07 

 

  • ช่วงนี้ห่างหายไปจากการเขียนบันทึกธรรม เหตุปัจจัยก็มีหลายอย่าง อย่างหนึ่งที่รู้สึกได้ก็คือ พิจารณาไปมาแล้วพบว่า สรรพสิ่งก็คือธรรม ธรรมก็คือสรรพสิ่ง  ขึ้นอยู่กับเราที่เป็นเสมือนเครื่องรับ คล้าย ๆ กับจะรับคลื่นวิทยุธรรมได้หรือไม่ทำนองนั้น
  • อ่าน ๆ ดู แล้วอาจจะงง จึงขอแนะนำท่านทั้งหลายที่มีโอกาสแวะไปที่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ให้หยิบหนังสือธรรมะที่ชื่อว่า "เหมือนกับใจ คล้ายกับจิต" ซึ่งเป็นบันทึกธรรมที่เขียนเป็นตอน ๆ สั้น ๆ เรื่องละประมาณครึ่งหน้ากระดาษ อ่านแล้วจะถึงกับร้อง โอ้! ยูเรก้า! เลยละครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่เครื่องรับของเราว่าจะรับได้ตรงมากน้อยเพียงใด
  • จึงขอยกตัวอย่างธรรมบางตอนมานำเสนอดังนี้ครับ

 

ใบไม้

ขณะนี้เรานั่งอยู่ในป่าที่สงบ ที่นี่ไม่มีลม ใบไม้จึงนิ่ง เมื่อใดที่มีลมพัด ใบไม้จึงไหวปลิว จิตก็ทำเดียวกับใบไม้ เมื่อสัมผัสกับอารมณ์มันก็สะเทือนไปตามธรรมชาติของจิต เรายิ่งรู้ธรรมะน้อยเพียงไร ใจก็จะรับความสะเทือนได้มากเพียงนั้น รู้สึกเป็นสุข ก็ตายด้วยความสุข รู้สึกเป็นทุกข์ ก็ตายด้วยความทุกข์อีก มันจะไหลไปเรื่อย ๆ

 

สู่ทะเล

ห้วยหนองคลองบึงต่าง ๆ ที่มันไหลลงสู่ทะเล เมื่อมันไปตกถึงทะเลแล้ว มันก็มีสีคราม รสเค็มด้วยกัน มนุษย์เราทั้งหลายก็เช่นกัน จะอยู่คนละทิศคนละทางก็ช่าง จะอยู่ที่ไหนก็ตาม เมื่อลงสู่กระแสของธรรมะแล้ว มันก็ลงสู่ธรรมะอันเดียวกัน

 

ก้อนน้ำแข็ง

ก้อนน้ำแข็งใหญ่เอาไปวางไว้กลางแจ้งจะดูความเสื่อมของก้อนน้ำแข็ง ก็เหมือนสังขารนี้มันจะเสื่อมทีละน้อย ทีละน้อย ไม่กี่นาที ไม่กี่ชั่วโมง ก้อนน้ำแข็งนี้ก็จะละลายหมดเป็นน้ำไปที่เรียกว่า ขัยยะวัยยัง      ความสิ้นไป ความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลายเป็นมานายแล้วตั้งแต่มีโลกขึ้นมา เราเกิดมาเราเก็บเอาสิ่งเหล่านี้มาด้วย ไม่ใช่ว่าเราทิ้งไปไหน พอเกิดมาเราก็เก็บเอาความเจ็บ ความแก่ ความตายมาพร้อมกัน    ดูอาการที่เสื่อมสิ ร่างกายของเรานี้ทุกส่วนมันเสื่อม ผมมันก็เสื่อมไป ขนมันก็เสื่อมไป เล็บมันก็เสื่อมไป หนังมันก็เสื่อมไป อะไรทุกอย่างมันเสื่อมไปทั้งนั้น เสื่อมไปตามธรรมชาติของมัน