เมื่อวานนี้ก่อนจะขึ้นมาสวดมนต์ภาวนาแผ่เมตตาจิต
รดน้ำต้นไม้อยู่รอบๆที่พัก
พลันหูไปได้ยินเสียงโฆษณาในวิทยุที่คนงานเปิดไว้
ฟังแล้วนึกว่าการโฆษนาสมัยนี้ชวนให้ผู้บริโภคไหลหลงจริงๆ
เป็นการนำเสนอสินค้าแบบใช้ปัญญา
คนที่บริโภคหากไม่ฉุกคิดก็ต้องซื้อแน่นอน
ธรรมฐิตเลยนึกถึงนิทานของ.จางจื้อ. ปราชญ์ชาวจีนในสมัยก่อน
ผู้สนใจในปรัชญาเต๋าคงรู้จักแน่นอนนิทานเรื่องนี้ชื่อว่า
..เช้าสี่เย็นสาม..
เรื่องมีว่าคนฝึกลิงได้พูดกับลิงทั้งหลายว่า
ตอนนี้ต้องลดอาหารกันหน่อย นับแต่นี้ไปเราจะให้ลูกเกาลัดแก่เจ้า
ในตอนเช้า ๓ กอง และตอนบ่าย ๔ กอง
พวกลิงฟังเช่นนั้นเกิดอาการไม่พอใจคิดจะประท้วง
คนเลี้ยงลิงรู้ดังนั้นใช้ปัญญาในการนำเสนอใหม่ว่า
ถ้างอย่างนั้นเราจะให้พวกเจ้า..ตอนเช้า ๔ กอง บ่ายสามกอง..
ลิงทั้งหมดฟังแล้วก็พอใจในข้อเสนอใหม่ของเจ้าของลิง..
เราหลายคนอ่านแล้วคงอดขำลิงไม่ได้เพราะข้อเสนอทั้งสอง
มันไม่ได้ต่างอะไรกันเลยยังไงก็ได้กินเท่าเดิมในแต่ละวัน
แต่ลิงกลับคิดว่าข้อหลังดีกว่า
เพราะอะไรรึคงเพราะข้อหลังนำหน้าด้วยของหน้าสนมากกว่า
แล้วตามด้วยของที่น้อยกว่าทีหลัง
มนุษย์ในสังคมปัจจุบันก็ไม่ต่างอะไรจากลิงนี้เป็นจำนวนมาก
เพราะบางครั้งเราใช้ความรู้สึกในการซื้อของ
นำหน้ามากกว่าใช้เหตุผลว่ามันมีประโยชน์มากน้อยเพียงไร
คนเรามักอยากสบายก่อนโดยไม่คำนึงว่าภายหลังจะเป็นยังไง
ขอสบายก่อนเหอะเห็นว่าถูก โปรโมชั่นดีมีของแถมซื้อก่อน
บางสิ่งนั้นไม่ได้จำเป็นกับการดำรงชีวิตของเราเลย
ภายหลังซื้อแล้วคิดได้ว่าไม่มีประโยชน์รู้งี้เอาตังค์ไว้ใช้อย่างอื่นดีกว่า
การซื้อของนะไม่เท่าไรนัก แต่บางครั้งนำความรู้สึกแบบ
..เช้าสี่เย็นสาม..มาใช้ดำเนินชีวิตนี่สิน่าคิด
ดังนั้นเราต้องใช้สติกำกับความรู้สึกในการตัดสินใจให้มากที่สุด
สติสามารถนำเหตุและผลปัญญามาถ่วงดุลความรู้สึกเราอย่างดี
บางครั้งคราว..ความถูกอกถูกใจ..กับ..ความถูกต้อง..
มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน หากขาดสติคุมความถูกใจจะนำหน้า
แต่เมื่อมีสติการดำเนินชีวิตก็จะเดินไปสู่วิถีที่ถูกต้องแน่นอน...
ธรรมะสวัสดีขอรับ..
จงทำเพราะความถูกต้องแต่อย่าทำเพราะความถูกใจ
ถูกใจ มันไวกว่า ถูกต้องครับ
สาธุขอรับ..
บางครั้งไวเสียจนตั้งตัวมะทันเลยขอรับ..
นมัสการหลวงน้า
วันนี้หนูมาเรียนให้หลวงน้าทราบว่า
หนูไปทำบุญตอนเช้า ถวายสังฆทาน
และฝึกสมาธิในตอนบ่ายเจ้าค่ะ
หนูจะเล่าในบันทึกค่ะ
ใจจะได้ซึมซับในสิ่งดีๆจ๊ะ
เดี๋ยวหลวงน้าจะไปอ่านจ๊ะ..