หมอทำขวัญนาค ตอนที่ 10

ความเปลี่ยนแปลง

ในพิธีทำขวัญนาค 

นายชำเลือง มณีวงษ์

ผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม

(เพลงพื้นบ้าน พานพุ่มพนมมาลา รางวัลราชมลคลสรรเสริญ ปี 2547)

         ท่ามกลางความปล่อยปละละเลย เมินเฉยไม่ให้ความสนใจ ไม่มีความภาคภูมิใจในตนเองและท้องถิ่นของตน เกิดความอับอายที่จะต้องปฏิบัติตนตามแบบโบราณ ขาดผู้นำที่จะเป็นผู้เสียสละในการนำทางไปสู่ความร่วมมือในการสร้างปัญญา  ชุมชนหรือสังคมที่อาศัยอยู่อ่อนแอ ห่างเหินการจัดกิจกรรมที่จะส่งเสริมให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม และยังมีอีกหลาย ๆ ประเด็นปัญหาที่จะนำไปสู่ความล่มสลาย และความไม่สนใจในภูมิปัญญา 

        

         ในมุมมองที่ดูจะมีความเลือนรางไปจนถึงมืดมิด  ยังมีสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวี ของ IPM ช่องโชว์ ได้เก็บภาพศิลปวัฒนธรรมทั่วเมืองไทย มีทั้งของเก่าแก่และร่วมยุค ผูกสมัยกับรุ่นใหม่  ทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้เรื่องราว ความเป็นมา เป็นไปในแง่มุมต่าง ๆ อย่างทั่วถึง เรียกว่า สื่อสารมวลชนกลุ่มนี้พุ่งเป้าไปที่เอกลักษณ์ของชาติอย่างแท้จริง มีคำกล่าวของหัวหน้างานช่างเทคนิคที่ทำหน้าที่บันทึกรายการโทรทัศน์กล่าวว่า  รายการศิลปะ วัฒนธรรม การแสดงทั่วประเทศไทย มีที่ไหนพวกเขาจะตามไปเก็บข้อมูลเอาไปนำเสนอโดยไม่คำนึงถึงคนดูว่า จะให้ความสนใจมากหรือน้อย เพราะที่นี่คือ แหล่งเรียนรู้ ที่นำเอาสิ่งดี ๆ ที่เคยเป็นรากเหง้าของความเจริญรุ่งเรืองมานำเสนอ และเก็บสาระเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไปอีกยาวนาน เช่น พิธีทำขวัญนาค

         

          พิธีทำขวัญนาคในยุคปัจจุบัน การนำเสนอเนื้อหาสาระ ถ้าเทียบกับในอดีตจะมีข้อแตกต่างกันบ้างซึ่งพิธีทำขวัญนาคในอดีตไม่มีการกำหนดเวลา หมอขวัญจะเลิก จะเสร็จพิธีเมื่อไรก็ได้ ในการนำเสนอเนื้อหาสาระจึงมีความละเอียดครบถ้วนมากกว่า  แต่มาในยุคปัจจุบัน จะต้องแบ่งเวลาไปให้กิจกรรมที่สำคัญอื่น ๆ ด้วย จึงต้องมีการตัดทอนในบางเรื่องออกไป แต่ในส่วนที่เป็นเรื่องหลัก ๆ ยังคงมีนำเสนออยู่

ความเปลี่ยนแปลงในพิธีทำขวัญนาค

          หมอเก่า ๆ อย่างคุณตาวัน  มีชนะ  ครูผู้ที่ถ่ายทอดความรู้ในการทำขวัญนาคให้ผม จะบอกกับผมเสมอว่า สิ่งที่ท่านสอน ท่านได้เรียนรู้มาจากครูของท่านอีกต่อหนึ่ง ท่านให้ผมนึกอยู่เสนอว่า ความรู้ที่เราได้รับมานี้ มีที่มาซึ่งก็อาจจะไม่เหมือนกับครูท่านอื่น ๆ โดยเฉพาะบทบาทลีลา คาถาอาคม การเสริมแรง แต่ในส่วนของเค้าโครงเนื้อหาเรื่องราวจะคล้าย ๆ กันด้วยเป้าหมายคือ เพื่อแนะนำ อบรม สั่งสอนนาคโดยผู้สูงอายุเป็นผู้ประกอบพิธี ช่วยให้ผู้ที่จะอุปสมบทได้ล่วงรู้พระคุณของบิดา มารดาผู้ที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูมา ชาวพุทธทั้งหลายต่างก็มีความเชื่อในเรื่องของการอุปสมบทมายาวนานว่า ชายที่มีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ จะต้องบวชเรียนเป็นภิกษุสงฆ์เพื่อสืบต่อพระศาสนาและทดแทนคุณพ่อแม่ แต่วัฒนธรรมหลาย ๆ อย่างรวมทั้งพิธีกรรมได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา พิธีทำขวัญนาคก็เป็นเรื่องหนึ่งที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง ที่เห็นได้ชัดเจน  มีหลายประเด็น ได้แก่

           

          

         

          1. หลักบายศรี แต่เดิมที่ผมได้เห็นมาก่อนที่ผมจะบวช บายศรีที่ใช้ในพิธีทำขวัญนาค ทำด้วยโลหะที่ม้วนตัวได้ ลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ ม้วนเป็นแว่นบายศรีคว่ำหงาย จัดเป็นชั้น ๆ ส่วนมากใช้ 3 ชั้น 5 ชั้น มีหลักตรงกลางทำด้วยไม้ บายศรีชั้นล่างจะมีขนาดใหญ่แล้วค่อย ๆ ลดขนาดลงจนชั้นสูงสุดมีขนาดเล็ก ใช้ผ้าสีห่อหุ้มพันวนขวาจนรอบแล้วคาดด้วยพวงเงินพวงทอง แต่ในปัจจุบันหลักบายศรีมีความสวยงามมาก ประดิษฐ์ด้วยดอกไม้ใบตองสด ๆ ทั้งหมด บางทีบนยอดมีพญานาคพันรอบหลักบายศรีขึ้นไปด้วย เมื่อบายศรีมีความสวยงาม จึงไม่ได้ใช้ผ้าสีห่อหุ้มแบบแต่ก่อน

          2. แต่เดิมก่อนที่จะทำขวัญนาค เจ้าภาพ (เจ้าของบ้าน) จะต้องนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีสวดพระพุทธมนต์ก่อน เมื่อพระสงฆ์สวดจบแล้วจึงจะเข้าสู่พิธีทำขวัญนาค มาในยุคปัจจุบัน พิธีการนี้แยกจากกันเป็นคนละส่วน ถ้าบ้านใดนิมนต์พระสงฆ์ ก็จะมีเทศน์สอนนาคไปเลย  ส่วนบ้านใดที่ยังยึดแบบโบราณ (ความจริงก็เป็นแบบโบราณทั้ง 2 อย่าง) ก็เชิญหมอขวัญมาทำขวัญนาค จึงทำให้คนรุ่นหลังๆ ได้เห็นพิธีการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

          3. ถ้อยทำนองในการร้องทำขวัญนาค แต่เดิมหมอทำขวัญจะร้องเป็นทำนองธรรมวัตร (ทำนองเสนาะ) เป็นส่วนใหญ่ มีร้องทำนองแหล่ (พรรณนา) และเพลงไทยเดิมบ้างก็เฉพาะในตอนสำคัญ แต่การร้องทำขวัญนาคในยุคปัจจุบัน หมอทำขวัญนำเอาท่วงทำนองสมัยใหม่ มาประยุกต์ใช้ผสมผสานกับของเดิม รวมทั้งลูกเล่นลูกล้อมาเพิ่มความสนุกสนานเข้าไปด้วย ทั้งเพลงไทยสากล ว่ากลอนสด รานิเกลิง (ลิเก) เพลงลูกทุ่ง มีการร้องรับส่งเพลงเพื่อบรรยายและเล่าเรื่องตามเนื้อหามากขึ้น ตรงนี้กระมังทีทำให้เนื้อหาบางส่วนต้องตัดออกไปบ้าง แต่ก็ได้ความสนุกสนาน ได้รดชาด ได้อารมณ์ที่หลากหลายมาแทนที่

          4. เวลาที่ใช้ในการทำขวัญนาค แต่ก่อนหมอขวัญจะต้องร้องบอกเนื้อหาเรื่องราวจนครบถ้อยกระบวนความ ได้แก่

             - นะโมแปล, ชุมนุมเทวดา (แปลหรือไม่แปล)

             - บทเคารพคุณพระศาสดา

             - บทกำเนิดของคน (ปฏิสนธิ)

             - บทนามนาค (ที่มาของคำว่านาค)

             - บทสำเภาทอง, โล้สำเภา, แหล่แยกในเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน

             - บทสอนนาค, แนะนำข้อคิดที่ควรปฏิบัติตนเมื่อบวชเป็นพระสงฆ์

             - บทเรียกขวัญ, เชิญขวัญนาค

             - พิธีเวียนเทียน เบิกบายศรี

ในวันนี้หรือยุคนี้ หากจะนำเอาบทสอนทั้งหมดมาว่าในพิธีทำขวัญนาคซึ่งคงจะต้องใช้เวลา ประมาณ 3 ชั่วโมงขึ้นไป ในเมื่อเวลามีเพียง 2 ชั่วโมงเศษ ประกอบกับท่านเจ้าภาพอยากให้เอ่ยชื่อผู้ที่ใกล้ชิดสนิทกันที่มาร่วมในงานด้วย จึงเป็นที่มาของการร้องนอก แยกบทร้องออกไปจากเนื้อหาในพิธี แต่ก็ยังมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ด้วยเจตนาของผู้หา จ้างวานเป็นสำคัญ

          5. การเอ่ยชื่อเรียกเงินรางวัล ผู้ฟังเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม ตรงนี้จะต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ในสมัยก่อนไม่มี เจ้าภาพติดต่อหมอขวัญไปทำขวัญนาคก็ว่ากันแต่เนื้อ ๆ เน้นการสอน อบรมให้นาคได้รับรู้เป็นหลัก มาในยุคปัจจุบัน เมื่อเพลงลูกทุ่งเข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิต หมอขวัญที่ร้องเพลงได้ดี หรือเสียงดี ๆ ร้องเพลงลูกทุ่งได้ จนถึงเป็นนักร้องลูกทุ่ง แล้วหันมาเป็นผู้ประกอบพิธีทำขวัญนาคจึงถูกขอให้ร้องเพลง ขอให้ร้องแหล่ ขอให้ร้องกลอนสดลิเกเอ่ยชื่อญาติพี่น้องทีมาร่วมงาน เป็นการสร้างสีสันและให้เกียรติญาติผู้ใหญ่ ในส่วนตัวของผม ในกรณีนี้จะต้องมีผู้มาขอให้ผมร้องจึงจะแสดงความสามารถให้ เพราะผมร้องด้นกลอนสด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการเตรียมเนื้อร้องเอาไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นทำนองแหล่ เสภา ลิเก ฯลฯ ผมจัดให้ตามความต้องการของผู้หา จ้างวาน มิได้ร้องเล่นขอเงินซึ่งไม่ถูกต้องอยู่แล้ว บางท่านไม่เข้าใจ หรืออาจจะมีหมอบางท่านมีวิธีการอื่น ๆ ซึ่งผมไม่อาจที่จะกล่าวในที่นี้ได้

         

          ยังมีข้อแตกต่างในประเด็นอื่น ๆ ของการทำขวัญนาคในปัจจุบัน ที่ผิดไปจากในอดีตอีก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลของค่านิยมที่เกิดจากความพึงพอใจและไม่ทำให้พิธีกรรมเสียหายหรือไปบดบังความสำคัญ ผมจะได้ยกเอามาชี้ให้เห็นในโอกาสต่อ ๆ ไป

ชำเลือง  มณีวงษ์  เข็มเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ รางวัลผู้สร้างสรรค์คุณประโยชน์

                        ต่อประชาชนโดยส่วนรวมอย่างดียิ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี ปี 2552