การศึกษาของไทยในปัจจุบันนี้เป็นการศึกษาที่ยังไม่ค่อยจะต่างจากอดีตเท่าไหร่ จะเห็นได้จากการที่มีการไปเรียนกวดวิชา ติวเตอร์เพิ่มเติม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของครูผู้สอนในโรงเรียนใช้วิธีการสอบแบบสอนความรู้ไม่มาก แต่สั่งงาน การบ้าน ทำให้เด็กต้องมานั่งทำแต่งานที่คุณครูสั่งจนไม่มีเวลาอ่านหนังสือ เป็นเหตุให้เด็กต้องออกไปหาความรู้ข้างนอกโรงเรียน เพราะในโรงเรียนกวดวิชานั้นจะเน้นวิชาการ จนนักเรียนสามารถจำเนื้อหาที่เรียนได้อย่างเข้าใจถ่องแท้
อีกส่วนหนึ่งของการศึกษาไทยที่ยังเป็นปัญหาคือ การรับนักเรียนมัธยมศึกษาในโรงเรียนรัฐบาลที่มืชื่อเสียงมักจะรับเด็กนักเรียนเกินกำหนดทำให้ห้องหนึ่งห้องหนึ่งมีนักเรียนมากจนเกินไป ครูผู้สอนสอนได้ไม่ทั่วถึง ทำให้เด็กไม่ได้รับความรู้เท่าที่ควร และการรับแบบกรณีพิเศษ ที่เป็นการใช้เงินจำนวนมากที่ผู้ปกครองจ่ายให้กับทางโรงเรียนเพื่อให้ลูกหลานของตนได้เข้าเรียน ทำให้เด็กที่สอบเข้ามีอัตราที่น้อยลง การที่จะได้เด็กนักเรียนที่มีคุณภาพและมีความประพฤติดีจึงลดน้อยลง
คุณภาพการศึกษาของไทย ตกอยู่ในสภาพที่ต้องได้รับการดูแลและเยียวยาเป็นพิเศษเหมือนผู้ป่วยในห้องไอซียู. องค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกจ (OECD) ได้รายงานว่า นักเรียนไทยมีความสามารถในการอ่านลดลงอยู่ในอันดับที่ 41-42 จาก 57ประเทศ และส่งผลให้การเรียนวิชาอื่นๆ มีปัญหาไปด้วย, ความรู้คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ก็อยู่ในเกณฑ์ต่ำ โดยอยู่ในอันดับที่ 43-46 และ 44-47 จาก 57 ประเทศตามลำดับ.
จากการศึกษาวิจัยของ OECD สรุปว่าปัจจัยหรือองค์ประกอบที่เป็นสาเหตุทำให้คุณภาพการศึกษาของไทย ต้องมีสภาพเหมือนคนไข้ในห้องไอซียู ได้แก่
1.ความแปรปรวนระหว่างโรงเรียน หมายถึง คุณภาพของโรงเรียนมีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด. ฟินแลนด์ เป็นประเทศที่จัดการศึกษาได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก. โรงเรียนในประเทศฟินแลนด์ มีความแปรปรวนระหว่างโรงเรียนต่ำกว่า 5% ซึ่งแสดงว่าพ่อแม่ชาวฟินแลนด์ ไม่ต้องพบกับปัญหาการเลือกโรงเรียนให้ลูกเพราะโรงเรียนมีคุณภาพแตกต่างกันไม่มาก. สำหรับโรงเรียนในประเทศไทยความแปรปรวนระหว่างโรงเรียนมีค่าสูงถึง 37% การเลือกโรงเรียนให้ลูกจึงเป็นปัญหาใหญ่ สำหรับพ่อแม่คนไทยเพราะโรงเรียนมีคุณภาพแตกต่างกันมาก.
การจัดการศึกษาของไทย ทำให้บุคคลได้รับสิทธิเสมอภาคและมีความคุณภาพอย่างทั่วถึง ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมหรือไม่?
2.การแข่งขันของโรงเรียนเพื่อรับเด็ก จากการศึกษาวิจัยพบว่า ในประเทศที่ยิ่งมีจำนวนโรงเรียนที่แข่งขันกันเพื่อรับเด็กมาก นักเรียนจะยิ่งมีคะแนนเฉลี่ยของการเรียนสูง. แต่สำหรับประเทศไทยกลับตรงข้ามกล่าวคือ นักเรียนแข่งขันกันเพื่อเข้าโรงเรียน และผลคือนักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยต่ำทุกวิชา.
ผลการศึกษาวิจัยนี้ให้ข้อคิ[คำไม่พึงประสงค์]ะไรบ้างกับผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายการศึกษาของไทยที่กำหนดให้โรงเรียนยอดนิยมทั้งหลายใช้วิธีการรับนักเรียนโดยการให้นักเรียนสอบแข่งขัน. ระบบ “แอดมิสชั่นส์”ก็ใช้วิธีการเดียวกันคือ “ให้นักเรียนสอบแข่งขัน”ใช่หรือไม่?
3.งบประมาณการศึกษา จากการศึกษาวิจัยพบข้อมูลที่น่าสนใจ คือหลายประเทศที่รัฐบาลใช้วิธีแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาด้วยการเพิ่มงบประมาณสนับสนุน, ผลปรากฏตรงข้ามคือนักเรียนมีผลการเรียนแย่ลง. ในประเทศที่ใช้วิธีให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการ, มีอิสระในการหาและการตัดสินใจในการใช้งบประมาณ พบว่านักเรียนมีผลการเรียนที่ดีกว่า.
ดังนั้นการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาให้กับสถานศึกษาโดยตรงตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 39, นอกจากจะเป็นภาระกิจที่รัฐบาลจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่รัฐบาลใหม่ควรจะรีบดำเนินการเพราะไม่ต้องเสียงบประมาณเพิ่มแต่อย่างใด ใช่หรือไม่?
4.ทรัพยากรของโรงเรียน หมายถึงการมีครูที่เพียงพอ และมีทรัพยากรการเรียน ได้แก่ หนังสือเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่มีคุณภาพ. จากการศึกษาค้นพบว่ามีผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน. ประเทศไทยขาดแคลนครูมากเช่นเดียวกับประเทศต่างๆ ที่อยู่ในกลุ่มที่นักเรียนมีผลการเรียนต่ำ. จำนวนนักเรียนต่อครูในประเทศที่นักเรียนมีผลการเรียนดีจะอยู่ที่นักเรียน 10 คนต่อครู 1 คน หรือต่ำกว่านั้น. ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีนักเรียนมากกว่า 20 คนต่อครู 1 คน. ผู้บริหารสถานศึกษาของไทยส่วนใหญ่รานงานว่าขาดแคลนทรัพยากรการศึกษา ยกเว้นโรงเรียนสาธิตและโรงเรียนเอกชน. ดัชนีทรัพยากรเฉลี่ยของประเทศไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD มาก.
ข้อมูลดังกล่าวอธิบายได้ดีอยู่แล้วว่าทำไมคุณภาพการศึกษาของไทยจึงได้ตกต่ำ.
กล่าวโดยสรุป การบริหารและการจัดการศึกษาของไทย ยังไม่มีคุณภาพและยังไม่ได้มาตรฐานพอที่จะเตรียมเยาวชนให้สามารถใช้ชีวิตและเป็นพลเมืองที่มีศักยภาพที่จะผลักดันเศรษฐกิจและการให้ประเทศสามารถแข่งขันได้ในอนาคต. เมื่อศึกษาถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อคุณภาพการศึกษาก็ได้ข้อมูลว่า รัฐบาลใหม่จะต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วนทั้งในเรื่องครู,ทรัพยากรการศึกษา และการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาในระบบโรงเรียน.
สวัสดีครับ
เห็นด้วยนะครับ ว่าการที่เด็กเรียนกวดวิชามากเนี่ย เป็นสิ่งสะท้อนถึงปัญหาการศึกษาของบ้านเรา
ผมว่า บรรดาครูในโรงเรียนทั้งหลายก็คงพยายามกันเต็มที่แล้วนะครับ อย่างการให้การบ้านนี่ก็คงโทษกันไม่ได้หรอกครับ มันก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำความเข้าใจเนื้อหา อย่างเช่นวิชาคณิตศาสตร์ นักเรียนจะไม่มีทางเข้าใจเนื้อหาได้เลยถ้าไม่ทำการบ้าน
ผมว่าที่เด็กหนีไปหาที่กวดวิชาน่าจะเป็นเพราะเหตุผลว่า ที่กวดวิชาติวตรงกับข้อสอบ entrance มากกว่าน่ะครับ แล้วก็ เรียนที่กวดวิชาแล้วได้สูตรท่องจำ ได้บทสรุปที่เหมาะกับการเตรียมตัวสอบ มากกว่า เท่าที่ผมเคยเห็น มีเด็กหลายคนที่ไม่ได้เข้าใจเนื้อหาเท่าไหร่ แต่ได้สูตรท่องจำของโรงเรียนกวดวิชาจึงสามารถเอาตัวรอดในการสอบได้เสมอ
เด็กเก่งไปกองอยู่โรงเรียนยอดนิยม จะไม่เก่งได้อย่างไร ส่วนคนไม่เก่งก็อยู่ในโรงเรียนขยายโอกาส
ค่าคนเป็นครูอยู่ที่สอนคนไม่เก่งให้เป็นคนเก่ง ต่างกับคนสอนคนเก่งให้เก่งยิ่งขึ้น ใครทำยากกว่ากัน