Kala Patthar Trek

เนปาล     ๒๐ พ.ย. ๑๙๙๘   ผมออกเดินทางจากประเทศไทยไปยังเมืองกัตมันดุประเทศเนปาลซึ่งผมเคยไปเมื่อ ๓ ปีก่อน แต่วัตถุประสงค์คราวนี้เพื่อไป Trekking โดยเฉพาะ ขออธิบายคำว่า Trekking นิดหน่อยว่าคืออะไรกัน Trekking แปลว่า การเดินทางด้วยเท้าไปตามแนวทางเดินที่มีผู้บุกเบิกไว้ ในที่นี้ก็คือการเดินทางท่องเที่ยวโดยการแบกเป้หลังพร้อมด้วยสัมภาระที่หนักอึ้ง เดินรอนแรมด้วยเท้าของตนเองไปสู่จุดหมายที่ต้องการ คำไหนนอนนั่น เพื่อนผมให้ข้อมูลมาว่าฝรั่งเขาจัดอันดับเกมกีฬาที่สุดหฤโหด (หมายถึงความยากลำบาก) Trekking จัดอยู่ในอันดับต้นๆ ทีเดียวเพราะว่าคุณต้องสู้กับน้ำหนักของตนเอง, น้ำหนักของสัมภาระบนหลัง และคุณต้องสู้กับแรงดึงดูดของโลกในการเดินทางของคุณ จะยาวนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับเส้นทางที่คุณเลือก  วกกลับเข้าเรื่องในเนปาลหิมาลัยกัน เพื่อนผมเคยชักชวนกัไว้ตั้งแต่มาท่องเที่ยวคราวที่แล้วเมื่อประมาณปี ๒๕๓๘ ว่าถ้ามีโอกาสในชีวิตอีกขอกลับมาสัมผัสยอดเอเวอเรสต์กัน ก็ได้สัญญากันเอาไว้จวบจนกระทั่งมีโอกาสจริงๆ ก็ตัดสินใจกันมาแค่ ๒ คน เป็นบัดดี้กันและกัน

สำหรับวันแรกของการเดินทางสู่เนปาล เราถึงสนามบินตรีภูวันในช่วงบ่าย เราได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการติดต่อขอใบอนุญาต Trekking Permit และจองตั๋วเครื่องบินเล็กเพื่อบินต่อไปยังเมื่องที่ปากทางขึ้นเทือกเขาชื่อว่าเมือง Lukha หลังจากนั้นก็เข้าที่พักที่เป็นโรงแรมในกัตมันดุ โรงแรมที่เมืองนี้มีมากมายเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่วนเวียนกันมาเที่ยวเนปาลตลอดทั้งปี โรงแรมมีหลายระดับราคาตามความพอใจของนักท่องเที่ยวตั้งแต่ราคาเพียงร้อยกว่าบาทจนถึงประมาณพันเศษๆ ในช่วงหัวค่ำเราถือโอกาสเดินชอบปิ้งกันในเมืองแถวๆ Tamel บริเวณย่านนี้เป็นย่านที่มีนักท่องเที่ยวคึกคักที่สุดในยามค่ำคืนบางคนก็มาเปิดอินเตอร์เนตเพื่อส่งข่าวสารถึงทางบ้านและเพื่อนๆ บางคนก็ออกมาหาอาหารพื้นเมืองรับประทานกัน ของฝากก็มีมากมายในบริเวณนี้ให้เลือกซื้อกันให้จุใจแต่สำหรับพวกเราแล้วของฝากคงยังไม่ต้องซื้อเพราะเราจะต้องไปลุยเที่ยวภูเขากันก่อน  ร้านจะเปิดจนถึง ๓ ทุ่มหลังจากนั้นจะเริ่มเงียบเหงาเหลือไว้แต่สถานบันเทิงยามค่ำคืนเพียงไม่กี่แห่ง เราเดินเที่ยวสักพักก็กลับเข้าพักที่โรงแรมและหลับลงอย่างง่ายดายเพราะคงเหนื่อยจากการเดินทาง

เช้าวันใหม่ในเนปาลเริ่มขึ้นเมื่อเสียงโทรศัพท์จากทางโรงแรมโทรมาปลุก พวกเราทำธุระและเตรียมตัวสำหรับการเดินทางอันยาวนานบนเทือกเขา เราไปยังสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องเพื่อไปลงที่เมือง Lukha อันเป็นเมืองชุมทางของผู้ที่จะเดินทางไปยังเทือกเขาหิมาลัยเส้นทางสายเอเวอเรสต์ เราถึงสนามบิน Lukar ประมาณ ๑๐ โมงเช้ากว่าๆ อากาศหนาวมากหนาวกว่าบนยอดดอยอินทนนท์มากมายนักเพราะเป็นที่สูง ผมกับเพื่อนไม่ได้ใช้ลูกหาบและไม่ได้ใช้ไกด์ทำทาง ใช้วิธีศึกษาเอาจากไกด์บุ๊คและแผนที่เส้นทาง เราออกเดินทางกันเมื่อประมาณ ๑๑ โมงกว่านิดหน่อย เส้นทางเดินจะเป็นทางขึ้นและลงสลับกันแต่ส่วนใหญ่จะขึ้นซะมากกว่าเพราะเรากำลังเดินสู่ที่สูง ทางเดินจะเป็นทางเดินเท้าสัญจรของคนพื้นที่เช่นพวกเชอร์ปากับคาราวานจามรีของพวกเขา ทางเดินกว้างประมาณ ๑ เมตรลัดเลาะขึ้นสู่ยอดเขาและมันเป็นเช่นนี้ไปตลอดเส้นทาง ระหว่างเส้นทางจะมีโรงเตี้ยมเล็กๆ หรือที่เรียกว่า Teahouse แปลตรงตัวว่าโรงน้ำชาหมายถึงสถานที่ซึ่งมีน้ำชาขายไม่ใช่โรงน้ำชาอย่างในบ้านเมืองเรา คนที่นั่นจะนิยมดื่มชากันมากเรียกได้ว่าดื่มน้ำชาแทนน้ำกันเลยก็ว่าได้เพราะว่าชามีประโยชน์มากสำหรับพื้นที่นั้นคือช่วยลดปัญหาเรื่องโรคความสูง ถ้าหาเราขึ้นไปบนที่สูงที่มีหิมะและหนาวมากๆ บางครั้งมือเราเย็นมากจนแทบจะไม่มีความรู้สึกถ้าหากปล่อยไว้อย่างนั้นก็อาจจะทำให้ส่วนปลายนิ้วมือตายได้ ก็ได้ชาร้อนนี่แหละที่จะช่วยให้อุณหภูมิในตัวเราอุ่นขึ้นเมื่อเกิดปัญหาเรื่องโรคความสูงก็ให้ดื่มน้ำชาร้อยเยอะๆ ถ้ามีปัญหาเรื่องความเย็นก็ให้ดื่มชาเยอะๆ สรุปแล้วน้ำชาที่นั่นมีความสำคัญมาก ดังนั้นจึงมี Teahouse มากมายจะจายอยู่บนเส้นทางเดิน Teahouse นอกจากมีน้ำชาไว้บริการแล้วยังมีอาหารทั้งอาหารพื้นเมืองและอาหารยุโรป เครื่องดื่มและขนดขบเคี้ยวเล็กๆ น้อยๆ และบางที่ยังมีห้องพักไว้บริการนักท่องเที่ยวเพื่อใช้ในการหลับนอน

เราเข้าพักที่โรงเตี้ยมอันเป็นลักษณะที่มีร้านอาหารและห้องพักรวมอยู่ด้วยกัน ห้องพักจะมี ๒ ประเภทคือ ห้องเดี่ยว ๑ หรือ ๒ เตียง หรือห้องนอนรวม ก็มีลักษณะมีเตียงตั้งรวมกันเหมือนโรงนอนทหารแต่ไม่มีเครื่องนอนให้ เราต้องจัดหาไปกันเอง ส่วนห้องอาหารก็จะมีลักษณะคล้ายห้องโถงรวมมีเตาไฟแบบโบราณคือเป็นเตาโลหะเอาฟืนใส่เข้าไปเผา ข้างในมีปล่องระบายควันเพื่อระบายควันออกสู่หลังคาตั้งอยู่กลางห้องแล้วก็มีโต๊ะอาหารหรือม้านั่งยาวรอบห้องติดกับผนัง นั่งกินไปก็มองหน้ากันไปพูดคุยทักทายกันบ้าง ส่วนใหญ่เขาว่าผมกับเพื่อนเป็นญี่ปุ่นเราบอกว่ามาจากเมืองไทยเขาก็ไม่ค่อยเชื่อเขาบอกไม่ค่อยเห็นคนไทยมาเที่ยวแบบนี้

                รายละเอียดการในการเดินทางและประสบการณ์ต่างๆ ที่ผมเจอมาบนเส้นทางสายเอเวอเรสต์นี้ผมต้องขออนุญาตไม่เล่าเพราะถึงเล่าก็คงยาวประมาณ ๑๐ หน้ากว่ามั๊ง ผมขอเปลี่ยนเป็นคำแนะนำให้แทนแล้วกัน เพราะถ้าคุณสนใจใคร่รู้ต้องลองไปนะครับ มันขึ้นกับคุณๆ เองครับ

รายละเอียดการเตรียมตัว

๑. สุขภาพ ต้องขอให้เป็นคนแข็งแรงนิดนึ่ง ก่อนออกเดินทางขอให้ฟิตพอสมควรโรคที่จะทำให้เกิดอันตรายที่สุดคือโรคแพ้ความสูง อันเกิดจากการที่ร่างกายปรับตัวไม่ทันกับความสูงที่เปลี่ยนไปร่างกายจะเตือนเราเองเมื่อเริ่มรู้สึกว่าเราขึ้นระดับความสูงเร็วไป ขอแนะนำถ้าเกิดอาการให้พักในระดับความสูงที่ยังไม่เกิดอาการรอจนอาการหายไปค่อยไต่ระดับต่อไป เช่นวันนี้อยู่ที่ระดับ ๓,๔๐๐ เมตร ปกติดีแต่พรุ่งนี้ขึ้นไปที่ ๔,๐๐๐ เมตร แล้วปวดหัวหรืออาเจียน ให้ลงมาอยู่ที่ระดับ ๓,๔๐๐ เมตร รอจนอาการดีขึ้นค่อยขึ้นไปใหม่

๒. อาหารและที่พัก แนะนำให้เตรียมหาถุงนอนกับ Down Jacket อุปกรณ์กันหนาว ๒ อย่างนี้เป็นพื้นฐานที่ต้องมี เพราะว่าเราต้องไปพักท่ามกลางภูเขาที่หนาวเย็น ที่พักแนะนำให้นอนในโรงเตี้ยม เพราะจะอบอุ่นกว่านอนในเต๊นท์มาก อาหารจะมีในเมนูให้ใครว่า่อาหารเนปาลไม่อร่อยขอเถียงว่ารสชาติเยี่ยมและมีคุณค่าครบครันเช่นชาใส่นมดื่มแล้วอบอุ่นให้พลังงานในการเดินทางอย่างเยี่ยมยอด ซุปกระเทียมช่วยป้องกันโรคแพ้ความสูงได้ แต่จะให้เป็นอาหารตามภัทตาคารคงยากนะครับต้องบอกตนเองว่าคุณมาเทรกกิ้งที่ยากลำบากนะครับ

๓. ไกด์ และ ลูกหาบ จะมีบริษัทเอเยนซี่ในกัดมันดุ แนะนำให้คุณเมื่อคุณไปติดต่อเรื่อง Trekking ( คุณจะต้องขอ Trekking Permit คือใบอนุญาตการเดินป่าในเส้นทางนั้นๆ เพราะว่ามันกฎหมายของเนปาลเขา ขอให้บริษัทเอเยนซี่ในกันมันดุทำให้จะสะดวกที่สุด) แต่เรื่องคุณจะจ้างไกด์หรือลูกหาบนั้นแล้วแต่คุณเอง

๔. ของใช้ส่วนตัว พยายามเอาแต่ที่จำเป็นจริงๆ จะช่วยผ่อนน้ำหนักบรรทุกได้เยอะ และทำให้คุณคล่องตัวด้วยถ้าพิถีพิถันหน่อยควรจะเตรียมเรื่องขนาดของเป้หลังที่เหมาะสมกับการแพ๊คของลงเป้หลังให้กระชับที่สุด

๕. เรื่องแผนการเดินทางและงบประมาณ ให้ศึกษาให้ละเอียดมากที่สุด ก่อนตัดสินใจเดินทางนะครับหาอ่านได้จากตามไกด์บุ๊คต่างๆ เกี่ยวกับการเที่ยวเนปาล

           บทสรุปท้ายนี้

ผมใช้เวลาเดินทางจากลุคลา ๒,๘๐๐ ม. เหนือระดับน้ำทะเลไปถึงยอดกาลาพัทตรา ๕,๕๐๐ เมตร เหนือระดับน้ำทะเลอันเป็นจุดสิ้นสุดของการเดินทางที่สามารถไปถึงได้ ๑๔ วัน ถ้าจะไปยอดเอเวอเรสต์ ต้องเป็นลักษณะของการปีนเขาใช้เวลาอีก ๑๑ วันขาขึ้นแต่ขาลงให้เวลาเพียง ๓ วันก็ถึง  ประมาณ ๒ สัปดาห์ในการเดินทางด้วยเท้าทั้ง ๒ ข้างกับเครื่องหลัง ๑๔ กก. สุดท้ายนี้ผมเก็บสิ่งเก็บมาได้ มาฝากกัน สิ่งที่ละเอาไว้ที่หิมาลัยคือประสพการณ์และความทรงจำที่งดงามส่วนหนึ่งของชีวิตผมเอง