จากการปฏิรูปการศึกษาไทย สู่ยุค New Normal
(ปรับปรุงจาก สู่ทศวรรษที่ 2 ปฏิรูปการศึกษาไทย )
ธนสาร บัลลังก์ปัทมา
ปรับปรุง มีนาคม 2565 (พิมพ์ครั้งแรก The City Journal ปีที่ 5 ฉบับที่ 108 เดือนกันยายน 2552 หน้า 50)
การปฏิรูปการศึกษาไทย มักเริ่มนับจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถึง ปัจจุบัน นับเป็นเวลาถึง 2 ทศวรรษ แต่ผลจากการปฏิรูปการศึกษายังล้มเหลว การปฏิรูปการศึกษายังไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่แท้จริง คือ การพัฒนาความรู้ของผู้เรียนได้
สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ประธานกรรมาธิการการศึกษา(กมธ.การศึกษา)วุฒิสภา เผย ไว้เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2551 ว่า 9 ปี ที่ปฏิรูปการศึกษาเป็นการแก้ปัญหาผิดจุด หวังแต่ปรับโครงสร้างหรือระบบการบริหารการศึกษา ระบบการเรียนการสอนยังเน้นการสอนวิชาการในห้องเรียนแล้ววัดผลที่การสอบปรนัยเป็นหลัก และกิจกรรมนอกห้องเรียนที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักมองปัญหา รู้จักคิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหาด้วยตัวเอง หรือได้พัฒนาจิตใจของเด็กกลับไม่ได้มีการจัดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ไม่ได้พัฒนาการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนอย่างแท้จริง ทำให้เด็กเบื่อจน ครูจำนวนมากไม่อยู่ในฐานะที่เข้มแข็งเพียงพอที่จะสร้างการเรียนรู้และคุณภาพของเด็กไทย ขณะที่ครูบางส่วนมุ่งแต่เลื่อนวิทยฐานะ และปัจจัยทางสังคม เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต หรือเทคโนโลยีเกือบทุกชนิด ดึงเด็กไทยให้จมไปกับการเสพสิ่งที่ไม่ประเทืองปัญญาหรือพัฒนาจิตใจ คุณภาพการศึกษาไทยต่ำกว่าสิงคโปร์ โดยแนะให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
ในการมองภาพการศึกษาแต่ละครั้งมักโฟกัสไปที่ครูหรือโรงเรียน โดยลืมคิดไปว่าส่วนสำคัญคือทำให้คุณภาพการศึกษาประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลว คือ
1) ด้านนโยบาย นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่สถานศึกษาต้องนำมาปฏิบัติเท่าที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบ่อยครั้งทำให้งานด้านการนำนโยบายลงสู่โรงเรียนสะดุด ย้อนคิดถึงสมัยก่อนปี พ.ศ. 2521 (ก่อนหลักสูตร 2521) การตัดสินผลการเรียนจะมีสอบได้สอบตก แต่หลังจากนั้นแทบไม่มีการสอบตกกันอีกเลย ถึงมีเพียงบางส่วน ซึ่งเป็นผลมาจากระบบการศึกษานั่นเอง
2) ผู้ปกครอง ในอดีตจะให้ความสำคัญกับครู แต่ในปัจจุบันด้วยภาระงานที่รัดตัวทำให้งานสอนกลายเป็นเรื่องของครู ผู้ปกครองบางส่วนจะให้นักเรียนเรียนพิเศษเพื่อให้ครูสอนการบ้าน ทำให้นักเรียนไม่ได้ฝึกการคิด การทำงาน ฝึกความรับผิดชอบ
3) ตัวครู ปฏิเสธไม่ได้ว่าครูมุ่งทำผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ แต่คำถามที่ย้อนกลับก็คือ หน่วยงานที่กำหนดวิธีประเมินผลงานทางวิชาการ กำหนดหลักเกณฑ์ที่สอดคล้องกับการสอนของครูหรือไม่ มุ่งให้ครูวิจัย ซึ่งครูบางคนสอนไปทำวิจัยไป แต่บางคนจ้างผู้อื่นทำวิจัยก็มีให้เห็น ครูมุ่งทำผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ การบริหารจัดการห้องเรียนจึงกลายเป็นเรื่องรอง ด้านการสอนของครูแน่นอนว่าครูบางส่วนใช้วิธีสอนแล้วสอบแบบเดิม แต่ครูส่วนใหญ่ปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนไปแล้ว แต่ความก้าวหน้าไม่มี เพราะระบบประเมินผลงานไม่ได้ผูกติดกับวิธีสอน นอกจากนี้ระบบการคัดเลือกผู้เรียนครู ผู้เรียนครูมักเป็นผู้ที่พลาดหวังจากการเลือกแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกรรม สถาปัตยกรรม พาณิชยศาสตร์และการบัชญี วารสารศาสตร์นิเทศศาสตร์ กว่าจะถึงเด็กกลุ่มที่เลือกเรียนครูคือเด็กที่เลือกคณะข้างต้นไม่ได้นั่นเอง
4) ด้านผู้เรียนหรือนักเรียน ลองมองย้อนดูปัญหาพฤติกรรมเด็กและเยาวชนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ปัจจุบันเด็กและเยาวชนไม่เชื่อฟังแม้แต่พ่อแม่เมื่อมาโรงเรียนจะให้เชื่อฟังครูทั้งหมดคงยาก ปัจจุบันเด็กสนใจเกม การรวมกลุ่ม อบายมุข เด็กเรียนรู้เรื่องเว็บลามกได้เร็วกว่าผู้ใหญ่ทั้งพ่อแม่และครู แต่ไม่มีใครโทษเด็ก เมื่อเด็กแอบเปิดเว็บลามกผู้ปกครองมักบอกว่าครูไม่สนใจ ทั้งที่ในความเป็นจริง คือครูคอมพิวเตอร์สอนเด็ก40-45 คน ต่อหนึ่งห้อง คอมพิวเตอร์ 20-30 เครื่อง ทั้งสอนและให้ทำงาน พอครูหันเขียนตัวอย่างหรือพิมพ์ตัวอย่าง นักเรียนก็เปิดเว็บลามกแล้วพักไว้มุมจอ ครูไม่สามารถตรวจสอบได้
5) ด้านหลักสูตร จากปี 2542 ทำให้เกิดหลักสูตร 2544 มีการวิจัยมาอย่างดี นำแนวทางตะวันตกมาใช้ แต่ผลสุดท้ายคือพบปัญหามากมาย จึงต้องจัดทำหลักสูตรแกนกลาง 2551 ที่ปรับจากหลักสูตร 2544 ให้โรงเรียนใช้ มีการกำหนดแน่นอนว่าชั้นใดเรียนอะไร แต่ไม่จัดทำตัวหลักสูตรให้โรงเรียนแล้วให้โรงเรียนเพิ่มหน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่นเพิ่มเข้าไป กลับให้โรงเรียนเป็นภาระจัดทำหลักสูตรเอง ทำให้เกิดปัญหาเหมือนหลักสูตร 2544 ที่ผู้เขียนเคยเขียนบทความพยากรณ์ไว้ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่าจะกลายเป็น “หลักสูตรนำร่อง-นำลอก” คือ โรงเรียนที่ใช้รุ่นหลังนำหลักสูตรจากโรงเรียนแกนนำหรือนำร่องหรือสำนักพิมพ์เอกชนที่พิมพ์ขายมาลอกอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งเป็นปัจจัยให้การใช้หลักสูตรล้มเหลว หลักสูตรซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญตัวหนึ่ง กระทรวงศึกษาธิการน่าจะจัดทำให้โรงเรียนส่วนหนึ่งแล้วให้โรงเรียนเพิ่มเติมส่วนหนึ่ง ซึ่งในยุคเทคโนโลยี ทางกระทรวงน่าจะนำไฟล์หลักสูตรให้โรงเรียนแก้ไขได้แทนการที่จะต้องมาพิมพ์ใหม่
กว่า 2 ทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาจึงยังไม่ทำให้การศึกษาไทยก้าวไปไกลนัก แต่ยังไม่ถึงกับย่ำอยู่กับที่ ระยะต่อไปเป็นการก้าวสู่การปฏิรูปการศึกษาไทย เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าการปฏิรูปการศึกษาไทยจะก้าวไปไกลเพียงใด
จากการปฏิรูปการศึกษา สู่ยุค New Normal ู่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563) ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา แนวทางการแก้ปัญหาที่สำคัญ ควรให้ความสำคัญกับเด็กระดับปฐมวัยและประถมศึกษา เป็นหลักสูตรไม่ไม่ผูกแน่นกับเวลาเรียนมาเกินไป ควรปรับตามบริบทและสถานการณ์ สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการจัดการเรียนการสอน online และสื่อ on demand คล้ายกับแท็บเลตที่เป็นคลังความรู้พร้อมใบงาน สำหรับนักเรียนที่ไม่สามารถเรียน online รวมถึงการเปิดช่องการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมเป็นทางเลือกเสริม
**************
ปฏิรูป 1 รอบ กับนำการเปลี่ยนแปลงไปอีก 1 รอบ ถ้าเด็กนักเรียนยังคิดไม่เป็นคงไม่มีอะไรคืบหน้า
ในส่วนของการจัดการศึกษาในต่างจังหวัด(สพฐ) ควรปฏิรูปครูก่อน...มิใช่ปฏิรูปให้มีวิทยฐานะ(อ.3 จ้างทำ) แล้วครูยังทำตัวเดิมๆอยู่
ร่วมปฎิวัติการศึกษา
http://gotoknow.org/blog/plays-learns/320506