รูปแบบระบบสุขภาพท้องถิ่นในแบบฉบับของหมอพื้นบ้าน
การดูแลสุขภาพในท้องถิ่นนั้น มีกลไกหนึ่งที่อยู่ในชุมชนมาเป็นเวลานาน กลมกลืน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับวัฒนธรรมของชุมชน เป็นที่พึ่งทางกาย ซึ่งมีโรคพื้นบ้านหลายชนิดที่ยังรับใช้ความเจ็บป่วยในชุมชนอยู่ การศึกษานี้มุ่งหวังให้เกิดความเข้าใจระหว่างระบบการแพทย์พื้นบ้านกับระบบการแพทย์กระแสหลัก เพื่อให้มีความเชื่อมโยงถึงกันด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ในแง่ของการเป็นที่พึ่งทางใจแล้ว หมอพื้นบ้านเป็นคนในชุมชนกับคนป่วย มีลักษณะ พื้นเพทางวัฒนธรรมเดียวกัน ความรู้สึกนึกคิดเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ย่อมมีความเข้าใจความรู้สึกของคนป่วย
ระบบสุขภาพท้องถิ่น จากหนังสือระบบสุขภาพท้องถิ่น : อนาคตระบบสุขภาพไทย เรียบเรียงโดยนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ กล่าวถึง “ทิศทางการสร้างระบบสุขภาพเพื่อตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนต้องมีการจัดการด้านสุขภาตั้งแต่ในระดับย่อยที่สุดของสังคน คือท้องถิ่น” ซึ่งชมรมหมอพื้นบ้าน สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี มีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับหมอพื้นบ้านในพื้นที่ 5 ตำบล มีหมอพื้นบ้านที่เข้าร่วมกิจกรรม 115 คน 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ใช้ยาสมุนไพร 88 ตำรับ กลุ่มที่ใช้วิธีเป่าเพื่อการรักษา 46 ตำรา กลุ่มที่ใช้การนวด 3 คน และกลุ่มหมอตำแย 9 คน จัดกลุ่มอาการที่ยังดำรงการรักษาในชุมชนมีชาวบ้านที่เจ็บป่วยไปหารวมถึง 50 อาการ 150 วิธีการรักษา ซึ่งนำกระบวนการจัดการความรู้เพื่อสังคมมาปรับใช้ตั้งแต่ การรวบรวมความรู้ , การสังเคราะห์ความรู้ ,การสื่อสาร และการแปรรูปข้อมูล , กระบวนการเคลื่อนไหวจุดพลุในพื้นที่ , และพื้นที่รูปธรรมในการเรียนรู้ โดยใช้แนวคิดจากวิทยาลัยการจัดการทางสังคม(วจส.) ซึ่งคนทำงาน ได้แก่คณะกรรมการชมรม เจ้าหน้าที่ในฐานะพี่เลี้ยง ได้ร่วมกันวิเคราะห์การทำงานที่ผ่านมา และจากความตั้งใจพื้นฐานจากสโลแกน “ซอกหาคน ค้นหายา สร้างศรัทธา หาแนวทำ” นั้น พี่ชัยพฤกษ์ ซึ่งเป็นคนทำงานในพื้นที่ เป็นประธานเครือข่ายใบชะโนด (ในขณะนั้น) ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดเวทีหมอพื้นบ้านสัญจร เคลื่อนไปตามตำบลต่าง ๆ เพื่อ “จุดพลุในพื้นที่” เป็นการกระตุ้นให้ชุมชนได้รู้จักความเป็นหมอพื้นบ้าน แต่ชมรมคิดว่านั่นเป็นเพียงกิจกรรมที่สร้างขวัญกำลังใจให้หมอพื้นบ้านเท่านั้น ได้ “อุ้มลุ้มตุ้มโฮม” ได้ “แลกเปลี่ยนเรียนรู้” แต่ยังไม่สามารถที่จะหาจุดยืนให้หมอพื้นบ้านในชุมชนได้ดูแลสุขภาของคนในชุมชนอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี คนทำงานเลยได้มาคุยกันว่า “หากจะให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจภูมิปัญญาหมอพื้นบ้าน” คงต้องมีการจัดระบบการดูแลสุขภาพของอาการความเจ็บป่วยที่ชุมชนยังคงพึ่งพาหมอพื้นบ้านในชุมชนอยู่ โดยนำรูปแบบของระบบประกันสุขภาพมาปรับใช้ จึงได้เริ่มกระจายแนวคิดในการพัฒนาระบบการเก็บข้อมูลการรักษาของหมอพื้นบ้าน โดยให้มีการบันทึกการรักษาโดยหมอพื้นบ้านเองหรือผู้ช่วยหมอ โดยมีการมอบค่าตอบแทนให้แก่หมอพื้นบ้านในเครือข่าย ทั้งนี้จากข้อมูลการดูแลอาการเจ็บป่วยของหมอพื้นบ้านในชุมชน ทำให้ได้รายละเอียดของการดูแลสุขภาพท้องถิ่นในแบบฉบับของหมอพื้นบ้านที่ชัดเจนขึ้น ทั้งลักษณะอาการความเจ็บป่วย และวิธีการรักษาที่ลุ่มลึก และละเอียดมากขึ้น โดยมีขั้นตอนที่ปรับปรุงแล้ว ดังนี้
1.ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล
เมื่อมีคนป่วยไปหาหมอ หมอ หรือผู้ช่วยจะทำการเก็บข้อมูลคนไข้ที่ไปหาหมอยา ตามแบบที่กำหนด โดยบันทึกข้อมูลทั่วไปชื่อที่อยู่ , อาการการวินิจฉัยโรคแต่ละโรค / การวิจัยโรคโดยให้หมอเล่าถึงขั้นตอน กระบวนการตั้งแต่คนไข้มาหาที่บ้าน หรือพบคนไข้ครั้งแรก ว่ามีกระบวนการอย่างไร โดยละเอียด ได้แก่ สิ่งที่แสดงออกมาภายนอกให้หมอได้เห็นว่าคนไข้เป็นโรคนั้น , สิ่งที่หมอต้องซักถามจากตัวคนไข้ , กระบวนการรักษา – หลังจากวิจัยโรคของคนไข้แล้ว มีขั้นตอนการรักษาอย่างไร ตั้งแต่เริ่มตั้งคาย จนกระทั่ง คนไข้หายป่วย แต่ละกระบวนการนั้นมีความรู้อะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง มีคาถาหรือไม่ กรณีตำรายา ให้ระบุ ชื่อสมุนไพร ส่วนที่ใช้ จำนวน น้ำหนัก เก็บจากไหน คนไข้จะใช้ได้อย่างไร กิน ทา ต้ม บด , การติดตามการรักษา การดูว่าอาการดีขึ้นเป็นอย่างไร หายเป็นอย่างไร ดูตรงไหน ในลักษณะของบันทึกประจำวัน หรือบันทึกทุกครั้งที่มีการพบกัน
2.ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้ประสานงานระดับตำบลรวมข้อมูลของแต่ละเดือนในระดับตำบล ทุกวันที่ 25 ส่งให้เจ้าหน้าที่สนามรับข้อมูลจากแต่ละตำบล ตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล นำมาลงแบบบันทึก และวิเคราะห์ข้อมูลรวมทั้งจัดทำหนังสือปะหน้าถึง อบต. / สอ.
3.ขั้นตอนการรับรองข้อมูล
ผู้ประสานงานระดับตำบลนำข้อมูลดังกล่าวไปผ่านเรื่องให้ อบต. , สอ.ทราบ (ชื่อหมอ จำนวนคนไข้ ยอดเบิก ) (ใช้เวลาไม่เกิน 5 วัน เพื่อให้ทันการนำเข้าที่ประชุมประจำเดือนและเพื่อขยายผลการรับรู้และมีส่วนร่วมให้ อบต สอ )
ผู้ประสานงานระดับตำบลนำเรื่องเข้าที่ประชุมประจำเดือน เพื่อให้กรรมการลงมติรับรอง (ให้ผู้จัดการชมรมจัดให้มีการประชุมทุกเดือน โดยมีเรื่องการเบิกค่าตอบแทนในแต่ละตำบลเป็นวาระหนึ่ง)
ในปี 2552 หมอพื้นบ้านที่ดำเนินการบันทึกข้อมูลผลการรักษาคนป่วย จำนวน 26 คน มีข้อมูลคนป่วย จำนวน 198 กรณีศึกษา โดยหมอพื้นบ้านที่ประชาชนนิยมไปรักษาด้วยมากที่สุด คือ นายสวัสดิ์ พละแสน ต.วังทอง โดยมีคนป่วยมารับการรักษา จำนวน 53 กรณีศึกษา รองลงมา คือ นายสำรวย ดลวิจิตร ต.บ้านม่วง จำนวน 21 กรณีศึกษา และนายอุ้ย มะนินศรี ต.บ้านดุง จำนวน 19 กรณีศึกษา
เมื่อพบว่ามีประชาชนยังนิยมมารักษากับหมอพื้นบ้านอยู่นั้น แล้วโรคอะไรล่ะที่มารักษา จากบันทึกการรักษาของหมอพื้นบ้านนำมาวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าโรคที่ประชาชนมาให้หมอพื้นบ้านรักษา คือ โรคไข้หมากไม้มากที่สุด รองลงมาคือกระเพาะอาหาร และหมักหมั้น (ท้องผูก) หมอพื้นบ้านยอดฮิตและโรคยอดฮิตสัมพันธ์กันยังไง เมื่อพิจารณาดูว่าหมอพื้นบ้านยอดฮิตคือนายสวัสดิ์ พละแสน มีคนป่วยมาหาด้วยโรคไข้มากไม้เป็นจำนวนมาก นายสำรวย ดลวิจิตร ก็มีคนป่วยด้วยโรคหมักหมั้น (ท้องผูก) มาให้รักษามากที่สุด และนายอุ้ย มะนินศรี ก็มีคนป่วยด้วยโรคกระเพาะอาหารมาหามากที่สุด หมอพื้นบ้านตำบลวังทองมีข้อมูลคนป่วยมากที่สุด 59 ราย รองลงมา ต.บ้านม่วง 50 ราย ต.นาคำ 27 ราย ต.นาไหม 23 ราย ต.บ้านดุง 19 ราย ต.บ้านจันทน์ 17 ราย และ ต.บ้านตาด 3 ราย
แนวคิดในการดำเนินการต่อไป
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า หมอพื้นบ้านเกิดการตื่นตัวในการบันทึกข้อมูล ทำให้มีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ภูมิปัญญาที่ชัดเจนขึ้น รวมทั้งมีผลต่อสุขภาพของคนในชุมชนที่ได้ร่วมรับรู้ ร่วมใช้ ภูมิปัญญาดังกล่าว แต่เนื่องจากรูปแบบในลักษณะของการมอบค่าตอบแทน อาจจะทำให้เกิดความคิดลักษณะทุนนิยมมากขึ้น ในกลุ่มจึงได้ปรับรูปแบบให้มีการคืนทุนให้กับชุมชนและชมรม โดยจัดให้มี “เวทีหมอพื้นบ้านเคลื่อนที่” ให้บริการไม่คิดค่าใช้จ่าย และกระตุ้นให้หมอพื้นบ้านที่ยังไม่ได้ร่วมกิจกรรมได้มีโอกาสร่วมมากขึ้น เนื่องจากเป็นการหมุนเวียนไปในตำบลต่าง ๆ ทั้งนี้ยังคงให้มีการเก็บข้อมูลตามระบบเดิมด้วย
การจัด “เวทีหมอพื้นบ้านเคลื่อนที่” เป็นการเปิดตัวหมอพื้นบ้าน เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้หมอพื้นบ้าน เป็นการเปิดโอกาสให้คนนอกได้เรียนรู้และเข้าใจภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ เป็นการกระตุ้นให้ลูกหลานได้เห็นความสำคัญของภูมิปัญญา คนแก่เฒ่าในชุมชน เป็นการส่งเสริมให้กลุ่มได้ทำงานด้วยกันด้วยความเสียสละ ในเวทีไหนที่ค่าใช้จ่ายมีน้อย หมอพื้นบ้านจะนำข้าวสารมาเทรวมกัน ถือมาคนละ 1 กิโล แล้วก็มากินข้าวร่วมกัน มาปลากันปลา มีแจ่วจ้ำแจ่ว ภาพแห่งความสุข กลิ่นอายของความสมัครสมานสามัคคี กลิ่นอายของความเสียสละ หอมเหลือเกิน หมอพื้นบ้านมาจัดบริการให้โดยไม่คิดค่าตอบแทน แต่ก็ยังมีการเก็บข้อมูลคนมาใช้บริการด้วย เป็นการกระตุ้นพื้นที่ไปอีกทางหนึ่ง
การเก็บข้อมูลในระบบรูปแบบสุขภาพท้องถิ่นในแบบฉบับของหมอพื้นบ้าน ยังคงทำให้เราได้สะสมข้อมูลการรักษาที่มีจำนวนมากขึ้น เพียงพที่จะอ้างอิงขึ้น ดีขึ้นเรื่อย ๆ