สวัสดีครับทุกท่าน ยังค้างคากับเรื่องการวิจัยในเมืองไทยจังครับ
จริงๆ เราน่าจะมีองค์กรสักองค์กรนะครับ ที่ทำหน้าที่ในการเอื้อการเริ่มทำวิจัยให้กับคนทำวิจัยรุ่นใหม่ที่ไม่จำกัด ว่าต้องเรียนจบอะไร โดยอาจจะมีโอกาสในการขอทุนสนับสนุนได้ไม่เกินกี่ครั้ง เช่น ขอได้ไม่เกินห้าครั้ง เมื่อหมดแล้วก็จะขออีกไม่ได้ โดยหน่วยงานนี้ก็น่าจะมีแผนต่อไปคือเชื่อมโยงระหว่างองค์กรเอกชนกับนัก วิจัยที่ได้ขอทุนของตัวเองให้เชื่อมโยงและเกิดความยั่งยืนมากขึ้น ให้เค้าต่อสายตรงกันกับเอกชนที่จะเอาผลงานวิจัยไปใช้ได้จริงๆ น่าจะดีกว่ากรณีที่ขอได้อีกไม่รู้ว่ากี่ครั้งขอให้มีโครงการวิจัยก็พอ น่าจะมีการทบทวนกันดูก็คงจะดีนะครับ เพื่อตั้งองค์กรเหล่านี้ขึ้นมาสนับสนุนการวิจัยตั้งแต่ระดับเล็กถึงวิจัย ระดับขนาดใหญ่

แต่หากนักวิจัยสามารถจะต่อสายตรงกับบริษัทได้โดยตรงก็จะนับว่าดีมากๆ สำหรับการนำไปสุ่การพึ่งพาอย่างแท้จริง องค์กรที่ว่านี้อาจจะมีการสร้างปัญหาวิจัย รวบรวมปัญหาวิจัยให้กับสังคมและตีโจทย์ให้เห็นว่าเส้นทางเป็นอย่างไรบ้าง แล้วการวิจัยก็อาจจะสนับสนุนทุนให้ทำกันมากกว่าหนึ่งกลุ่มเพราะจะเกิดการ แข่งขันในเบื้องต้นเพื่อแข่งขันกันคิด แข่งขันกันทำ และแข่งขันกันประยุกต์ใช้ แต่ในท้ายปลายสุดก็เอาข้อดีของแต่ละทีมมาผสมผสานกันก่อนจะนำไปใช้จริง ก็น่าจะเกิดประโยชน์ร่วมกันแล้วนำไปสู่การพัฒนาต่อ

การสร้างเกณฑ์ต่างๆ มาครอบการวิจัยบางทีเหมือนกับเราเป็นศิลปินครับ บางทีก็ภาพที่วาดออกมาก็เป็นไปตามอารมณ์ศิลป์ มีกรอบมาสั่งมันจะไม่เสร็จเอาได้ครับ ในทำนองเดียวกันการวิจัยก็เช่นเดียวกันครับ มันจะสุกเมื่อบริบทมันพร้อม แต่การที่มีคนรอใช้ผลงานวิจัยอยู่ก็เป็นตัวเร่งการทำวิจัยอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาเวลาอย่างอื่นมากดดันมาก งานแต่ละอย่างต่างบริบทเทียบกันไม่ได้

จริงๆ แล้วหากแต่ละมหาวิทยาลัยอาจจะตั้งเป็นคลินิกวิจัยขึ้นมา ในการบริการงานวิจัยในชุมชนก็จะดีมากๆ ร่วมกับการเปิดให้มาปรึกษาหารือกับการวางแผนการวิจัย แล้วรับทำวิจัยด้วย หรือเป็นพี่เลี้ยงให้กับคนที่อยากจะทำวิจัย มีปัญหาวิจัยห้อยอยู่ให้เห็น ตลอดแสดงให้เห็นว่างานวิจัยเหล่านั้นขึ้นหิ้งไปเท่าไร ใช้ประโยชน์ได้เท่าไร ส่วนไหนกำลังรอการนำไปใช้ หลายๆ อย่างจะนำไปสู่การพัฒนาที่ชัดขึ้น จริงๆ แล้วหากเราเริ่มทำมันก็จะเดินไปของมันเอง

ปัญหาหลักๆ บ้านเราคือจะนำงานวิจัยขึ้นหิ้งลงมาใช้ประโยชน์อย่างไร อันนี้ต้องยอมรับว่างานวิจัยส่วนหนึ่งจำเป็นต้องอยู่บนหิ้งเพราะประโยชน์ มันไกล แต่ก็จำเป็นต้องทำ แต่หากเป็นงานวิจัยเชิงประยุกต์ควรจะไม่อยู่บนหิ้งนานเกินไป
ปัญหาต่อมา งานวิจัยที่เราทำกันตอบปัญหาวิจัยของสังคม ชุมชนแค่ไหน หรือว่าแหล่งทุนฝันไปทาง คนวิจัยฝันไปทาง ชุมชนฝันรอไปอีกทาง
ระบบประเมินทั้งหลาย ว่าๆ ไปแล้วก็มีทั้งส่วนดีและส่วนที่ด้อยอยู่มาก…ผมสังเกตดูว่าต่อไป คนทำงานในระบบราชการก็จะมีเกรดในการทำงานด้วย ทำงานได้แค่ไหนได้เกรดอะไรแน่ๆ มีตัววัดดัชนีชี้มากมาย คงสนุกน่าดู จริงๆ แล้วน่าจะเปิดให้คนให้ทุนที่แท้จริง (ประชาชน) ประเมินบ้างก็คงจะดีนะครับ เผื่อจะได้ปลดนักวิชาการออกบ้าง จะได้ตื่นเต้นและแฟร์ๆ
การเป็น ดร. ไม่ได้วิเศษอะไร เพราะมันเป็นคำที่เรียกหลังจากเรียนจบ แค่เรียนจบเท่านั้นครับ ดังนั้นในส่วนนี้ หากไม่เรียกผมโดยมีคำนี้นำหน้าก็จะขอบพระคุณมากๆ เลยครับ
ในประเทศเราจะมี ดร.กี่หมื่นแสน แต่หากงานที่ทำออกมาไม่ได้เกิดประโยชน์กับสังคมโดยรวมแล้วก็ยากครับที่จะ พัฒนาไปได้ แต่หากมีการสนับสนุนให้รู้จักทำงานร่วมกัน ก็จะเป็นปึกแผ่นเหมือนกับการต่อจิ๊กซอที่สร้างตั้งเอาไว้แล้วเพียงแต่จะต่อ ให้เสร็จเมื่อไร การต่อเชื่อมในธรรมชาติก็เชื่อมโยงกันหมดครับ

ด้วยมิตรภาพครับ

เม้งครับ

ปล.นำมาฝากจากลานปัญญาครับ