ครูเยี่ยมบ้าน

 

ครูเยี่ยมบ้านนักเรียน รับรู้ปัญหาแก้ความเดือดร้อนได้

เมื่อเวลา 09.00 น วันที่ 11 ก.ค. นายจุรินทร์  ลักษณะวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการได้ตรวจเยี่ยมนักเรียนและพบผู้ปกครองนักเรียนใน จ.สมุทรสาคร ตามโครงการเยี่ยมบ้านนักเรียนประจำปี 2552 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)โดยมี นายวิระยุทธ เอี่ยมอำภา ผวจ.สมุทรสาคร คุณหญิงกษม วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณะผุ้บริหารจากหน่วยงานต่าง ๆ ใน จ.สมุทรสาคร รวมทั้งส.ส. ในพื้นที่ เข้าร่วม ทั้งนี้ การตรวจเยี่ยมบ้าน นักเรียนในครั้งนี้ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาสมุทรสาคร ได้คัดเลือกนักเรียนซึ่งมีฐานะยากจนแต่มีผลการเรียนและความประพฤติดี จำนวน 3 ราย ได้แก่ ด.ญ.สุชาดา สุหร่าย นักเรียน

ชั้นป.6 โรงเรียนวัดท่าเสา ด.ช.นพรัตน์ บุญเงิน นักเรียนชั้นม.3 โรงเรียนธรรมจริยาภิรมย์ และด.ช.สุธี  ธรรมนุสสรณ์ นักเรียนชั้นม.1 โรงเรียนวัดธรรมจริยาภิรมย์ เป็นนักเรียนที่ รมว. ศึกษาธิการและคณะเข้าตรวจเยี่ยม พูดคุยกับผู้ปกครอง พร้อมทั้งมอบทุนการศึกษาให้รายละ 3,000บาท พร้อมอุปกรณ์การเรียนและชุดพละ

                นายจุรินทร์ เปิดเผย ว่าการตรวจเยี่ยมบ้านนักเรียนครั้งนี้ เป็นการรณรงค์สัปดาห์เยี่ยมบ้านนักเรียน ของ สพฐ. ที่ จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 11 19 ก.ค. นี้ซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างที่อยากให้ครูและผู้บริหารเห็นความสำคัญของการตรวจเยี่ยมบ้านนักเรียน เพราะจะทำให้ทราบข้อมูลของนักเรียนรวมทั้งสภาพปัญหาเป็นรายบุคคล

 เพื่อโรงเรียนจะได้ให้คำแนะนำช่วยเหลือและแก้ปัญหาได้ ถูกทาง โดยฝากให้ครู แต่ละคนที่ได้รับมอบหมายดูแลนักเรียน 20 คนออกตรวจเยี่ยมให้ครบทุกคน หากใครมีปัญหาจะได้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที

                ด้านคุณหญิงกษมา กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานอื่นในพื้นที่ได้เข้าร่วมเยี่ยมบ้านนักเรียนด้วย เพราะปัญหา บางเรื่องเกินความสามารถของโรงเรียนที่จะแก้ไขได้ เช่น เรื่องที่อยู่อาศัย  การมีงานทำหากมีปัญหาจะได้ช่วยกันแก้ไขอย่างครบวงจร อย่างไรก็ตาม แผนการตรวจเยี่ยมบ้านนักเรียนแต่ละโรงเรียนอาจจะแตกต่างกันไป แต่ขอให้ผู้บริหารและครูให้ความสำคัญ โดยขอให้เขตพื้นที่ การศึกษา ช่วยกันติดตามและประเมินผล

                จากโครงการดังกล่าว ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีมาก ๆ เพราะจะทำให้ทางโรงเรียนทราบปัญหาหลาย ๆ เรื่องของนักเรียน เพื่อที่จะนำไปแก้ไขต่อไป เช่นอบต.เป็นฝ่ายที่ทราบข้อมูลดี อยู่แล้ว เพราะเป็นคนในพื้นที่ สมควรที่จะประสาน ความร่วมมือช่วยเหลือดันโดยไม่ต้องแบ่งว่าเป็นงานของใคร หน้าที่ใคร แต่ต้องช่วยกันทำอย่างจริงจังให้โอกาส เด็กไทยจะได้พัฒนาก้าวไกล ตามทันอารยะประเทศกับเขาบ้างนะครับ