มะพร้าวลูกหนึ่งลอยเคว้งคว้างอยู่ในลำธาร พบสิ่งกีดขวางก็พักพิงชั่วระยะหนึ่งแล้วก็ล่องลอยต่อไป แล้วแต่กระแสน้ำ ลม และผู้คน ตลอดเวลามะพร้าวลูกนี้ดูดซับน้ำความชื้น แสงแดด บ่อยครั้งเป็นประโยชน์ให้กับสรรพสัตว์ได้พักพิงเกาะติดไป สิ่งปฏิกูลต่างๆ ก็พลอยติดสอยห้อยตามมาด้วยตลอดเวลา นานเข้าลำธารก็กว้างขึ้นตลอดเวลา ผิวก็พองขยายใหญ่ขึ้น เนื้อในเริ่มเน่า และส่งกลิ่นเหม็น ผ่านไปทางไหนใครก็เกลียด ใครก็ไม่ชอบ แม้แต่สัตว์ อนิจจังจริงๆ มะพร้าวพลัดหลงตกสู่ลำธารไม่มีค่าอันควรเป็น สิ่งเดียวที่น่านับถือคือรักษาความเป็นตัวตนไว้ได้ ได้ชื่อว่าเป็นมะพร้าวอย่างน้อยก็ไม่จมน้ำ ฮา ฮา …
ชีวิตมันก็แปลกดีหากมานั่งพินิจและพิจารณา ตั้งแต่เกิดกระทั่ง ณ ปัจจุบัน คุณลองพินิจดูซิ ของผมนะหรือ นับจากจำความได้ก็ประมาณ 4-5 ขวบ เด็กเล็กๆ วิ่งเล่นในชุมชนมีบ้านเรือนอยู่ติดกันเป็นแถว หน้าบ้านเป็นถนนคอนกรีตทางคดเคี้ยว ห่างจากหลังบ้านไปหน่อยเป็นท้องนา ใกล้บ้านผมมีกองฟางตั้งกระโจมอยู่ 3 กอง ก็วิ่งเล่นอยู่บริเวณนั้นเป็นประจำทุกวัน ผมมีพี่สาวอยู่คนหนึ่ง หากประมาณอายุก็คงจะ 16-17 ปีได้ อยู่เหมือนคุณแม่มาก ผิวขาวผมยาว ส่วนแม่ไว้ผมสั้นซอยนิดหน่อย คุณพ่อท่านสูงมากผิวขาวผมเกรียน แต่ท่านดุมาก เวลาท่านดุผมต้องวิ่งแจ้นไปหาแม่ หรือไม่ก็พี่สาว เป็นอย่างนี้บ่อย เพราะเป็นเด็กที่ซนมาก อยู่มาวันหนึ่ง ความวิบัติก็มาเยือน เป็นวันเริ่มต้นการผจญภัย ดั่งเหมือนผู้ลิขิตชีวิตผม กำหนดให้ต้องเป็นไป วันนั้นพี่สาวได้ชวนไปตลาด จูงมือผมเดิน ตลอดเส้นทางรู้สึกถึงมันห่างไกลจากบ้านมาก สองข้างทางมีบ้านผู้คน ร้านค้าเต็มไปหมด ทุกอย่างแปลกตาไปหมด ผมก็ตื่นเต้นที่ได้เห็นผู้คน และสถานที่ใหม่ๆ การเดินทางไกลจึงทำให้มีความรู้สึกว่าไม่ทำให้เหน็ดเหนื่อยเลย แต่ที่จำได้ติดตาเราขึ้นสะพานโค้งสายหนึ่งข้างล่างเป็นลำธารเล็กๆ มีน้ำอยู่พอประมาณ ไม่เต็มตลิ่ง มีก้อนหินเต็มไปหมด ผมได้ชวนพี่สาวลงไปเล่นใต้สะพานเพื่อไปเก็บก้อนหิน พี่สาวก็ใจดีพาผมลงไปใต้สะพาน ผมอยู่ใต้สะพานนั้นนานมาก สนุกมากด้วย แต่พี่สาวผมซิ ผมสังเกตได้ว่าแกไม่สนุกตามผมเลย เห็นแต่รอยยิ้มแห้งๆ พี่สาวไม่เคยเป็นอย่างนี้ ผมคิดในใจ แต่เราเป็นเด็กก็ได้แต่เล่นอย่างเดียว
ตกเย็นพี่สาวก็ชวนกันขึ้นจากลำธาร เดินไปที่ตลาด เป็นตลาดที่ใหญ่มาก ผู้คนเยอะแยะไปหมด พี่สาวให้ผมคอยชื้อขนมอยู่ที่ร้านหนึ่ง เพราะผู้คนเยอะแม่ค้าจึงมองไม่เห็นผมที่อยู่ด้านล่าง จึงคอยนานหน่อย ชื้อขนมได้แล้วจึงหันกลับมาหาพี่สาว คุณรู้ไหมเกิดอะไรขึ้น ผมไม่เห็นพี่เสียแล้ว เป็นเวลาที่ใกล้จะมืด เด็กเล็กๆ คนหนึ่งเดินหาพี่สาวในตลาดที่กว้างใหญ่ เป็นเวลานานที่เดินหาอยู่ ผู้คนเริ่มหดหาย ความมืดเริ่มมาบดบัง กระทั่งหมดคน มืดสนิท ผมเริ่มร้อง รู้สึกหิว กลิ่นของเน่าลอยคลุ้งอยู่ตลอดเวลา คุณรู้ไหมเวลานั้นผมอยู่อย่างไร ผมนอนคุดคู้อยู่ในเข่งใส่ผักใบหนึ่ง และมีหมาผอมๆ ตัวหนึ่งนอนอยู่ใกล้ๆ ผมเจ็บไปทั้งตัวเพราะยุงกัด ส่งเสียงร้องดังบ้าง เบาบ้าง สะอึกในลำคอบ้าง เรียกพ่อ เรียกแม่ เรียกพี่ สลับกันไป แต่เรียกแม่มากกว่า
คุณเห็นไหมว่าชีวิตมันแปลก อยู่ดีๆ ผู้ลิขิตชีวิตให้ผมเรียนรู้ความเจ็บปวดทั้งกาย-ใจ ตั้งแต่วัยเพียง 5 ขวบ กลัวความมืดตั้งแต่นั้นมา ดึกสงัดของคืนนั้นผมดีใจมากเมื่อเห็นคนเดินเข้ามา 3 คนในชุดสีกากี ตำรวจทั้งสามนายจูงมือผมเดินออกไปจากตลาด เดินไปไม่นานก็ถึงโรงพัก(สถานีตำรวจ) ทราบภายหลังว่าเป็นสถานีตำรวจประจำเมืองภูเก็ต ผมยังร้องหยุด หากนำภาชนะมารองรับน้ำตา ผมคิดว่าน่าจะได้สักกะละมังได้เชียว นายตำรวจคนหนึ่งมาคอยปลอบขวัญไม่ให้ร้อง ก็ได้แต่ยับยั้งน้ำตาไว้เท่านั้น แต่เสียงสะอึกร้องแห้งๆ ก็ยังเล็ดลอดออกมาตลอด เขาถามผมว่าจำทางกลับบ้านได้ไหม จำหน้าพ่อหน้าแม่ได้ไหม พ่อแม่ชื่ออะไร ผมบอกว่าพ่อนันแม่บัวจำหน้าได้ มากับพี่สาว แต่ทางกลับบ้านจำไม่ได้ไม่รู้ไปทางไหน เขาก็ให้ผมกินข้าว นอนในห้องๆ หนึ่ง นอนหลับเป็นตายเลย........