มีอีกหลายแง่หลายมุมในแต่ละท้องถิ่น ที่นำมาซึ่งความสับสนเมื่อเยาวชนได้สัมผัส

สาเหตุที่เยาวชนไทยไม่สนใจ 

เอกลักษณ์ของท้องถิ่น (ตอนที่ 3)

เกิดจากการปล่อยปละละเลย  

(ชำเลือง  มณีวงษ์/ผู้เขียน)

          ดูได้จากการแสดงของคนรุ่นน้า รุ่นป้า เวลาที่ผมจะไปนำท่านมาเล่นบนเวทีการแสดง มีบางคนบอกว่า “อย่าไปเอามาเลย คนดูเบื่อตาย”  หากคนรุ่นสูงอายุคิดได้เพียงแค่นี้ จะว่าแต่เด็กเขาดูถูกภูมิปัญญาเลย เพราะเขาไม่มีคนโตคอยแนะนำบอกกล่าวให้เขาได้รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร ใครคือ ผู้ที่เราต้องศึกษา เพื่อรักษาสิ่งดี ๆ เอาไว้ เพียงแค่คนละไม้คนละมือ

          หากได้ยึดถือทำเนียมโบราณเอาไว้บ้าง ก็จะพอเป็นที่ประคับประคองให้เยาวชนเดินไปตามกรอบที่ดีมีระบบระเบียบได้บ้าง ทั้งนี้คนโตหรือผู้ที่สูงอายุกว่าจะต้องระลึกได้ รู้สึกตัวได้ว่า บทบาทของคนรุ่นเราควรที่จะทำหน้าที่ตอบแทนแผ่นดินเกิดอย่างไรได้บ้าง การนิ่งอยู่เฉย ๆ ในบางสิ่ง บางอย่างก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ในบางเรื่องหากเราปล่อยปละละเลยอาจทำให้ต้องสูญเสียในโอกาสและความสำคัญหรือสิ่งที่มีคุณค่าไป

         

         

          มีหลายสาเหตุ ที่ผมได้รับฟังการแสดงความคิดเห็นจากนักเรียนชั้น ม.6 ที่ผมสอนวิชาพื้นฐาน ศิลปะ 5 ชั้น ม.6/1-6/4 เด็ก ๆ เขาให้ความเห็นในสาเหตุเอาไว้หลายประเด็น ในบทความนี้ ผมขอยกเอาสาเหตุหนึ่งที่มีผลทำให้เยาวชนไทยไม่สนใจเอกลักษณ์ของท้องถิ่น นั่นคือ การปล่อยปละละเลย เมินเฉยไม่ให้ความสนใจ

          การปล่อยปละละเลย เพิกเฉยไม่ให้ความสนใจ หมายถึงพฤติกรรมการอยู่นิ่ง ทำเป็นไม่รู่ไม่ชี้ ธุระไม่ใช่ ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ทำเป็นเมินเฉย ถ้าคิดกันอย่างนี้มาก ๆ ก็อันตรายต่อวัฒนธรรมมาก อย่างเช่น ในสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ๆ หรือในบางแห่ง อาจมีครูเป็นผู้นำในการรักษาสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเพียงคนเดียว หรือไม่มีเลย ทั้งนี้เพราะการเดินทางไปในเส้นทางเก่าอย่างนี้ เป็นเส้นทางที่เดินยาก มีขวากหนาม ความขรุขระมากมายทั้งที่ลุ่มที่ดอน หัวระแหงที่แข็งเป๊กขวางหน้าอยู่ กว่าที่จะเดินข้ามไปได้ก็ยากอักโข มิหนำซ้ำการก้าวเดินไปในแต่ละก้าวย่าง ช่างเงียบเหงาแต่อยู่ในพวัง

          การสะท้อนภาพของเด็ก ๆ ทำให้ผมได้คิดในวิถีทางการดำเนินชีวิตที่ผ่านมาในทุกคำพูดและในหลาย ๆ ความเห็นช่างเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินมาก จะมีใครนำเอาสิ่งเบา ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้มาคิด วิเคราะห์หาทางประคับประคองต่อไป แน่นอนว่าในพื้นที่หนึ่ง ๆ ยังมีศิลปิน นักแสดง ปราชญ์ชาวบ้านที่มีชีวิตอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากเสียแล้ว ทำไมไม่ตรงไปหาท่านเพื่อขอเรียนรู้โดยตรงโดยที่ศิลปินเหล่านั้นยินดีที่จะให้ความรู้อย่างเต็มที่อยู่แล้วในเมื่อไม่มีการสร้างคนรุ่นใหม่เข้าไปแทนที่คนรุ่นเก่า ความสมดุลก็ไม่เกิดในที่สุดก็ต้องหมดไป 

          ประเด็นการปล่อยปละละเลย เมินเฉยไม่ให้ความสนใจ จึงเป็นข้อคิดหนึ่งที่จะต้องนำเอามาไตรตรอง หากเป็นไปอย่างนี้นาน ๆ ผลกระทบคงเกิดขึ้นแน่ ๆ สุดแท้แต่ว่าจะมาเร็วมาช้า จะมากหรือน้อย ความสูญเสียที่ว่า ได้แก่

          1. ถ่ายทอดความรู้เพลงพื้นบ้านชนิดหนึ่งไปสู่เยาวชนกลุ่มหนึ่ง หรือหลายกลุ่มโดยที่ผู้ถ่ายทอดไม่เคยแสดงเพลงพื้นบ้านประเภทนั้นบนเวทีมาก่อนเลย ไม่ผิดหรอกครับในการเรียนรู้ แต่อาจไม่ถูกทางในการที่จะผลิตต้นกล้าขึ้นมาเพื่อรอวันเจริญเติบโตแทนไม้แก่ ต้นเก่าที่นับวันจะตายจากไป

          2. สอนเยาวชนให้แสดงเพลงพื้นบ้านโดยไม่ระมัดระวังว่า ของเดิมเขามีรูปแบบ ลีลาในการร้อง โดยเฉพาะท่วงทำนอง การขึ้น ลง และร้องรับเพลงกันอย่างไร ในเมื่อยังไม่มีความชัดเจนในตัวเอง ความผิดเพี้ยนไม่ตรงแนวทางที่ถูกต้องสมบูรณ์ก็เกิดขึ้นตามมา ทำให้เยาวชนที่ได้รับความรู้ไปนำเอาสิ่งบกพร่องติดตัวไปด้วย แล้วแก้ไขได้ยาก จะต้องตามลบร่องรอยความผิดเพี้ยนกันไปนานกว่าที่จะรับสิ่งใหม่ที่ถูกแนวทางได้

ที่กล่าวมาอย่างนี้ เท่าที่ผมเห็นภาพจำเจ ได้แก่

          - นักแสดงจะต้องร้องเกริ่นทุกคน ก่อนที่จะร้องเนื้อเพลง (ทั้งที่ไม่จำเป็นเลย)

          - นักแสดงร้องเพลงพื้นบ้านพร้อมกันทั้งวง แบบประสานเสียง (ไม่เคยมี)

          - คำร้องรับหรือลงเพลงไม่เป็นไปตามแนวที่ศิลปินนักแสดงอาชีพเขาร้องกัน

          - ผู้แสดงร้องนำ ลูกคู่ ผู้ให้จังหวะ ไม่เป็นเอกภาพ ต่างคนต่างเล่นกันไป

          3. จัดการแสดงเพลงพื้นบ้าน โดยมอบให้เยาวชนได้แสดงความสามารถในระยะเวลาสั้น ๆ เช่น 10-15 นาที ไม่ทันได้ซึมซับความรู้สึก สำนึกได้ก็หมดเวลาเสียแล้ว ผลที่ตามมาก็คือ เด็ก ๆ เขาจำได้แต่เพียงว่า ศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้าน ใช้เวลาในการนำเสนอเพียง 15 นาที 20 นาที เมื่อถึงตอนที่จะต้องไปแสดงเป็นงาน ให้เวลา 60 นาที ถึง 2 ชั่วโมงก็ทำไม่ได้ ต้องนำเอาโน่นนี่มาผสมผสานจนเปรอะไปหมด เพราะไม่ได้ฝึกให้เขาเป็นนักแสดงจริง ๆ แต่ฝึกเพื่อเอาปริมาณ จำนวนวง จำนวนคน เกิดผลเสียตามา เหมือนกับว่าลงทุนไปแล้ว ได้ผลไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไป

          4. ผมเห็นเด็ก ๆ เขาเดินแถวขึ้นไปแสดงเพลงพื้นบ้านบนเวที 20 นาที ถือพานไหว้ครูขึ้นไปด้วย การแต่งตัวของนักแสดงน่ารัก (ไม่เหมือนสมัยเก่า) แต่สำหรับผมยอมรับได้ในเมื่อผู้ทำวงต้องการที่จะประยุกต์ แต่ถ้าทำแล้วมีผลรองรับหรือเสริมให้เกิดจุดเด่นก็ดูจะไม่น่าจะมีปัญหาใด ๆ แต่ตลอดเวลาทำการแสดง 15-20 นาที เป็นการร้องไหว้ครู 5 นาทีร้องแนะนำโรงเรียนตนเอง 5 นาทีและร้องลา 5 นาที แล้วก็ลงจากเวทีไปในสมัยก่อนนักแสดงเขาไหว้ครูเพื่อจัดระเบียบการแสดงในงานที่มีการจ้างวาน หาไปแสดงเท่านั้น เพราะก่อนที่จะขึ้นเวทีนักแสดงทุกคณะเขาไหว้ครูบูชาครูกันก่อนแล้ว

          5. โรงเรียน สถานศึกษา สถาบันการศึกษาจัดการส่งเสริมศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้าน มีงบประมาณรองรับจำนวนหนึ่ง แต่กลับไม่ส่งเสริมสนับสนุนในสถานศึกษา ของตนเอง ไปส่งเสริมเยาวชนในอีกระดับหนึ่ง เป็นคนละวัยกับที่สถานศึกษารับผิดชอบ จึงทำให้มองไม่เห็นจุดเด่นของผู้จัดว่า จะสร้างคนรุ่นใหม่ที่อยู่ใกล้ตัวหรือไกลตัวมาแทนที่คนเก่าหรือเป็นการจัดกิจกรรมเพื่อให้มีเวทีในการแสดงความสามารถเพียงชั่วครั้งคราวแบบรายการโทรทัศน์ซึ่งเป็นการจัดเฉพาะกิจกรรม ตามความเหมาะสม ตามที่มีผู้ให้การสนับสนุน

         

         

         

          หากผู้ที่เกี่ยวข้องได้เห็นภาพอย่างที่ผมเห็น ยังมีอีกหลายแง่หลายมุมในแต่ละท้องถิ่นที่นำมาซึ่งความสับสนเมื่อเยาวชนได้สัมผัส ผมยกเอามาเป็นตัวอย่างเพื่อขยายความเห็นที่นักเรียนเขากล่าวไว้ในประเด็นปัญหาสาเหตุที่เยาวชนไทยไม่สนใจเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ผมแสดงความเห็นอย่างนี้เพราะผมอยู่บนเวทีการแสดงเพลงพื้นบ้านตั้งแต่เล่นเพลงกันบนพื้นดินจนถึงบนเวทีการแสดงที่โอ่อ่า นานกว่า 40 ปี ผมเห็นภาพจริงที่ยังจำเอาไว้ได้ติดตาแม่นยำในสมองและเห็นภาพในวันนี้ที่แตกต่างออกไปจากเดิม โดยที่ความผิดเพี้ยนเหล่านั้นส่วนหนึ่งเกิดจาก ขาดความสนใจที่แท้จริง

         (ติดตามตอนที่ 4  สาเหตุที่เยาวชนไทยไม่สนใจเอกลักษณ์ของท้องถิ่น)