSICAL MAPPING) ลางคนก็อาจจะสำรวจผ่านกระบวนการทำแผนที่ทางสังคม (SOCIAL MAPPING)จนกว่าจะเจอแหล่งข้อมูลหลักเพื่อสัมภาษณ์ เป็นต้น
ก. การบันทึกข้อมูล (DATA RECORDING)
การเก็บรวบรวมข้อมูลในสนาม ยกเว้นการใช้แบบสอบถามเสียแล้ว นักวิจัยจะต้องบันทึกข้อมูลด้วยตนเองทั้งสิ้น วิธีการบันทึกข้อมูลอาจทำได้หลายวิธี เช่นการจดบันทึกในกระดาษ การใช้เทปบันทึก การถ่ายวีดีทัศน์ การถ่ายรูป เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูล และแต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งสิ้น พึงระวังให้ดี
ข. การตรวจสอบข้อมูล (DATA CHECKING)
การตรวจสอบข้อมูลนั้นมีจุดประสงค์หลักอยู่ ๒ ประการ คือ ประการแรก เพื่อตรวจสอบดูว่ามีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ต้องการครบถ้วนสมบูรณ์หรือยัง และ ประการที่สองเพื่อตรวจสอบดูว่าข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้นั้นมีความน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด เพราะฉะนั้นนักวิจัยต้องกระทำการตรวจสอบข้อมูลอย่างสม่ำเสมอขณะอยู่ในสนาม จนเกิดความแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยและเชื่อถือได้
๑๐.๗. การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย (ANALYSIS OF DATA)
ในการวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัยนั้นเท่าที่ปฏิบัติกันอยู่มีอยู่ ๒ วิธีหลักๆ เช่น
๑. วิธีวิเคราะห์เชิงปริมาณ (QUANTITATIVE MODE OF ANALYSIS) วิธีวิเคราะห์แบบนี้ใช้กับข้อมูลที่เป็นตัวเลขและใช้วิธีการทางสถิติ ทั้งสถิติพรรณา (DESCRIPTIVE STATISTICS) และสถิติวิเคราะห์ (INFERENTIAL STATISTICS)
๒. วิธีวิเคราะห์เชิงคุณภาพ (QUALITATIVE MODE OF ANALYSIS) วิธีวิเคราะห์นี้ใช้กับข้อมูลที่ไม่เป็นตัวเลข วิธีวิเคราะห์แบบนี้ เรียกกันว่า เป็นแบบ INTERPRETIVE UNDERSTANDING กล่าวคือผู้วิเคราะห์จะต้องตีความหรือให้ความหมายอย่างมีความเข้าใจในพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมทั้งของแหล่งข้อมูลและของพื้นที่ที่มีปรากฏการณ์เกิดขึ้น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ นักวิจัยที่จะสามารถวิเคาะห์ข้อมูลชนิดนี้ได้ถูกต้องจะต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในสังคมและวัฒนธรรมของสิ่งที่กำลังทำวิจัย มิฉะนั้นการวิเคราะห์อาจจะผิดพลาดได้ สิ่งที่พึงสังเกตเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลทั้ง ๒ วิธีนี้ก็คือ
ก. การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเชิงปริมาณ จะมีความชัดเจนกว่า (MORE PRECISION) และสามารถทดสอบนัยสำคัญ”ทางสถิติได้
ข. การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเชิงคุณภาพ ไม่มีความชัดเจนมาก แต่จะบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆได้และอาจบ่งบอกถึงเหตุผลเบื้องหลัง(UNDERLYING PRINCIPLES) ของการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ได้มากกว่า
ค. การตีความหรือการให้ความหมาย
ดังที่ได้กล่าวแล้ว การวิเคราะห์ข้อมูลนั้นอาจจะใช้วิธีการทางสถิติหรือวิธีการตีความอย่างเข้าอกเข้าใจในมิติด้านสังคมและวัฒนธรรมก็ได้ แต่เมื่อวิเคราะห์แล้วอาจจะต้องให้ความหมายหรือต้องตีความหมายของสิ่งที่วิเคราะห์ออกมาด้วยเพื่อให้ได้ข้อสรุป อันจะเป็นคำตอบต่อคำถามที่ตั้งไว้อย่างชัดเจน การตีความหรือการให้ความหมายนั้นบางครั้งอาจจะจำเป็นต้องนำเอากรอบความคิดมาพิจารณาด้วย และถ้าหากว่าข้อสรุปของการวิเคราะห์ตรงกับการค้นพบของผู้อื่น เรากจะอ้าวฃงอิงได้ว่า
ข้อสรุปนั้นยืนยันข้อค้นพบที่มีมาก่อนแล้ว แต่ถ้าหากว่า ข้อสรุปไม่ตรงกับที่เคยมีมาก่อน ก็มิได้หมายความว่าข้อสรุปนั้นผิด อาจจะเป็นไปได้ว่าข้อสรุปนั้นเป็นข้อค้นพบใหม่ก็ได้ ด้วยเหตุนี้ การให้ความหมายและการหาข้อสรุปจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นหนึ่งในกระบวนการวิจัย
ขยันจริงเลยน้อง....ไม่พลาด A แน่ ๆ
ขอบคุณมากครับพี่ สำหรับข้อมูล เก่งมากคับ อิอิอิ