การดูแลกายให้กันนั้นดูแลง่าย แต่การดูแลจิตให้กันนั้นดูแลยาก
คนที่จะสามารถดูแลและเข้าใจจิตใจของผู้อื่นได้ คน ๆ นั้นจะต้องรู้และเข้าใจ “จิตใจ” ของตนเอง

ความคิดนั้นเป็นอย่างหนึ่ง จิตนั้นก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง
ถ้าหากเรามีหน้าที่ดูแลจิตผู้อื่น ขอให้เราจงปล่อยวาง “ความคิด” นั้นเสีย
พยายามอย่าเอา “ความคิด” มาตัดสินความเป็นไปแห่งจิตของผู้อื่น

คนเราเดี๋ยวนี้เรียนมาก รู้มาก
การนำความรู้ที่เรียนจากตำรามาตัดสิน “จิต” ของบุคคลอื่นนั้นเป็นเรื่องผิดมากกว่าถูก

เรื่องของจิตต้องใช้ “จิต” เป็นตัวตัดสิน
จิตของเรา เรายังควบคุมไม่ได้ นับภาษาอะไรกับจิตของบุคคลอื่น
ผู้ที่หยั่งรู้จิตใจของคน ย่อมต้องหยั่งรู้จิตของคนคือ “ตนเอง”

รู้แล้วว่าจิตของตนเองเป็นอย่างไรก็ขอจงวางความรู้แห่งจิตตนนั้น
จิตเรามิใช่จิตเขา
ความรู้ของเราก็มิใช่ความรู้ของเขา

ดังนี้พระพุทธเจ้าจึงเป็นอริยะบุคคลที่น่าสรรเสริญ เพราะเป็นผู้ซึ่งหยั่งรู้แล้วซึ่งจิตของ “มนุษย์”
กรรมฐาน ๔๐ เป็นการหยั่งรู้และแก้จิตทั้ง ๔๐ แบบ
รู้หนึ่ง บรรลุหนึ่ง ก็เท่ากับรู้ ๔๐ บรรลุ ๔๐

ความรู้เท่าใบไม้ในกำมือ ก็เทียบเท่าได้คือ “ความรู้แห่งจิต”
เมื่อรู้จิต จิตรู้ ก็เป็นผู้รู้ “รู้จิต”

รู้จิตตน รู้จิตคน รู้จิตใจ
รู้โกรธ รู้โลภ รู้หลง รู้อภัย
รู้จริงไซร้ รู้แน่ รู้ “ธรรม...”