หนังสือรับรองการเกิด

หลักการทั่วไป

          หลักฐานชิ้นแรกที่มนุษย์คนหนึ่งพึงได้รับภายหลังเมื่อเกิดและมีสภาพบุคคลตามกฎหมายได้แก่หนังสือรับรองการเกิด ซึ่งเป็นเอกสารที่สำคัญแสดงถึงถิ่นกำเนิดและสถานภาพในการดำรงอยู่ของบุคคลในสถานะการเป็นราษฎรของรัฐ โดยเอกสารดังกล่าวได้รับการรับรองโดยกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร แต่เนื่องจากบุคคลเลือกเกิดไม่ได้ว่าจะต้องเกิดที่สถานพยาบาล เกิดที่บ้าน เกิดนอกเคหะสถานหรือเกิดในท้องที่ห่างไกลที่อาจไม่มีคนรู้เห็นการเกิด การจะกำหนดให้ผู้ทำคลอดโดยทั่วไปเป็นผู้ออกหนังสือรับรองการเกิดจึงอาจทำให้เอกสารดังกล่าวขาดความน่าเชื่อถือได้  สำนักทะเบียนกลางจึงได้กำหนดให้เฉพาะกรณีเด็กที่เกิดในสถานพยาบาลเท่านั้นที่จะได้รับหนังสือรับรองการเกิดโดยแพทย์ พยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์ผู้ทำคลอดเด็กเป็นผู้ออกหนังสือรับรองดังกล่าว  แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรก็ไม่ลืมที่จะแก้ไขปัญหาให้กับบุคคลที่เกิดในประเทศไทยและมีความจำเป็นต้องใช้หลักฐานแสดงจุดเกาะเกี่ยวเรื่องถิ่นที่เกิดกับประเทศ โดยสามารถยื่นเรื่องขอหนังสือรับรองการเกิดได้

          กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรกำหนดในเรื่องของหนังสือรับรองการเกิดไว้เป็น ๒ ส่วนได้แก่

          ส่วนที่ ๑ เป็นหนังสือรับรองการเกิดที่ออกตามมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งกำหนดให้ผู้ทำคลอดมีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการเกิดให้แก่ผู้มีหน้าที่แจ้งการเกิดไว้เป็นหลักฐาน หนังสือรับรองการเกิดกรณีนี้เรียกว่า ท.ร.๑/๑ โดยกำหนดให้ใช้สำหรับเด็กที่เกิดในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลทั้งที่เป็นหน่วยงานของรัฐและเอกชน ออกให้ได้กับเด็กทุกคนไม่ว่าเด็กนั้นจะมีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ตาม

          ส่วนที่ ๒ เป็นหนังสือรับรองการเกิดที่ออกตามมาตรา ๒๐/๑ แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งกำหนดให้นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นเป็นผู้พิจารณาออกหลักฐานดังกล่าวให้แก่ผู้ยื่นคำขอที่มีความจำเป็นต้องใช้หลักฐานแสดงว่าเป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทยสำหรับการขอมีหรือขอแปลงสัญชาติไทยหรือกรณีที่มีเหตุจำเป็นอื่น หนังสือรับรองการเกิดกรณีนี้เรียกว่า ท.ร.๒๐/๑ โดยกฎหมายบัญญัติให้ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการขอหนังสือรับรองการเกิดดังกล่าว ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปนี้

การขอหนังสือรับรองการเกิด

          กฎหมาย

๑. พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑

          มาตรา ๒๐/๑  ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้สัญชาติไทยแก่กลุ่มบุคคลใดหรือให้กลุ่มบุคคลใดแปลงสัญชาติเป็นไทยได้ หรือกรณีมีเหตุจำเป็นอื่น และบุคคลดังกล่าวจำเป็นต้องมีหนังสือรับรองการเกิด ให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวยื่นคำขอหนังสือรับรองการเกิดตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนด

          มาตรา ๒๓ เมื่อมีคนเกิดหรือคนตาย ผู้ทำคลอดหรือผู้รักษาพยาบาลต้องออกหนังสือรับรองการเกิดหรือการตายตามแบบพิมพ์ที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนดให้แก่ผู้มีหน้าที่ต้องแจ้งตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๒๑            

๒. ประกาศสำนักทะเบียนกลางเรื่องหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการในการขอหนังสือรับรองการเกิดตามมาตรา ๒๐/๑ แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช บัญญัติการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑  ลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๑

ขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติในการขอหนังสือรับรองการเกิด

ก. การขอหนังสือรับรองการเกิด ท.ร.๑/๑

          ท.ร.๑/๑ เป็นแบบพิมพ์หนังสือรับรองการเกิดที่กำหนดขึ้นตามมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ สำหรับสถานพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนออกให้กับเด็กทุกคนที่เกิดในสถานพยาบาลนั้นๆ ไม่ว่าเด็กที่เกิดจะเป็นบุตรของคนไทยหรือคนต่างด้าวประเภทใดก็ตาม เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าเด็กที่เกิดนั้นจะเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือไม่ได้รับสัญชาติไทยก็ตาม ผู้ทำคลอดไม่ว่าจะเป็นแพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์จะต้อง ออกหนังสือรับรองการเกิดตามแบบ ท.ร.๑/๑ ให้กับผู้มีหน้าที่แจ้งการเกิดซึ่งได้แก่บิดาหรือมารดาของเด็กที่เกิดเพื่อเป็นหลักฐานในการแจ้งการเกิดต่อนายทะเบียนโดยไม่ต้องยื่นคำร้องแต่อย่างใด  เว้นแต่กรณีหนังสือรับรองการเกิดสูญหายหรือถูกทำลายและผู้ที่เกี่ยวข้องมีความจำเป็นต้องใช้เอกสารดังกล่าว ก็สามารถติดต่อขอสำเนาหนังสือรับรองการเกิดได้ที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลแห่งที่เด็กคนนั้นเกิด แต่ถ้าผู้นั้นได้มีการแจ้งการเกิดและมีสูติบัตรหรือใบเกิดแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้หนังสือรับรองการเกิดอีก  อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขได้นำแบบพพิมพ์หนังสือรับรองการเกิด ท.ร.๑/๑ ไปใส่ไว้ในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็กเล่มสีชมพูซึ่งจะแจกให้กับหญิงทุกคนที่ไปคลอดบุตรที่สถานพยาบาลซึ่งสามารถนำเอกสารดังกล่าวไปใช้เป็นหลักฐานได้  

          หนังสือรับรองการเกิดนี้ไม่ใช่ใบเกิดหรือสูติบัตร ไม่ใช่เอกสารที่ออกให้โดยนายทะเบียนผู้รับแจ้ง ดังนั้นผู้มีหน้าที่แจ้งการเกิดตามกฎหมาย ได้แก่บิดาหรือมารดา และเจ้าบ้านซึ่งก็คือผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือหัวหน้าสถานพยาบาลแห่งที่เด็กเกิด จะต้องนำหนังสือรับรองการเกิด ท.ร.๑/๑ เป็นหลักฐานไปแจ้งการเกิดต่อนายทะเบียนเพื่อรับแจ้งการเกิดและออกสูติบัตรหรือใบเกิดให้  สำหรับการลงรายการใน ท.ร.๑/๑ นั้นให้ลงรายการตามข้อเท็จจริงเท่าที่ทราบจากคนไข้หรือผู้คลอด โดยรายการ “เป็นบุตรลำดับที่” หมายถึงเด็กที่เกิดเป็นบุตรลำดับที่เท่าไรของบุตรที่เกิดจากบิดาและมารดาคนเดียวกัน ส่วนรายการเกี่ยวกับบิดาของเด็กให้ลงรายการตามที่ได้รับแจ้งเท่านั้น ถ้าหญิง ผู้คลอดไม่ประสงค์จะแจ้งรายการบิดาของบุตรก็ให้เว้นว่างไว้ และปล่อยให้เป็นเรื่องของนายทะเบียนผู้รับแจ้งเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนในขั้นตอนการรับแจ้งการเกิดต่อไป  

 ข. การขอหนังสือรับรองการเกิด ท.ร.๒๐/๑

          ท.ร.๒๐/๑ เป็นแบบพิมพ์หนังสือรับรองการเกิดที่ถูกกำหนดขึ้นตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อเป็นหลักฐานทางทะเบียนราษฎรที่แสดงถึงถิ่นที่เกิดของบุคคลอีกประเภทหนึ่ง จะมีความแตกต่างจาก ท.ร.๑/๑ ตรงที่ ท.ร.๒๐/๑ จะออกให้สำหรับบุคคลที่มีชื่อในทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติโดยไม่ได้ผ่านการแจ้งการเกิด หรือบุคคลที่เคยมีสูติบัตรแต่เอกสารได้สูญหายหรือชำรุดไม่สามารถคัดสำเนาหรือคัดทะเบียนคนเกิดได้ ซึ่งเดิมฝ่ายปกครองได้แก้ไขปัญหาให้กับผู้ที่ประสงค์จะได้หลักฐานการเกิดด้วยการออกใบรับรองสถานที่เกิดให้

         ○ คุณสมบัติของผู้ที่จะขอหนังสือรับรองการเกิด  ได้แก่

            ๑. เกิดในประเทศไทยแต่ไม่ได้แจ้งการเกิด หรือ

            ๒. เคยแจ้งการเกิดแล้วแต่ไม่มีสูติบัตร หรือสูติบัตรสูญหายและสำนักทะเบียนที่เกี่ยวข้องไม่สามารถคัดสำเนาสูติบัตรหรือทะเบียนคนเกิดให้ได้

        ○ ผู้ยื่นคำขอ ได้แก่ 

            ๑. ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ ๑๕ ปีบริบูรณ์ สามารถยื่นคำขอด้วยตนเองได้

            ๒. ถ้าผู้ขอหนังสือรับรองการเกิดอายุต่ำกว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์ ให้บิดา มารดาหรือผู้ปกครองของเด็กเป็นผู้ยื่นคำขอแทน

         ○  สำนักทะเบียนที่ยื่นเรื่อง  สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นแห่งที่ผู้นั้นเกิด หรือที่ผู้นั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือมีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ปัจจุบัน

          ขั้นตอนการยื่นคำขอ

             ๑. ผู้แจ้งแสดงหลักฐานต่อนายทะเบียน ได้แก่

                (๑) บัตรประจำตัวผู้แจ้ง (ถ้ามี) และ บัตรประจำตัวของบิดา มารดา (ถ้ามี)

                (๒) สำเนาทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔ หรือ ท.ร.๑๓) หรือสำเนาทะเบียนประวัติ (ท.ร.๓๘ ท.ร.๓๘/๑ ท.ร.๓๘ ก หรือ ท.ร.๓๘ ข) อย่างใดอย่างหนึ่งที่มีชื่อและรายการบุคคลขอผู้ขอหนังสือรับรองการเกิด

                (๓) หลักฐานเอกสารที่แสดงว่าเป็นผู้เกิดในประเทศไทย (ถ้ามี) เช่น หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.๑/๑)  หลักฐานการขึ้นทะเบียนทหาร (ส.ด.๙) หลักฐานทางการศึกษา ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว เป็นต้น

                (๔) รูปถ่ายหน้าตรงขนาด ๒ นิ้ว จำนวน ๒ รูป

                (๕) หลักฐานอื่นๆ (ถ้ามี) เช่น ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อตัว เป็นต้น

              ๒. นายทะเบียน

                 (๑) ตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานของผู้ขอ

                 (๒) ออกใบรับเรื่องให้แก่ผู้ขอไว้เป็นหลักฐาน โดยอาจใช้วิธีการถ่ายเอกสารคำขอให้ก็ได้

                 (๓) ตรวจสอบรายการบุคคลของผู้ขอหนังสือรับรองการเกิดกับฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎรว่ามีรายการถูกต้องตามหลักฐานที่ยื่นไว้หรือไม่

                 (๔) สอบสวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้ขอหนังสือรับรองการเกิด  บิดามารดาหรือผู้ปกครองที่อุปการะเลี้ยงดู (ถ้ามี) และพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือซึ่งสามารถรับรองสถานที่เกิดและประวัติความเป็นมาของผู้ขอหนังสือรับรองฯ

                 (๕) ถ้าผู้ขอหนังสือรับรองฯ เป็นผู้ที่เกิดในสำนักทะเบียนอื่นที่ไม่ใช่สำนักทะเบียนที่ยื่นคำขอ และผู้ขอไม่อาจนำพยานหลักฐานหรือพยานบุคคลมาให้ทำการสอบสวน นายทะเบียนจะทำเรื่องขอความร่วมมือให้สำนักทะเบียนที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและสอบสวนแทน

                 (๖) เมื่อนายทะเบียนพิจารณาเห็นว่าหลักฐานเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าผู้ขอเป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทย ให้จัดทำหนังสือรับรองการเกิดตามแบบ ท.ร.๒๐/๑ มอบให้แก่ผู้ขอ ๑ ฉบับ ส่วนคู่ฉบับให้จัดเก็บไว้เป็นหลักฐานที่สำนักทะเบียน

                 (๗) ไม่เก็บค่าธรรมเนียม

กรณีศึกษาเรื่องหนังสือรับรองการเกิด

                กรณีที่ ๑. นายไช้  หอยสัง  ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติกลุ่มผู้อพยพจากเกาะกงเชื้อสายไทย  เกิดปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ที่ประเทศกัมพูชา มีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ที่อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด ได้ยื่นขอหนังสือรับรองการเกิดให้กับบุตร ๒ คนได้แก่ นายเช้า หอยสัง เกิดปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ที่อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด แต่ไม่ได้แจ้งการเกิด และไม่มีเอกสารทะเบียนราษฎร และนายสาย  หอยสัง เกิดปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ที่โรงพยาบาลจังหวัดตราด มีชื่อในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๓ เลขประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข ๗ โดยแจ้งว่าจำเป็นต้องใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นเรื่องขอสัญชาติไทยตามมาตรา ๗ ทวิ  นายทะเบียนสามารถดำเนินการให้ได้หรือไม่ อย่างไร

                แนวการวินิจฉัย   พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๒๐/๑ กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่อยู่ในข่ายสามารถขอมีสัญชาติไทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง หรือขอแปลงสัญชาติเป็นไทยตามมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๒/๑ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ แต่ขาดหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทย  รวมถึงคนสัญชาติไทยที่มีความจำเป็นต้องใช้หลักฐานการเกิดตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร โดยให้ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการขอหนังสือรับรองการเกิดตามมาตรานี้ ดังนั้น ประเด็นที่ต้องพิจารณาได้แก่การขอหนังสือรับรองการเกิดกรณีนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามประกาศสำนักทะเบียนกลางฯ  ลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ หรือไม่

                กรณีของนายเช้า  หอยสัง เกิดในประเทศไทย แต่ไม่ได้แจ้งการเกิด พิจารณาเบื้องต้นว่าน่าจะออกหนังสือรับรองการเกิดได้ แต่เนื่องจากหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามประกาศสำนักทะเบียนกลางกำหนดให้  ผู้ขอหนังสือรับรองการเกิดจะต้องมีหลักฐานทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔ หรือ ท.ร.๑๓) หรือทะเบียนประวัติ (ท.ร.๓๘ ท.ร. ๓๘/๑ ท.ร.๓๘ ก หรือ ท.ร.๓๘ ข) อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้น เมื่อนายเช้าฯไม่มีเอกสารทะเบียนราษฎรดังกล่าว นายทะเบียนจึงไม่อาจจัดทำหนังสือรับรองการเกิดให้ได้

                กรณีของนายสาย  หอยสัง เกิดในประเทศไทย มีชื่อในทะเบียนบ้าน ท.ร. ๑๓ เลขประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข ๗ ซึ่งหมายความว่านายสายฯ ได้รับการแจ้งการเกิดและได้รับสูติบัตร ท.ร.๓ แล้ว ดังนั้น นายสายฯ จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้หนังสือรับรองการเกิดตาม ท.ร.๒๐/๑ เพราะสามารถใช้สูติบัตรได้ดีกว่าอยู่แล้ว เว้นแต่ถ้าสูติบัตรของนายสายฯ สูญหายหรือถูกทำลาย และนายทะเบียนไม่สามารถตรวจคัดสำเนาหรือทะเบียนคนเกิดให้ได้  เช่นนี้นายทะเบียนสามารถออกหนังสือรับรองการเกิดตาม ท.ร.๒๐/๑ ให้ได้

                กรณีที่ ๒.  นายเจียง  สองแคว เกิดปี พ.ศ. ๒๔๙๐ มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๔ ของสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองฯ ได้ยื่นคำขอหนังสือรับรองการเกิดต่อนายทะเบียนท้องถิ่นตามที่ตนมีชื่อในทะเบียนบ้านโดยแจ้งว่าตนเกิดที่อำเภอป้อมปราบ ฯ จังหวัดพระนคร มีหลักฐานสำเนาทะเบียนคนเกิดที่เคยขอคัดจากเขตป้อมปราบฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ปรากฏว่านายทะเบียนไม่ดำเนินการให้โดยแจ้งให้นายเจียงฯ ไปติดต่อขอดำเนินการที่เขตป้อมปราบฯ ขอทราบแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องนี้

                แนวการวินิจฉัย  หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการขอหนังสือรับรองการเกิดตามมาตรา ๒๐/๑ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดไว้ตามประกาศสำนักทะเบียนกลางเรื่องหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการในการขอหนังสือรับรองการเกิดตามมาตรา ๒๐/๑ ฯ ลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ โดยผู้ที่จะขอหนังสือรับรองการเกิด ต้องเป็นเกิดในประเทศไทยแต่ไม่ได้แจ้งการเกิด หรือเคยแจ้งการเกิดแล้วแต่ไม่มีสูติบัตร หรือสูติบัตรสูญหายและสำนักทะเบียนที่เกี่ยวข้องไม่สามารถคัดสำเนาสูติบัตรหรือทะเบียนคนเกิดให้ได้  โดยถ้าผู้ขอมีอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองเป็นผู้ยื่นคำขอแทน  ส่วนสำนักทะเบียนที่จะดำเนินการเรื่องนี้ กำหนดให้ผู้ขอหนังสือรับรองการเกิดสามารถยื่นคำขอได้ที่สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นแห่งที่ผู้นั้นเกิด หรือที่ผู้นั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือมีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ปัจจุบัน แห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ 

               กรณีของนายเจียง  สองแคว นายทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองฯ จะต้องรับคำขอและดำเนินการให้ผู้ขอตามแนวทางปฏิบัติที่กำหนดไว้ในประกาศสำนักทะเบียนกลางฯ ลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ โดยอาจทำเรื่องขอตรวจสอบหลักฐานสำเนาทะเบียนคนเกิดตามที่นายเจียงฯ นำมาแสดง ไปยังเขตป้อบปรามก่อนก็ได้  ดังนั้น การที่นายทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองฯ ปฏิเสธการดำเนินการให้กับนายเจียง  สองแคว จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง 

               กรณีที่ ๓. บุคคลที่มีหนังสือรับรองการเกิด ท.ร.๑/๑ ที่โรงพยาบาลออกให้ จะต้องขอหนังสือรับรองการเกิด ท.ร.๒๐/๑ อีกหรือไม่ อย่างไร

               แนวการวินิจฉัย  หนังสือรับรองการเกิด ท.ร.๑/๑ เป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นโดยผู้ทำคลอดของโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเพื่อรับรองการเกิดของเด็ก ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการแจ้งการเกิดและออกสูติบัตร  ส่วนหนังสือรับรองการเกิด ท.ร.๒๐/๑ เป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นโดยนายทะเบียนสำหรับผู้ที่มีชื่อและรายการบุคคลในเอกสารทะเบียนราษฎรแล้ว แต่ขาดหลักฐานแสดงจุดเกาะเกี่ยวในเรื่องถิ่นกำเนิด ดังนั้น  ถ้าบุคคลที่มีหนังสือรับรองการเกิด ท.ร.๑/๑ และได้รับการแจ้งการเกิดแล้ว ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องขอหนังสือรับรองการเกิด ท.ร.๒๐/๑ อีก เพราะสามารถใช้สูติบัตรหรือทะเบียนคนเกิดได้ดีกว่า  แต่ถ้าบุคคลที่มีหนังสือรับรองการเกิด ท.ร.๑/๑ และไม่ได้แจ้งการเกิด ไม่มีสูติบัตร ถ้าจำเป็นต้องใช้หลักฐานทะเบียนราษฎรที่แสดงจุดเกาะเกี่ยวเรื่องถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ก็ควรขอหนังสือรับรองการเกิด ท.ร.๒๐/๑ 

               กรณีที่ ๔  นางสาวมึด๊ะ ได้ติดต่อขอแจ้งการเกิดให้กับบุตรชื่อเด็กชายกำพร้า โดยแสดงหลักฐานหนังสือรับรองการเกิด ท.ร.๑/๑ ที่ออกให้โดยโรงพยาบาลประจำอำเภอ  เมื่อนายทะเบียนสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับบิดาของเด็กชายกำพร้า  นางสาวมึด๊ะกลับให้การกับนายทะเบียนว่ารายการที่ปรากฏใน ท.ร.๑/๑ ไม่ใช่บิดาของเด็ก ส่วนบิดาที่แท้จริงนั้นเป็นใครตนยังไม่แน่ใจเนื่องจากเหตุผลส่วนตัว แต่ที่ต้องแจ้งชื่อพ่อของเด็กกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนั้นเพราะมีเหตุจำเป็น หากไม่แจ้งจะไม่ได้หนังสือรับรองการเกิด  กรณีนี้นายทะเบียนจะลงรายการเกี่ยวกับบิดาของเด็กชายกำพร้าในสูติบัตรอย่างไร และถ้าจะแก้ไขรายการในหนังสือรับรองการเกิด ท.ร.๑/๑ จะดำเนินการได้หรือไม่ ถ้าได้ใครเป็นผู้แก้ไข

               แนวการวินิจฉัย  เอกสารการทะเบียนราษฎรเป็นเอกสารราชการที่จัดทำโดยเจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมาย การบันทึกหรือลงรายการผิดพลาดซึ่งเกิดจากการดำเนินการของเจ้าหน้าที่หรือเกิดจาก ผู้แจ้งสำคัญผิดในข้อเท็จจริงโดยปราศจากเจตนาทุจริตย่อมสามารถแก้ไขรายการในเอกสารให้ถูกต้องได้ แต่หากความผิดพลาดหรือความไม่ถูกต้องของรายการในเอกสารเกิดจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือการทุจริต  เอกสารดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้และนายทะเบียนไม่อาจแก้ไขได้  ด้วยเหตุดังกล่าวสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครองจึงได้มีหนังสือขอความร่วมมือกระทรวงสาธารณสุขขอให้แจ้งทำความเข้าใจกับหน่วยงานที่เป็นสถานพยาบาลทุกแห่งในสังกัดเกี่ยวกับการจัดทำหนังสือรับรองการเกิด ท.ร.๑/๑ ให้ลงรายการตามข้อเท็จจริงเท่าที่ทราบโดยเฉพาะรายการบิดาของเด็กที่เกิด ถ้าผู้คลอดไม่ทราบหรือไม่ประสงค์จะเปิดเผยก็ให้เว้นว่างไว้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เกิดการบันทึกรายการที่ไม่ถูกต้องอันเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่เป็นต้นเหตุ  สำหรับกรณีของนางสาวมึด๊ะ ถ้านายทะเบียนสอบสวนแล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่ารายการบิดาของเด็กชายกำพร้าตามที่ปรากฏในหนังสือรับรองการเกิดของโรงพยาบาลเป็นรายการที่ไม่ถูกต้อง การบันทึกรายการในสูติบัตรก็ไม่จำเป็นต้องลงรายการตาม ท.ร.๑/๑ โดยหากปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบิดาของเด็กชายกำพร้า นายทะเบียนก็สามารถบันทึกรายการตามข้อเท็จจริงหรือถ้าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว นายทะเบียนก็สามารถเว้นว่างไว้ก่อนได้ และเมื่อนายทะเบียนรับแจ้งการเกิดและออกสูติบัตรให้เด็กชายกำพร้าแล้ว จะต้องแจ้งข้อเท็จจริงเรื่องบิดาของเด็กไปยังโรงพยาบาลที่ออกหนังสือรับรองการเกิดด้วยเพื่อจะได้แก้ไขรายการให้ถูกต้อง นายทะเบียนไม่มีอำนาจไปแก้ไข ท.ร.๑/๑