หน่วยที่ 3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
1. ความหมายของภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) หมายถึง ภาษีที่จัดเก็บจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการ ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอนของการผลิตและการจำหน่ายสินค้าหรือบริการนั้นๆ โดยผู้ประกอบกิจการเป็นผู้มีหน้าที่เก็บจากลูกค้า และนำภาษีมูลค่าเพิ่มไปชำระให้แก่กรมสรรพากร
มูลค่าเพิ่ม หมายถึง มูลค่าของส่วนที่เพิ่มในแต่ละขั้นตอนการผลิตและการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ มูลค่าเพิ่มก็คือค่าของผลต่างระหว่างราคาของสินค้าหรือบริการที่ผลิตหรือจำหน่ายกับราคาของสินค้าหรือบริการที่ซื้อมาเพื่อใช้ในการผลิตหรือใน การจำหน่ายสินค้าหรือบริการ
2. ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอาจแบ่งตามประเภทของกิจการได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
2.1 ผู้ประกอบกิจการ ซึ่งมีองค์ประกอบคือเป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่ นิติบุคคล หรือนิติบุคคลขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ และประกอบกิจการในราชอาณาจักร (ไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่) ผู้ประกอบกิจการดังกล่าวจะจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้บริโภคซึ่งเป็นลูกค้า แล้วนำภาษีที่จัดเก็บเฉพาะส่วนที่เพิ่มขึ้นไปชำระให้แก่รัฐบาล
2.2 ผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะนำเข้าเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตาม จะต้องเป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นไปชำระให้แก่รัฐบาล
2.3 ผู้ที่กฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ เช่น ตัวแทนของผู้ประกอบกิจการนอกราชอาณาจักร ผู้รับโอนสินค้าหรือผู้โอนสิทธิในบริการจากผู้ได้รับสิทธิเรียกภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 ผู้จ่ายค่าบริการที่ให้บริการจากต่างประเทศ ผู้ควบเข้ากันและผู้ประกอบกิจการใหม่กรณีที่มีการควบเข้ากันผู้โอนและผู้รับโอนกรณีโอนกิจการ เป็นต้น
3. ผู้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ผู้อยู่นอกระบบการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อ ขายสินค้าหรือบริการไม่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ และไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี แต่เมื่อซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบ รวมทั้งสินค้าประเภททุนมาใช้ในการประกอบกิจการจากผู้ประกอบกิจการที่ได้จดทะเบียนอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้ได้รับการจดทะเบียน และผู้ซื้อไม่มีสิทธิเรียกคืนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเท่ากับว่าผู้ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มต้องรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนนี้ การประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มมาตรา 81 มีดังต่อไปนี้
3.1 การขายสินค้าหรือบริการในราชอาณาจักรที่มีรายรับไม่เกิน 1,200,000 บาทต่อปี
3.2 การขายพืชผลทางการเกษตร
3.3 การขายสัตว์ทั้งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
3.4 การขายสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร ได้แก่ ปุ๋ย ปลาป่น อาหารสัตว์ ยา หรือเคมีภัณฑ์ทุกชนิดที่ใช้สำหรับการเกษตรเพื่อบำรุงรักษา ป้องกัน ทำลาย หรือกำจัดศัตรูของพืชและสัตว์
3.5 การขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตำราเรียน และหนังสือต่าง ๆ ทุกชนิด รวมทั้งเทปประกอบตำราเรียน
3.6 การนำเข้าซึ่งสินค้าตามข้อ 3.2, 3.3, 3.4 และ 3.5
3.7 การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร
3.8 การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศเฉพาะทางบก
3.9 การให้บริการการศึกษาของสถานศึกษาของทางราชการและเอกชน
3.10 การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลทางราชการและเอกชน
3.11การให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรมในสาขานาฏศิลป์และสาขา ดุริยางคศิลป์และคีตศิลป์
คำว่า “นาฏศิลป์”หมายถึง การแสดงศิลปะการร่ายรำประเภทต่าง ๆ ได้แก่ การแสดงพื้นเมือง ระบำ ละคร และโขน
คำว่า “ดุริยางคศิลป์และคีตศิลป์” หมายถึง เฉพาะการแสดงดนตรีไทย หรือ การขับร้องเพลงไทยประกอบดนตรีไทย
3.12 การให้บริการห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์
3.13 การให้บริการจัดแข่งขันกีฬาสมัครเล่น
3.14 การให้บริการการประกอบโรคศิลปะ การสอบบัญชี การว่าความ หรือ การประกอบวิชาชีพอิสระอื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ทั้งนี้เฉพาะวิชาชีพอิสระที่มีกฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพอิสระนั้น
3.15 การให้บริการวิจัยหรือการให้บริการทางวิชาการในสาขาวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์
3.16 การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน
3.17 การให้บริการของนักแสดงสาธารณะ
3.18 การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์
3.19 การให้บริการของราชการส่วนท้องถิ่น
3.20 การขายสินค้าหรือให้บริการของกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งส่งรายรับทั้งสิ้นให้แก่ รัฐ โดยไม่หักรายจ่าย
3.21 การขายสินค้าหรือให้บริการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนาหรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ ซึ่งไม่นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น
3.22 การขายยาสูบของผู้ประกอบกิจการที่มิใช่โรงงานยาสูบ
3.23 การขายสลากกินแบ่งของรัฐบาล สลากออมสินของรัฐบาล และสลากบำรุง กาชาดไทย
3.24 การขายแสตมป์ไปรษณีย์ แสตมป์อากร หรือแสตมป์อื่นของรัฐบาล องค์กรของรัฐบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้เฉพาะที่ยังไม่ได้ใช้ในราคาที่ไม่เกินมูลค่าที่ ตราไว้
3.25 การให้บริการสีข้าว
3.26 การขนส่งระหว่างประเทศโดยผู้ประกอบกิจการที่เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎ หมายต่างประเทศ ซึ่งตามกฎหมายของประเทศนั้นยกเว้นภาษีทางอ้อมให้แก่ผู้ประกอบกิจการที่เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยตามหลักปฏิบัติ
3.27 การนำเข้าสินค้าที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าบางประเภท
สำหรับผู้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามข้อ 3.1, 3.2, 3.3, 3.4, และ 3.5 จะขอเลือกจดทะเบียนเป็นผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้
4. ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม
การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจะคำนวณเป็นรายเดือน และมีวิธีการคำนวณโดยการนำ ภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ ภาษีขายคำนวณได้จากการนำราคาสินค้าหรือบริการที่เรียกเก็บ หรือเรียกว่า ฐานภาษีคูณด้วยอัตราภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79, 79/1 79/7 ได้กำหนดฐานภาษีในกรณีต่าง ๆ ไว้ดังนี้
4.1 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ
ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ได้แก่ มูลค่าสิ่งที่ได้รับ หรือ พึงได้รับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือประโยชน์ใด ๆ ที่คิดได้เป็นเงิน รวมภาษีสรรพสามิต (ถ้ามี)
คำว่า “ภาษีสรรพสามิต” หมายความรวมถึงภาษีสุรา ค่าแสตมป์ ยาสูบ ค่าธรรมเนียมประทับตราไพ่และภาษี หรือค่าธรรมเนียมอื่นในลักษณะทำนองเดียวกัน แต่ไม่รวมถึง
4.1.1 ส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่ลดให้ในขณะขายสินค้าหรือให้บริการ หรือที่เรียกว่า ส่วนลดการค้า (Trade Discount) โดยได้แสดงไว้ชัดเจนในใบกำกับภาษี เว้นแต่เป็นใบกำกับภาษีอย่างย่อจะไม่แสดงอย่างชัดเจนก็ได้ และส่วนลดเงินสด (Cash Discount) ซึ่งให้กันภายหลังขายสินค้าหรือให้บริการแล้ว จะหักออกจากฐานภาษีไม่ได้
ตัวอย่าง ขายสินค้า 20,000 บาท เงื่อนไข 2/10, n/30 ซึ่งผู้ขายสินค้าต้องจัดทำใบกำกับภาษี โดยคำนวณจากมูลค่าขาย 20,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,400 บาท ทั้งนี้เพราะเงื่อนไข 2/10, n/30 เป็นส่วนลดเงินสด จะมีการให้ส่วนลดในวันที่มีการชำระเงินภายในเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังขายสินค้า จะหักออกจากฐานภาษีไม่ได้
4.1.2 ค่าชดเชยหรือเงินอุดหนุนตามที่กฎหมายกำหนด
4.1.3 ภาษีขาย ผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนไม่ต้องนำภาษีขายมารวมเป็น ฐานภาษี
4.1.4 ค่าตอบแทนตามที่กฎหมายกำหนด ในประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 40) ได้แก่
1) มูลค่าของสินค้าที่แถมพร้อมกับขายสินค้าหรือการให้บริการ แต่มูลค่าของแถมต้องไม่เกินมูลค่าของสินค้าที่ขายหรือมูลค่าของการให้บริการ
ตัวอย่าง บริษัท กัญชลีย์ จำกัด ขายเครื่องรับโทรทัศน์ขนาด 14 นิ้ว 1 เครื่อง ราคา 8,000 บาท โดยแถมพัดลม 1 เครื่อง ราคา 350 บาท ให้แก่ผู้ซื้อ ดังนั้นมูลค่าของพัดลมไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษี
2) มูลค่าของสินค้าที่แจกหรือให้เป็นรางวัลกับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการที่ซื้อสินค้าในแต่ละวัน แต่มูลค่าสินค้าที่แจกหรือให้เป็นรางวัลต้องไม่เกินมูลค่าของสินค้าที่ขายหรือมูลค่าของการให้บริการ
ตัวอย่าง บริษัท อนงค์ จำกัด กำหนดว่าถ้ามีผู้ซื้อสินค้าครบ 4,000 บาท ในแต่ละวัน ให้รางวัลเป็นร่ม 1 อัน ราคา 120 บาท ดังนั้นร่มที่ให้เป็นรางวัลไม่ต้องรวมคำนวณเป็นมูลค่าของ ฐานภาษี
3) มูลค่าของการให้บริการเนื่องจากการเป็นนายหน้าตัวแทนให้แก่ ผู้ประกอบกิจการในต่างประเทศทั้งนี้เฉพาะในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการในต่างประเทศขายสินค้าหรือให้บริการแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในต่างประเทศด้วยกัน
ตัวอย่าง บริษัท รัตนา จำกัด เป็นตัวแทนขายสินค้าให้แก่บริษัท AA จำกัด ในประเทศนิวซีแลนด์ โดยส่งสินค้าไม่ผ่านประเทศไทยให้แก่บริษัท BB จำกัด ในประเทศฝรั่งเศส ดังนั้นมูลค่าของฐานภาษีที่ได้จากการให้บริการดังกล่าวไม่ต้องรวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษี
4) มูลค่าของสินค้าที่ผู้ประกอบกิจการในเขตอุตสาหกรรมส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อสินค้าในราชอาณาจักร และผู้ซื้อเป็นผู้นำเข้าได้ยื่นกระทำพิธีการนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร เมื่อ นำสินค้าออกจากเขตอุตสาหกรรมส่งออกแล้ว และผู้ซื้อสินค้าดังกล่าวมิใช่ผู้ประกอบกิจการในเขตอุตสาหกรรมส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
ตัวอย่าง บริษัท อำนวย จำกัด เป็นผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนอยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออก ขายสินค้าให้แก่บริษัท กนกอร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่นอกเขตอุตสาหกรรมส่งออก ราคาสินค้า 30,000 บาท บริษัท กนกอร จำกัด เป็นผู้นำเข้า (นำออกจากเขตอุตสาหกรรมส่งออก) และเสียอากรขาเข้า พร้อมกับภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 2,100 บาท เมื่อบริษัท อำนวย จำกัด ได้เรียกเก็บราคาสินค้าจากบริษัท กนกอร จำกัด อีกครั้งหนึ่งก็ไม่ต้องเรียกเก็บภาษีขายจำนวน 2,100 บาท อีก (โดยหลักแล้วกรณีดังกล่าวถือเป็นการขายสินค้าในราชอาณาจักรอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เมื่อมีข้อกำหนดให้ไม่ต้องนำมูลค่าฐานภาษีอันเกิดจากการขายสินค้ามารวมคำนวณภาษีจึงไม่ต้องเรียกเก็บภาษีขาย)
5) มูลค่าของสินค้าที่ผู้ประกอบกิจการในเขตอุตสาหกรรมส่งออก(ตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย)ได้ขายให้แก่ผู้ประกอบกิจการ จดทะเบียนที่มิใช่ผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบกิจการในเขตอุตสาหกรรมส่งออกดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้นำเข้าได้ยื่นกระทำพิธีการนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร เพื่อนำสินค้านั้นออกจากอุตสาหกรรมส่งออกแล้ว และผู้ซื้อสินค้าดังกล่าวมิใช้ผู้ประกอบกิจการในเขตอุตสาหกรรมส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
ตัวอย่าง บริษัท สุวิมล จำกัด เป็นผู้ประกอบกิจการจดทะเบียน และประกอบกิจการอยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออกได้นำเข้าสินค้ามาขาย โดยตรงให้แก่บริษัท จีรวรรณ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนและประกอบกิจการอยู่นอกเขตอุตสาหกรรมส่งออก โดยสินค้ามีราคา 30,000 บาท และบริษัท สุวิมล จำกัด ได้เสียอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มในฐานะเป็นผู้นำเข้า 2,100 บาท เมื่อบริษัท สุวิมล จำกัด ส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัท จีรวรรณ จำกัด ไม่ต้องเรียกเก็บภาษีขายอีก (แต่ถ้าหากบริษัท จีรวรรณ จำกัด ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัท สุวิมล จำกัด ต้องเรียกเก็บภาษีขายจากบริษัท จีรวรรณ จำกัด จำนวน 2,100 บาท และนำไปคำนวณภาษีด้วย)
6) มูลค่าของสินค้าที่แจกให้เป็นของขวัญเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ การแนะนำสินค้าใหม่ ทั้งนี้เฉพาะที่เป็นปฏิทิน สมุดบันทึกประจำวัน (Diary) หรือสินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน ของขวัญหรือของชำร่วยที่มีชื่อผู้ประกอบกิจการ ชื่อการค้าหรือเครื่องหมายการค้าของผู้ประกอบกิจการปรากฏอยู่ โดยของขวัญหรือของชำร่วยดังกล่าวต้องเป็นสิ่งของที่ให้แก่กันตามประเพณีทางธุรกิจ และต้องมีราคาหรือมูลค่าไม่เกินสมควร
7) มูลค่าของสินค้าตัวอย่างที่แจกเนื่องจากการจัดกิจกรรมส่งเสริม การขาย
8) มูลค่าของอาหารและเครื่องดื่มที่นายจ้างจัดหาให้พนักงานหรือลูกจ้าง ในระหว่างเวลาปฏิบัติงานตามระเบียบเกี่ยวกับสวัสดิการของพนักงานหรือลูกจ้าง โดยมูลค่าของอาหารและเครื่องดื่มดังกล่าวต้องมีราคาไม่เกินสมควร
9) มูลค่าของสินค้าที่ผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนได้ขายให้แก่ผู้ซื้อ โดยสินค้าดังกล่าวผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนที่ขายได้นำเข้าจากต่างประเทศและโอนสินค้าให้ผู้ซื้อยื่นใบขนสินค้าขาเข้าต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ณ ด่านศุลกากรเพื่อชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อ เจ้าพนักงานศุลกากร ตามมาตรา 83/8 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ทั้งนี้ผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนที่ขายสินค้าจะต้องมีสำเนาใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรที่ออกให้ผู้ซื้อพร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้
10) มูลค่าของเครื่องแบบที่ผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนซึ่งเป็นนายจ้างได้มอบให้แก่ลูกจ้างในจำนวนคนละไม่เกินสองชุดต่อปี และเสื้อนอกในจำนวนคนละไม่เกินหนึ่งตัวต่อปี
“เครื่องแบบ” หมายความว่าเครื่องแต่งกายรวมทั้งสิ่งประกอบเครื่องแต่งกายที่กำหนดให้แต่ง เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน แต่ไม่รวมถึงรองเท้าที่อาจใช้งานได้ทั่วไป ชุดชั้นใน หรือสิ่งประกอบเครื่องแต่งกายที่ทำด้วยโลหะ หรืออัญมณีมีค่า เช่น เงิน ทองคำ ทับทิม หยก เป็นต้น
“เสื้อนอก” หมายความรวมถึงชุดไทยพระราชทาน และเสื้อที่นิยมใช้ในการแต่งกายไปในงานสำคัญต่าง ๆ
11) มูลค่าของค่าตอบแทนที่พึงได้รับจากการส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อสินค้าทดลองใช้งานก่อนซื้อ โดยสินค้าดังกล่าวไม่ใช่ของใช้สิ้นเปลือง และต้องเป็นสินค้าที่มีไว้สำหรับให้ทดลองใช้เป็นการชั่วคราว เพื่อทดลองคุณภาพหรือประสิทธิภาพของสินค้าเท่านั้น และผู้ซื้อสินค้าจะต้องส่งมอบสินค้าดังกล่าวคืนให้แก่ผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนผู้ขายสินค้าเมื่อทดลองใช้เสร็จ
12) มูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนได้ขายหรือให้บริการแก่ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ
12.1) ผู้ทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตกับองค์กรร่วมไทย – มาเลเซียตามกฎหมายกฎหมายว่าด้วยองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย
12.2) ผู้ขายสินค้าหรือบริการซึ่งได้ทำสัญญาเป็นหนังสือโดยตรงกับผู้ทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตกับองค์กรร่วมไทย – มาเลเซียตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรร่วม ไทย – มาเลเซีย
ผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนดังกล่าวต้องทำสัญญากับผู้ซื้อหรือผู้รับบริการเป็นหนังสือ และต้องจัดทำรายงานตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด
13) มูลค่าของสลากวินโต๊ดและเปร๊สโต๊ดที่ผู้ประกอบกิจการสนามแข่งขันม้าขายให้แก่ผู้เล่นพนันแข่งม้าเป็นจำนวนเท่ากับจำนวนเงินรางวัลที่จะต้องจ่ายคืนให้แก่ผู้เล่นพนันแข่งม้าดังกล่าว
14) มูลค่าของทองรูปพรรณที่ขายเป็นจำนวนเท่ากับราคาทองรูปพรรณที่สมาคมค้าทองคำประกาศรับซื้อคืนในวันที่ขายทองรูปพรรณ ทั้งนี้เฉพาะผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายทองรูปพรรณ ซึ่งมีใบอนุญาตค้าของเก่าตามกฎหมายว่าด้วย การค้าของเก่า และใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินออกใบรับตามมาตรา 105แห่งประมวลรัษฎากร ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
ทองรูปพรรณ หมายความว่า ทองคำที่ทำสำเร็จเป็นเครื่องประดับกาย เครื่องแต่งกาย ของชำร่วย หรือสิ่งของต่าง ๆ ที่มีไว้เพื่อโชว์ ทั้งนี้ต้องไม่มีอัญมณีประกอบอยู่ด้วย
ทองรูปพรรณ หมายความรวมถึงนากที่สามารถคำนวณราคารับซื้อคืนได้ตามส่วนของราคาทองรูปพรรณที่สมาคมค้าทองคำประกาศรับซื้อคืน
ข้อสังเกต
1. ผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนซึ่งไม่ต้องนำค่าตอบแทนที่มีลักษณะและเงื่อนไขตามที่อธิบดีกำหนด โดยอนุมัติรัฐมนตรีตามประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 40) มารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีนั้น ไม่ต้องจัดทำใบกำกับภาษีเนื่องจากไม่มีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ แต่ยังต้องมีหน้าที่จัดทำรายงานภาษีขายโดยต้องมีรายการและข้อความอย่างน้อยตามที่กำหนดโดยประกาศอธิบดี (ฉบับที่ 104 และฉบับที่ 110)
2. ถ้าขายสินค้าหรือให้บริการโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือมีแต่ต่ำกว่าราคาตลาด โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือราคาตลาดในวันที่ความรับผิดเกิดเป็นฐานภาษี
3. กรณีขายสินค้าแล้วเก็บดอกเบี้ยในขณะขายสินค้า ต้องรวมเป็นมูลค่าฐานภาษีด้วย เช่น การขายสินค้าโดยการเช่าซื้อ แต่ถ้าเป็นกรณีเรียกเก็บดอกเบี้ยหรือเบี้ยปรับเนื่องจากผิดนัดชำระค่าสินค้า ไม่ต้องนำดอกเบี้ยหรือเบี้ยปรับรวมเป็นมูลค่าฐานภาษีเพราะถือเป็นผลเสียหาย
4. กรณีขายสินค้าแล้วมีการคิดค่าขนส่ง จะนำค่าขนส่งรวมเป็นมูลค่าฐานภาษีด้วย เช่น ขายสินค้าราคา 30,000 บาท คิดค่าขนส่ง 2,000 บาท มูลค่าฐานภาษีของสินค้าคือ 32,000 บาท ไม่ใช่ 30,000 บาท แต่ถ้าผู้ขายสินค้าประกอบกิจการขนส่งก็ไม่ต้องรวมค่าขนส่งเป็นมูลค่าฐานภาษี
5. กรณีรับเงินมัดจำจะต้องนำเงินมัดจำมารวมเป็นมูลค่าฐานภาษี ยกเว้นเงินมัดจำภาชนะที่ใช้บรรจุสินค้า เช่น เงินมัดจำค่าขวดน้ำอัดลมไม่ต้องนำมารวมเป็นมูลค่าฐานภาษี เป็นต้น
6. กรณีเงินประกันผลงานซึ่งมิใช่มูลค่าที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมารวมเป็นมูลค่าฐานภาษี ดังนั้นค่าจ้างที่ได้รับจะต้องนำมารวมเป็นฐานภาษีโดยไม่ให้หักเงินประกันผลงานออกจ
4.2 ฐานภาษีสำหรับการส่งสินค้าออก
ฐานภาษีสำหรับการส่งออกสินค้า ได้แก่ มูลค่าสินค้าส่งออกโดยให้ใช้ราคา F.O.B ของสินค้าบวกด้วยภาษีสรรพสามิตและภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะกำหนด แต่ทั้งนี้ไม่รวมอากรขาออก
คำว่า F.O.B (Free on Board) หมายถึง ผู้ขายจะหมดภาระต่อเมื่อได้นำสินค้าไป ส่งมอบลงไว้ในเรือเดินทะเล ณ ท่าเรือที่ระบุไว้ รวมทั้งผ่านพิธีการและเสียภาษีส่งออก หากสินค้าต้องขออนุญาตส่งออกก็ต้องจัดทำใบอนุญาตส่งออก หากมีภาษีส่งออกก็ต้องชำระค่าภาษีนั้นด้วยส่วน ผู้ซื้อจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงจากจุดที่ผู้ขายนำสินค้ามาส่งมอบไว้ในระวาง
4.3 ฐานภาษีสำหรับการนำเข้า
การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศมีฐานภาษีดังนี้
4.3.1 กรณีรับขนคนโดยสาร ได้แก่ มูลค่าของค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม หรือประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสาร
4.3.2 กรณีรับขนสินค้า ได้แก่ มูลค่าของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกประเทศ ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนสินค้านั้นออกนอกประเทศ
4.4 ฐานภาษีสำหรับการนำเข้า
ฐานภาษีสำหรับการนำเข้า ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้าโดยให้ใช้ราคา C.I.F. ของสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนด ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน และภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นที่กฎหมายจะกำหนด
ราคา C.I.F.อาจถือตามราคาที่เจ้าพนักงานศุลกากรประกาศหรือประเมินใหม่ในบางกรณี ส่วนอากรขาเข้าที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนตามกฎหมายต้องนำมารวมเป็นฐานภาษีด้วย กรณีสินค้านำเข้าที่ได้รับยกเว้นภาษีอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรก็จะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ถ้าภายหลังสินค้านั้นต้องเสียภาษีอากรทำให้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ให้ถือมูลค่าตามสภาพหรือปริมาณของสินค้าที่เป็นอยู่ในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น
คำว่า C.I.F. (Cost Insurance and Freight) หมายถึง ผู้ขายจะหมดภาระต่อเมื่อได้นำสินค้าไปส่งมอบลงไว้ในระวางเรือเดินทะเล ณ ท่าเรือที่ระบุไว้ อีกทั้งจัดการจองและจ่ายค่าระวางเรือในการขนส่งสินค้าไปจนถึงท่าเรือในประเทศ ผู้ขายต้องดำเนินการผ่านวิธีการและเสียภาษีส่งออก รวมทั้งต้องจัดทำและจ่ายค่าประกันภัยขนส่งสินค้าทางทะเล ส่วนผู้ซื้อมีหน้าที่ผ่านพิธีการและเสียภาษีนำเข้าประเทศของตนเอง
4.5 ฐานภาษีกรณีขายยาสูบและผลิตภัณฑ์น้ำมันตามที่กฎหมายกำหนด
หลักเกณฑ์พิเศษในการคำนวณภาษี การขายสินค้าเหล่านี้ฐานภาษี ได้แก่ มูลค่าสินค้าที่ได้มาจากการหักจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มออกจากจำนวนเต็มของราคาขายปลีกของสินค้า โดยให้คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่รวมอยู่ในจำนวนเต็มของราคาขายปลีก (ผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีราคาลอยตัวจะไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อนี้)
4.6 ฐานภาษีกรณีพิเศษ
ฐานภาษีกรณีพิเศษมีดังนี้
4.6.1 กรณีผลิตสินค้า หรือให้บริการโดยไม่มีค่าตอบแทน หรือมีค่าตอบแทน ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือราคาตลาดในวันที่ความรับผิดเกิดเป็นฐานภาษี
4.6.2 กรณีผู้ประกอบกิจการนำสินค้าไปใช้ หรือนำบริการไปใช้เอง หรือให้บุคคลอื่นใช้โดยมิใช่เพื่อการประกอบกิจการโดยตรง เช่น นำผงซักฟอกและยาสระผมที่ซื้อมาเพื่อขายไปใช้ส่วนตัว ต้องถือว่าเป็นการขายสินค้าต้องเสียภาษีขาย ฐานภาษีถือตามราคาตลาดในวันที่ความรับผิดเกิด (กำหนดขึ้นเป็นพิเศษ) เนื่องจากผู้ประกอบกิจการกลายเป็นผู้บริโภคจึงต้องรับภาระภาษีขายคล้ายการเรียกเก็บภาษีจากผู้บริโภคทั่วไป
4.6.3 กรณีสินค้าของผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนมีจำนวนคงเหลือขาดจากจำนวนในรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ถือเป็นการขายต้องเสียภาษีขาย โดยถือตามราคาตลาดของสินค้าในวันที่ความรับผิดเกิด คือ วันที่ตรวจพบ
4.6.4 กรณีสินค้าเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 ไปแล้ว ต่อมาผู้ซื้อได้โอนกรรมสิทธิ์ไป ทำให้ผู้ซื้อทอดหลังมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดของสินค้านั้นตามสภาพหรือปริมาณที่เป็นอยู่ในวันที่ความรับผิดเกิด
4.6.5 กรณีผู้ประกอบกิจการมีสินค้าคงเหลือและมีทรัพย์สินที่ใช้ประกอบกิจการเหลือในวันเลิกประกอบกิจการ ถือเป็นการขาย โดยถือราคาตลาดของสินค้าและทรัพย์สินนั้นใน วันเลิกประกอบกิจการเป็นฐานภาษี
4.6.6 ราคาตลาดถือตามราคาเฉลี่ยที่ซื้อขายกันตามเป็นจริงทั่วไปตามที่กำหนดหลักเกณฑ์ตรวจสอบราคาขึ้น กรณีไม่อาจทราบราคาตลาดที่แน่นอนให้ใช้เกณฑ์คำนวณที่จะกำหนดขึ้น
4.6.7 กรณีเรียกเก็บมูลค่าสินค้าหรือบริการเพิ่มจากเดิม หลังจากขายสินค้าหรือให้บริการและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้ว ต่อมามีเหตุการณ์ที่ต้องคิดค่าสินค้าหรือบริการเพิ่มจากเดิม ผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้ลูกค้า และเสียภาษีขายเพิ่มเติมตามจำนวนของสินค้าหรือบริการที่เพิ่มขึ้นในเดือนที่ได้รับใบเพิ่มหนี้เสมือนหนึ่งเป็นภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีทั่วไป เหตุการณ์ที่จะเป็นเหตุให้ออกใบเพิ่มหนี้มีดังต่อไปนี้
1) การเพิ่มราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงซื้อขายกันหรืคำนวณราคาสินค้าต่ำกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีจะกำหนด
2) การเพิ่มราคาค่าบริการเนื่องจากให้บริการเกินกว่าข้อกำหนดที่ตกลงกัน หรือคำนวณราคาค่าบริการต่ำกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีจะกำหนด
4.6.8 กรณีลดมูลค่าสินค้าหรือบริการเดิม ในกรณีตรงข้ามกับข้อ 7 มีเหตุการณ์ ทำให้ต้องลดมูลค่าสินค้าหรือบริการจากเดิม ผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนต้องออกใบลดหนี้ให้ลูกค้า และสามารถนำภาษีที่คิดตามจำนวนมูลค่าที่ลดลงไปหักจากภาษีขายได้ในเดือนที่ออกใบลดหนี้ ส่วนลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนก็ต้องนำจำนวนภาษีที่ปรากฏอยู่ในใบลดหนี้ไปหักออกจากภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้ เหตุการณ์ที่จะเป็นเหตุให้ออกใบลดหนี้มีดังต่อไปนี้
1) การลดราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสินค้าผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน สินค้าชำรุดเสียหาย หรือขาดจำนวน หรือคำนวณราคาสินค้าสูงกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่น ที่อธิบดีจะกำหนด
2) การลดราคาค่าบริการเนื่องจากการให้บริการผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน หรือบริการขาดจำนวน หรือคำนวณราคาค่าบริการสูงกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นที่อธิบดีจะกำหนด
3) ได้รับสินค้าที่ขายกลับคืนมา เนื่องจากสินค้าชำรุดบกพร่องไม่ตรงตามตัวอย่าง ไม่ตรงตามคำพรรณนา หรือเนื่องจากเหตุอื่นที่อธิบดีจะกำหนด
4) มีการบอกเลิกสัญญาบริการเนื่องจากเหตุและตามเงื่อนไขที่อธิบดีจะกำหนด
4.6.9 หนี้สูญ กรณีผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนขายสินค้าหรือให้บริการ และได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ต่อมามีหนี้สูญเกิดขึ้น ผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนทำการจำหน่ายหนี้สูญได้ตามจำนวน หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด และนำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญไปหักออกจากภาษีขายในเดือนที่มีการจำหน่าย หนี้สูญได้ ต่อมาลูกหนี้ที่จำหน่ายเป็นหนี้สูญได้นำเงินมาชำระหนี้ภายหลัง ให้นำภาษีขายที่คิดจากส่วนของหนี้สูญที่ได้รับชำระหนี้รวมเป็นภาษีขายในเดือนที่ได้รับชำระ
ขอบคุณอย่างสูงค่ะ