ยายสำอางและอองซานซูจี
ทัศนะของยืนยง โอภากุลกับผู้หญิงอีกหลายคนที่หายไป
ยืนยง โอภากุลเขียนเพลงที่เกี่ยวข้องกับในประวัติศาสตร์และบุคคลในโลกปัจจุบัน ไว้หลายเพลงหลายคนและบางคนก็ถูกเขียนถึงหลายเพลง
น่าสนใจตรงที่ มีผู้หญิงเพียงสองคนเท่านั้นที่ยืนยง โอภากุลเป็นกระจกสะท้อนบทบาทและพฤติกรรม คือ เพลงยายสำอาง และเพลงอองซานซูจี เป็นผู้หญิงสองคนที่จับต้องได้ มีตัวตน และมีเรื่องราวอย่างเป็นรูปธรรม เป็น (แค่) 2 ตัวแทนที่ปรากฏเรื่องราวให้ยืนยงและคาราบาวบรรจงวางตัวโน้ตทั้งห้าตัว นำเสนอต่อสาธารณชน
งานวิจัยหลายเรื่องกล่าวถึงความแตกต่างในบทบาทของเพศ ถ้าเพลงของคาราบาวจะเป็นส่วนหนึ่งในงานวิจัย (สักเรื่อง) เพศน่าจะเป็นข้อกำหนดในการสร้างสรรค์งานของผู้ประพันธ์หรือไม่ ? ถ้ามีการนำเพลงในกลุ่มบุคคลมาแยกกลุ่มกลุ่ม จะมีอัตราการกล่าวถึงเพศส่วนชาย 22 เพลงและเพศหญิง 2 คน
ยายสำอางอองซานกับสถานะสังคมที่แตกต่าง
ยายสำอางเป็นขอทาน อองซานซูจีเป็นนักการเมือง ถึงจะมีความแตกต่างของสถานะทางสังคมแต่ไม่ได้เป็นข้อกำหนดเพื่อแบ่งแยกคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตามทัศนะของยืนยง โอภากุลที่ได้แสดงไว้ทั้งเนื้อหาและท่วงทำนองดนตรี ต่างก็สร้างสรรค์เพลงเพื่อให้ผู้เพลงได้เสพอรรถรสของ “สองชีวิต” ที่สอดคล้องไปกับภาคดนตรีที่เชี่ยวชาญของคาราบาว เพลงเพลงยายสำอางสอดคล้องกับเรื่องราว และดนตรีพื้นบ้านของไทย แตกต่างจากโครงสร้างของภาคดนตรี ที่ออกแบบให้ยิ่งใหญ่สมกับบทบาททางการเมืองของอองซานซูจี ทั้งสองคนมีความแตกต่างที่บทบาททางสังคม แต่มีจุดร่วมที่มุ่งมั่นในแนวทางและอุดมการณ์ของตนเอง
มีผู้หญิงเพียงบุคคล 2 คนเท่านี้หรือ ? ที่โดดเด่น และเป็นแรงบันดาลใจ จนเข้ามาอยู่ในมุมมองของ ยืนยง โอภากุล คำตอบมีสามแนวทาง
แนวทางที่หนึ่งความต่างของรูปธรรมและนามธรรม
คำตอบจากผลผลิตที่ผู้ประพันธ์สร้างสรรค์ขึ้น โดยวิเคราะห์จากเนื้อหา และวัตถุประสงค์ในการนำเสนอผ่านมุมมองของยืนยง โอภากุล โดยพิจารณาจากบทบาทและพฤติกรรมของผู้หญิง (ซึ่งส่วนใหญ่) ถูกเลือกขึ้นมาจาก “คนในมุมมืด” ของสังคม เช่น เพลงนางงามตู้กระจก เพลงนส.3 ก. เพลงมิสชาวนา เพลงแม่สาย เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงในทัศนะของยืนยง โอภากุล เป็นผู้หญิงที่มีพฤติกรรมและบทบาททางสังคมเป็นลบเมื่อวัดมาตรฐานจากเส้นจริยธรรม แต่ยืนยง โอภากุลกลับมองผู้หญิงกลุ่มนี้ด้วยทัศนคติที่เป็นบวกมากขึ้น ดังเนื้อเพลง
“...ความยากจนใครทนได้ พ่อก็แก่แม่ไม่สบาย น้องหญิงชายวัยกำลังหม่ำ....”
(ให้ความสำคัญกับครอบครัว)
“...ท้องที่รอก็ยังหิว สิบนิ้วที่มีไม่อาจจะทดแทนคุณกำเนิด....”
(ให้ความสำคัญกับบุพการี)
“...มีผู้ใดเห็นใจเธอบ้าง แม่น้องนางกลางดินกลางนา ผู้ปลูกข้างเลี้ยงคนเรื่อยมา ทุ่มกายาเป็นประโยชน์สังคม...” (ให้ความสำคัญกับสังคม)
“...เธอเป็นลูกที่ถูกพ่อแม่ขายไป กตัญญูบิดามารดาปานใด แม่สายจากเมืองเจียงฮาย ต้องไปสู่สังคมทราม...”
(ให้ความสำคัญกับบุพการี)
เพียงแต่ว่าผู้หญิงในเพลงเหล่านี้ถือว่าเป็นเพียงภาพของ “ตัวแทน” จึง ไม่อาจเชื่อได้ว่า ผู้หญิงทุกคน “จะเป็น จะคิดและจะทำ” ในแบบอย่างเดียวกัน (ทั้งที่มีอาชีพเดียวกัน) ซึ่งแตกต่างจากยายสำอาง และ อองซานซูจี ซึ่งเป็นบุคคลที่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม
แนวทางที่สองผู้หญิงในทัศนะของแนวคิดสตรีนิยม
อริสโตเติลกล่าวว่า
“ผู้หญิงควรจะมีลักษณะยอมจำนนหรือเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ (passive)
ว่านอนสอนง่าย, เชื่อฟัง, และไม่มีปากมีเสียง”
ในโลกคลาสสิคของกรีกและโรมัน ผู้ชายที่เป็นพลเมืองที่มีภาระรับผิดชอบต่อสังคมและสาธารณะ ส่วนผู้หญิงนั้นเป็นบุคคลที่ต้องทำหน้าที่ดูแลเด็กและจัดการในเรื่องครอบครัว
ในขณะที่ผู้หญิงในขนบประเพณีของสังคมชาวยิวถูกมองว่าเป็นภรรยาและแม่
ยุคหนึ่งในทวีปยุโรปผู้หญิงที่เป็นอิสระซึ่งยังเป็นโสด แม่หม้าย หรือผู้หญิงที่ถูกทอดทิ้ง เสี่ยงต่อการมีชีวิตที่จะผลักดันไปสู่ความตายในฐานะที่เป็นแม่มด
เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยในมุมมองที่ขยายขอบเขตกว้างขวางขึ้น แสดงให้เห็นว่าภายใต้แนวคิดสตรีนิยมนี้ ผู้หญิงต้องทำงานหนักและได้รับผลประโยชน์ทางสังคมเพียงเล็กน้อย ถึงแม้ว่าในช่วงยุคสมัยของความเปลี่ยนแปลง (อย่างยุคปัจจุบัน) ผู้หญิงมีความก้าวหน้ามากขึ้น แต่ความก้าวหน้าต่าง ๆ เหล่านี้มักจะไม่ค่อยมั่นคงนัก ซึ่งในท้ายที่สุด สิ่งที่เป็นที่รู้จักเกี่ยวกับผู้หญิง (บ่อยครั้ง) ได้ถูกวางรากฐานอยู่บนบันทึกต่าง ๆ และการบันทึกนั้นอยู่บนความคิดของผู้ชาย ซึ่งมีเพียงบทบาททางเพศ (sex-role) ที่ค่อนข้างเด่นชัดและมีลักษณะเป็นทัศนคติแบบตายตัว (stereotype)
ยายสำอาง กับ อองซานซูจี จึงเป็นบุคคลที่โดดเด่นกว่า มีเรื่องราวของตนเอง จนก้าวหลุดออกจากกรอบที่สังคมขีดเส้นไว้ ให้กับผู้หญิง ในการวางตัวให้อยู่ในบทบาทที่แตกต่างจากเพศชาย
แนวทางที่สาม ผู้หญิงในเพลงจากทัศนะของผู้หญิงด้วยกันเอง
โสภิดา บวรกิจไพบูลย์และอารยา อนันต์ประกฤติ ให้เกียรติมาเป็นตัวแทนเพื่อแสดงทัศนะในสมมติฐานเรื่องนี้นี้ ซึ่งกล่าวโดยสรุปได้ว่า
- จากประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ที่ผ่าน มาผู้หญิงมีหน้าที่อยู่เหย้าเฝ้าเรือน ไม่มีความจำเป็นต้องถืออาวุธในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นศาสตราวุธ หรืออาวุธทางความคิดก็ตาม ปัจจุบันยังคงปรากฏหลักฐานจาก ละครไทยบางเรื่องที่ยังคงให้ความสำคัญกับผู้ชายในทุก ๆ ด้าน มากกว่าให้ความสำคัญกับผู้หญิง
- สรีระร่างกายของผู้หญิง ไม่เหมาะที่จะทำงานหนัก ไม่มีความอดทนเพียงพอสำหรับการออกไปต่อสู้กับความรุนแรงทางสังคม จึงเป็นธรรมดาที่บทบาทของผู้หญิงถูกลดทอนลงไปให้อยู่ในกรอบของขนบธรรมเนียมดั้งเดิม
- ถึงคาราบาวจะมีเพลงที่กล่าวยกย่องบุรุษเพศมากกว่า ทั้งปริมาณจะมิติทางการมอง แต่ก็ไม่จำเป็นที่คาราบาวจะต้องมีเพลงเพื่อผู้หญิงเพิ่มขึ้นอีก ถ้าไม่อยากจะมีเพราะผ็ประพันธ์เป็นเพศชาย การจะยกย่อง คนหนึ่งคนใดที่ต่างเพศกับตนนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะคิดและทำได้โดยง่าย แต่การมีหรือไม่มีเพลงเพื่อผู้หญิงเพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้ศักดิ์ศรีของผู้หญิง โดยเฉพาะความเป็น “แม่” ลดน้อยลงแต่อย่างใด
จากเรื่องราวในอดีตปัจจุบัน บทบาททางเพศจึงเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อความอยู่รอด ผู้หญิงบางกลุ่มใช้เพศของตนเป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง หลายครอบครัวยังใช้อุบายการยึดโยงสายใยในเรื่องเพศมาใช้ต่อยอดในวงการธุรกิจ ผ่านคำว่า “ทำให้ครอบครัวเป็นทองแผ่นเดียวกัน” ผู้หญิงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาสภาพทรัพย์สินเงินทองหรือขยายอำนาจทางธุรกิจ โดยไม่คิดว่าเป็นการส่งลูกสาวไปสู่การจองจำตลอดชีวิต การแต่งงานที่มีสินสอดทองหมั้น จึงไม่ต่างอะไรกับการขายขาด ให้ไปเป็นเครื่องมือทางเพศแบบถาวร
บทวิเคราะห์นี้จึงขอยกย่อง “ยายสำอางและอองซานซูจี” ที่ชีวิตและเรื่องราวการต่อสู้ตามแนวทางของตนเอง โดดเด่นเพียงพอที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับยืนยง โอภากุล หยิบยกขึ้นมาเป็น “ต้นแบบ” ของเพศหญิง
เรื่องของเพศจึงไม่ใช่ข้อกำหนดที่สังคมจะลดบทบาทของสองชีวิตนี้ ให้พ้นไปจากคำว่า “ศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง” ระหว่างการฟังเพลงทั้งสองเพลงนี้จึงไม่ได้ทำให้รู้สึกว่า เรากำลังฟังเรื่องราวของผู้หญิงสองคน
แต่เรากำลังฟังเรื่องราวของผูหญิงที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของตัวเองด้วยสองมือเปล่า