เมื่อชีวิตเริ่มต้น

นายแพทย์วิชัย  โชควิวัฒน

            ประธานมูลนิธิแพทย์ชนบท

 

          การเริ่มต้นชีวิตของแพทย์ ทันตแพทย์และเภสัชกรในกระทรวงสาธารณสุข เป็นการเริ่มต้นสามอย่างพร้อมๆ กัน

          ประการแรก คือ การเริ่มชีวิตของการทำงาน

          ประการที่สอง คือ การเริ่มรับราชการ

          ประการที่สาม คือ การเริ่มต้นชีวิตของการประกอบวิชาชีพ

 

          ในประเทศอินเดียแต่โบราณ แบ่งช่วงชีวิตมนุษย์เป็น 4 ช่วง คือ 1) พรหมจรรย์ เป็นช่วงของการศึกษาเล่าเรียน  2) คฤหัสถ์ คือวัยครองเรือน  3) วันปรัสถ์ คือวัยของการเตรียมเป็นผู้ละบ้านเรือน และ 4) สันยาสี คือการเป็นนักบวช อุดมคติของคนอินเดียโบราณจึงมุ่งสู่การละวางแทนที่จะยึดติด เป็นอุดมคติที่สอดคล้องกับธรรมชาติของชีวิตที่มีการแตกดับเป็นวาระสุดท้าย ประเทศอินเดียจึงคงความยิ่งใหญ่มาได้ยาวนานหลายศตวรรษ  แม้ประชากรส่วนใหญ่ยังยากจน แต่อู่อารยธรรมตะวันออกแห่งนี้ก็ยังคงดำรงอยู่ได้ ไม่ล่มสลายเหมือนหลายอาณาจักรในแถบตะวันตก เช่น อียิปต์ กรีก และโรมัน เป็นต้น

 

          มหาราชที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของกรีก คือ อเล็กซานเดอร์มหาราชนั้น ประวัติศาสตร์บอกเล่ากล่าวกันว่า ก่อนสวรรคตพระองค์ได้ส่งข้าราชบริพารไว้ให้แห่พระบรมศพไปรอบพระนคร โดยยื่นแขนออกมานอกโลงพระศพเพื่อสอนอาณาประชาราษฎร์ว่า แม้พระองค์จะแผ่แสนยานุภาพยึดครองไปได้ครึ่งโลก แต่สุดท้ายก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย

 

          แพทย์ทุกคนเคยเห็นเด็กคลอดออกมาจะกำมือแน่น แต่เมื่อไปร่วมพิธีรดน้ำศพจะพบว่า ทุกมือที่รับน้ำจากญาติมิตรล้วนแบออกให้เห็นแต่ความว่างเปล่า เป็นอนุสสติอย่างดีที่เตือนใจมิให้หลงใหลหรือตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกระแสโลก โดยเฉพาะโลกยุคปัจจุบันที่อยู่ในกระแสอันเชี่ยวกรากของทุนนิยมและบริโภคนิยม

 

            ในอดีต วิชาชีพแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร ถือเป็นวิชาชีพอิสระ แต่ช่วงร้อยปีมานี้เอง วิชาชีพแพทย์และเภสัชกรได้ถูกครอบงำโดยธุรกิจยา ดังหลักฐานที่ชัดเจนในหนังสือ “กระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติ” และหนังสือ “อุบายขายโรค” ปัจจุบันวิชาชีพโดยเฉพาะแพทย์และเภสัชกรถูกครอบงำอีกชั้นหนึ่งคือ ธุรกิจโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย ซึ่งปล่อยให้โลภจริตครอบงำได้โดยมีการควบคุมน้อยมาก

 

         แพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกรที่เริ่มต้นชีวิตจึงควรตั้งสติให้มั่น จะยอมตนให้ไหลไปตามกระแสของทุนนิยมและวัตถุนิยม หรือจะยึดถืออุดมคติแห่งวิชาชีพ

 

         คำถามแรกที่จะต้องถามและต้องถามตลอดชีวิตก็คือ อุดมคติหรือเป้าหมายชีวิตคืออะไร

         เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนปรารถนาความสุข

         ปัญหาใหญ่อยู่ที่เราจะนิยามความสุขว่าคืออะไร

         หลายคนมุ่งสะสมเงินทองความมั่งคั่ง ด้วยความเชื่อว่าเงินคือความสุข

 

        พระยาอนุมานราชธน ปราชญ์คนสำคัญของไทยในศตวรรษที่แล้ว สอนลูกไว้เมื่อบั้นปลายชีวิตตอนมอบมรดกให้ว่า ทรัพย์สินเงินทองที่มอบให้นั้นไม่มาก แต่ให้ภาคภูมิใจ เพราะเป็นเงินบริสุทธิ์ที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของพ่อ “เงินเป็นปัจจัยให่เกิดความสุข แต่ไม่ใช่ตัวความสุข ความสุขที่แท้จริงคือ ปัญญา อนามัย ไมตรี มีสามัคคีธรรม และการงานที่เป็นสัมมาชีพ”

 

         การมุ่งแสวงหาความสุขจึงต้องมุ่งสร้างสมปัญญา เพื่อให้เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต และแก้ปัญหาชีวิตได้ รักษาสุขภาพพลานามัย สร้างไมตรี รักษาความสามัคคีของหมู่คณะ และประกอบการงานที่เป็นสัมมาชีพให้ลุล่วงไปด้วยดี

        

        อาชีพแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร  จัดเป็นวิชาชีพ

        คำว่าวิชาชีพ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ อธิบายว่า หมายถึงอาชีพที่ต้องมีอาชีวปฏิญาณ คำว่า วิชาชีพ (Profession) แตกต่างจากอาชีพ (Occupation หรือ Vocation) รากศัพท์คือ profess หมายถึง ปฏิญาณหรือสาบานนั่นเอง วิชาชีพจึงนอกจากต้องมีวิชาความรู้อันเลิศแล้ว จะต้องมีการปฏิญาณต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพนับถือว่าจะรักษาคุณธรรมจริยธรรมแห่งวิชาชีพของตนไว้ให้มั่นคง จึงจะก่ออานิสงส์ให้ประสบความสุขความสำเร็จในการประกอบวิชาชีพ

 

         คุณธรรมจริยธรรมวิชาชีพ คือศีลหรือวินัยแห่งวิชาชีพ พระภิกษุสงฆ์ที่รู้ธรรมอย่างลึกซึ้ง หากมิอยู่ในศีลในวินัยก็มิใช่สงฆ์อันควรแก่การเคารพสักการะฉันใด แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกรที่มีความรู้ความสามารถสูงแต่ขาดหรือหย่อนคุณธรรมจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ก็จะไม่ได้รับความเคารพนับถือและไว้วางใจจากประชาชนฉันนั้น

 

         พระยาพิศณุประสาทเวช ครูแพทย์ไทยคนสำคัญตั้งแต่ยุคแรกที่ก่อตั้งโรงเรียนแพทย์ที่ศิริราช เรียกคุณธรรมจริยธรรมของแพทย์ว่า แพทยาลังการ (แพทย์ + อลังการ) คือ อาภรณ์เครื่องประดับของแพทย์ เพื่อให้แพทย์มีความดีงาม เป็นที่เคารพรักและศรัทธาจากคนไข้ ตลอดจนประชาชนทั่วไป

 

         คาถาที่แพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร พึงท่องไว้ในใจเสมอ คือ คาถาประจำมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ว่า อัตฺตานํ อุปฺมํ กเร ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นเอง

 

         คติที่สูงค่าสำหรับทุกคน คือพระราโชวาทแห่งพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทยที่เป็นอมตะนิรันดร นั่นคือ

         “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง

          ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

          ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกแก่ท่านเอง

          ถ้าท่านทรงธรรมแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์”

 

         ขอให้น้องๆ ทุกคนประสบความสำเร็จในชีวิต วิชาชีพ และในราชการ และมีความสุขที่แท้จริงตลอดไป