การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน

 คือการจัดประสบการณ์ในการปฏิบัติงานให้แก่เด็กเหมือนกับการทำงานในชีวิตจริง เพื่อให้เด็กมีประสบการณ์ตรง เด็กจะได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา รู้จักการทำงานอย่างมีระบบ รู้จักการวางแผนในการทำงาน ฝึกการคิดวิเคราะห์และเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โครงงานจัดเป็นการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่ทำให้ผู้เรียนรู้เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นขั้นตอนและใช้ความรู้ที่ตนเองได้มาบูรณาการ

ประเภทโครงงาน แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ได้แก่

๑. โครงงานตามสาระการเรียนรู้ เป็นการใช้บูรณาการร่วมกับการเรียนรู้ ทักษะและเป็นพื้นฐานในการกำหนดโครงงานและปฏิบัติ

๒. โครงงานตามความสนใจ เป็นโครงงานที่ผู้เรียนกำหนดขั้นตอน ความถนัด ความสนใจ ความต้องการ โดยใช้ทักษะความรู้ จากกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆมาบูรณาการเป็นโครงงานและปฏิบัติ สามารถแบ่งได้ ๔ รูปแบบ ตามวัตถุประสงค์ ๑. โครงงานที่เป็นการสำรวจ รวบรวมข้อมูล ๒. โครงงานที่เป็นการค้นคว้า ทดลอง ๓. โครงงานที่เป็นการศึกษาทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิดใหม่ๆ ๔. โครงงานที่เป็นการประดิษฐ์ คิดค้น โครงงานที่เป็นการสำรวจ รวบรวมข้อมูล โครงงานประเภทนี้ เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์ในการรวบรวมข้อมูล เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วนำข้อมูล นั้นมาจำแนกเป็นหมวดหมู่ ในรูปแบบที่เหมาะสม เช่น แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึก เป็นต้น โครงงานที่เป็นการค้นคว้า ทดลอง เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ โดยออกแบบในรูปผลการทดลอง เพื่อศึกษาตัวแปรหนึ่ง จะมีผลต่อตัวแปรที่ต้องการศึกษาอย่างไร ด้วยการควบคุมตัวแปร โครงงานที่เป็นการศึกษาทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิดใหม่ๆ เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอความรู้ หรือหลักการใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีใครเคยคิดหรือขัดแย้ง หรือขยายจากของเดิมที่มีอยู่ ซึ่งต้องผ่านการพิสูจน์อย่างมีหลักการก่อน โครงงานที่เป็นการประดิษฐ์ คิดค้น เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์ คือ การนำความรู้ทฤษฎี หลักการ มาประยุกต์ใช้ โดยประดิษฐ์เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่างๆ หรืออาจเป็นการประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ หรือปรับปรุงของเดิมให้ดีขึ้นก็ได้

ขั้นตอนการทำโครงงาน ขั้นตอนที่ ๑ การคิดและเลือกหัวเรื่อง เป็นการหาหัวข้อในการทดลอง ในการที่จะอยากรู้อยากเห็น

ขั้นตอนที่ ๒ การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการขอคำปรึกษา หรือข้อมูลต่างๆจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนที่ ๓ การเขียนเค้าโครงของโครงงาน โดยทั่วไปเค้าโครงของโครงงานจะมีหัวข้อดังต่อไปนี้ หัวข้อ/รายการ

รายละเอียดที่ต้องระบุ 1.ชื่อโครงงาน 2.ชื่อผู้ทำโครงงาน 3.ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน 4.ระยะเวลาดำเนินการ 5.หลักการและเหตุผล 6.จุดหมาย/วัตถุประสงค์ ์7.สมมติฐานของการศึกษาโครงงาน 8.ขั้นตอนการดำเนินงาน 9.ปฏิบัติโครงงาน 10. ผลที่คาดว่าจะได้รับ 11. บรรณานุกรม ๑. ทำอะไร กับใคร เพื่ออะไร ๒. ผู้รับผิดชอบโครงงานนี้ ๓. ผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ ๔. ระยะเวลาดำเนินงานโครงงานตั้งแต่ต้นจนจบ ๕. เหตุผลและความคาดหวัง ๖. สิ่งที่ต้องการให้เกิดเมื่อสิ้นสุดการทำโครงงาน ๗. สิ่งที่คาดว่าจะเกิดเมื่อสิ้นสุดการทำโครงงาน ๘. ขั้นตอนการทำงาน เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ สถานที่ ี่๙. วัน เวลา และกิจกรรมดำเนินงานต่างๆตั้งแต่ต้นจนเสร็จ ๑๐. สภาพของผลที่ต้องการให้เกิดทั้งที่เป็นผลผลิต กระบวนการ และผลกระทบ ๑๑. ชื่อเอกสารข้อมูล ที่ได้จากแหล่งต่างๆ ขั้นตอนที่ ๔ การปฏิบัติโครงงาน เป็นการดำเนินงานตามแผน ที่ได้กำหนดไว้ในเค้าโครงของโครงงาน และต้องมีการจดบันทึกข้อมูลต่างๆได้อย่างละเอียด และต้องจัดทำอย่างเป็นระบบ ระเบียบ เพื่อที่จะได้ใช้เป็นข้อมูลต่อไป ขั้นตอนที่ ๕ การเขียนรายงาน ควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย กระชับ ชัดเจน และครอบคลุมประเด็นสำคัญของโครงงาน โดยสามารถเขียนให้อยู่ในรูปต่างๆ เช่น การสรุป รายงานผล ซึ่งประกอบไปด้วยหัวข้อต่างๆ เช่น บทคัดย่อ บทนำ เอกสารที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ขั้นตอนที่ ๖ การแสดงผล การแสดงผลงาน เป็นการนำเสนอผลงาน สามารถจัดได้หลายรูปแบบ เช่น การจัดนิทรรศการ หรือทำเป็นสิ่งตีพิมพ์ การสอนแบบเพื่อนสอนเพื่อน ตามแต่ความเหมาะสมของโครงงาน

ตัวอย่างเค้าโครงงาน

ชื่อโครงงาน....................................................................................... คณะทำงาน....................................................................................... อาจารย์ที่ปรึกษา.................................................................................

๑. แนวคิดที่มาและความสำคัญที่ต้องการศึกษา.....................................

๒. หลักการทฤษฎี หรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ( ว่ามีใครทำอะไรไว้บ้าง) ………………….

๓. จุดมุ่งหมายของการทดลอง................................................................

 ๔. สมมุติฐานที่กำหนด............................................................................. ๕. วิธีดำเนินการทดลอง........................................................................... ๖. งบประมาณที่ใช้ในการทดลอง............................................................... ๗. ประโยชน์ที่จะได้รับ............................................................................ ๘. ชื่อเอกสารอ้างอิง...............................................................................

ตัวอย่างโครงงานการศึกษาเรื่องการบานของดอกบัว ๑. แนวคิด ที่มา และความสำคัญที่ต้องศึกษา.การกำหนดปัญหาในการจัดทำโครงงานเกิดจากการสังเกตที่นำไปสู่การแก้ปัญหาเช่น สังเกตว่า ดอกบัวจะบานตอนเช้า ประมาณ 14.00 น. ดอกบัวจะหุบ ( การสังเกต ) ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ( ปัญหา ) ๒. หลักการ ทฤษฎี เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ( ว่ามีใครทำอะไรไว้บ้าง ) ศึกษาค้นคว้าเอกสารความรู้ บทความ ทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการสัมภาษณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ๓. จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้าและการทดลอง เป็นการตั้งข้อคิดเพื่อที่จะหาคำตอบที่เกิดจากปัญหา ( การบานและการหุบของดอกบัวในเวลาที่แตกต่างกัน ) ว่าเกิดจากอะไรโดยคิดคำตอบไว้หลายๆทางเช่นคิดว่า 1. ดอกบัวบานเช้า เนื่องจากอุณหภูมิตอนเช้าเหมาะสมต่อการบานของดอกบัว 2. ดอกบัวบานตอนเช้า เนื่องจากความเข้มของแสงช่วงเช้าน้อยกว่าช่วงบ่าย 3. ดอกบัวบานตอนเช้า เนื่องจากเป็นพฤติกรรมอันเนื่องมาจากพันธุกรรมของดอกบัวซึ่งมีมาตั้งแต่กำเนิด จากตั้งสมมุติฐานไว้ 3 ประเด็น นักเรียนจะมีการตรวจสอบสมมุติฐานว่าสมมุติฐานใดน่าจะเป็นไปได้ ก็เลือกมา 1 สมมุติฐาน แต่ถ้าจะมีการพิสูจน์ว่าสมมุติฐานใดน่าจะเป็นไปได้มากหรือเป็นจริง ก็ต้องดำเนินการทดลองค้นคว้าต่อไป( ถามกับตอบของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ) ๔. วิธีดำเนินการทดลอง วิธีการดำเนินการทดลองเพื่อนำไปสู่การตรวจสอบสมมุติฐานว่าสิ่งที่กำหนดไว้เป็นจริงหรือไม่ เช่น กำหนดสมมุติฐานไว้ว่า ดอกบัวบานช่วงเช้าน่าจะเกิดจากการเหมาะสมของความเข้มของแสง นักเรียนต้องดำเนินการทดลองต่อไปนี้ คัดลอกจาก.http://www.siemens.com/.index.csp Sdc