ออฟเป็นเด็กชายอายุ 6 ปี อยู่โรงเรียนสองภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่1 คุณพ่อคุณแม่พามาปรึกษาด้วยเรื่องคุณครูบ่นว่าไม่ค่อยตั้งใจเรียน บางครั้ง เหม่อลอยเหมือนคิดอะไรอยู่คนเดียว ค่อนข้างซน ไม่ค่อยนิ่ง คุณพ่อคุณแม่บอกว่าออฟสนใจเรื่องเครื่องบินและยานอวกาศมาก เขาก็จะค้นคว้าจนรู้จักเครื่องบินทุกรุ่น รู้ไปจนถึงเครื่องยนต์กลไกในการบิน และการบังคับการบินในห้องนักบิน นอกจากนี้แล้วยังสนใจเรื่องดาราศาสตร์ และอวกาศ ขณะที่คนอื่นกำลังนั่งฟังคุณครู แต่ออฟกำลังนั่งเหม่อลอย คิดและจินตนาการถึงวงโคจรของดาวอังคารที่เขาได้ศึกษามาจากที่บ้าน แทบไม่สนใจการเรียนในชั้นเรียนเลย เนื่องจากสิ่งที่อยู่ในความคิดและจินตนาการนั้นน่าสนใจกว่ามาก

ปัญญาเลิศคืออะไร

เด็กปัญญาเลิศ ( Gifted child ) หรือเด็กอัจฉริยะ คือเด็กที่มีระดับสติปัญญาสูงมาก ( I.Q. อาจสูงถึง 130-140 ) เด็กกลุ่มนี้ก็จะดู คล้ายเด็กสมาธิสั้นครับ เนื่องจากความที่เขาฉลาดมาก จึงมักมีความอยากรู้อยากเห็น มีพลังงานในตัวเองมาก นอกจากนี้เขาจะมีสมาธิดีมากใน เรื่องซึ่งตนเองสนใจ แต่ถ้าเรื่องไหนไม่อยู่ในความสนใจ ก็อาจไม่สนใจเลย จึงดูคล้ายเด็กสมาธิสั้นได้ แต่เรื่องไหนที่สนใจ เขาก็จะพยายามค้นคว้าจนมีความรู้เกินวัย ผู้เชี่ยวชาญบางท่านกำหนดเกณฑ์ของเด็กปัญญาเลิศคือระดับสติปัญญาหรือไอคิว เกิน130 บางท่านระดับความสามารถในการเรียน สูงกว่า2 ชั้นปี เช่นเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แต่ความสามารถในการเรียนเทียบเท่ากับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เด็กปัญญาเลิศจะเฉลียวฉลาดกว่าเด็กวัยเดียวกัน ต้องการการปรับเปลื่ยนการเลี้ยงดู และการสอน เพื่อศักยภาพสูงสุดของเด็ก คุณพ่อคุณแม่และคุณครูที่ดูแลเด็กปัญญาเลิศมักบอกตรงกันอย่างหนึ่งว่า ''เหนี่อย'' นาทีแรกเด็กปัญญาเลิศอาจพูดจาเกินวัย แบบผู้ใหญ่ แต่อีกนาทีต่อไปอาจหงุดหงิด อาละวาดเพราะไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ

• รู้ได้อย่างไรว่าลูกปัญญาเลิศ

จากการศึกษาวิจัยในรัฐ มินิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ ปีค.. 1994 -1995 โดยศึกษาเด็กปัญญาเลิศ 241

คน อายุตั้งแต่ 2-12 ปีระดับสติปัญญาตั้งแต่ 160-237

พบว่าร้อยละ 82 ของพ่อแม่ต้องการการช่วยเหลือในเรื่องการตัดสินใจเกี่ยวกับการศึกษาของลูก

ร้อยละ50 ของพ่อแม่บอกว่าลูกนอนน้อยกว่าเด็กอื่นๆ ในเรื่องของพัฒนาการ

ร้อยละ94 ของเด็กมีสมาธิต่อเนื่องนานกว่าเด็กวัยเดียวกัน

ร้อยละ91 มีพัฒนาการทางภาษาเร็ว

ร้อยละ60 มีพัฒนาการทางกล้ามเนื้อเร็ว

เด็กปัญญาเลิศเริ่มพูดคำแรกอายุเฉลี่ยเพียง 9 เดือน เริ่มอ่านหนังสือง่ายๆได้อายุ4 ปี

ร้อยละ 52 ไวต่อความรู้สึกเจ็บปวด

เราลองมาดูว่าลูกหลาน ของเรามีลักษณะเข้าข่ายเด็กปัญญาเลิศหรือไม่ โดยจะมีลักษณะดังต่อไปนี้ครับ

- เป็นนักคิดเรื่องของเหตุผล

- มักเรียนรู้เรื่องต่างๆได้อย่างรวดเร็ว

- สามารถจดจำคำศัพท์ ต่างๆได้จำนวนมาก

- มีความจำเป็นเยี่ยม

- ถ้าสนใจอะไรแล้วจะมีสมาธิสนใจ จดจ่อได้เป็นเวลานาน

- เป็นคนอ่อนไหว จึงรู้สึกเจ็บปวด ผิดหวังได้ง่าย

- คาดหวังว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์ ( Perfectionistic ) ในวัยอนุบาลเด็กปัญญาเลิศบางคนอาจจะค่อนข้างเจ้ากี้ เจ้าการ พยายามจัดการงานหรือเพื่อนๆ ตามที่ตัวเองต้องการ และจะผิดหวังง่ายเมื่อคนอื่นไม่เห็นด้วย หรือไม่ร่วมมือ เมื่อโตขึ้นเข้าวัยประถม เด็กปัญญาเลิศมักจะมีมาตรฐานสูง ทุกสิ่งทุกอย่างต้องดีพร้อม ประกอบกับชอบสั่งผู้อื่น ชอบทำตัวเป็นเจ้านาย พยายามบริหารจัดการเพื่อน ครู ไปจนถึงพ่อแม่

- ตึงเครียดง่าย การที่เด็กปัญญาเลิศมักจะเครียดง่าย อ่อนไหวง่าย อาจทำให้ถูกผู้ใหญ่มองว่าดื้อ ต่อต้านคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครู โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าถูกดุว่าหรือลงโทษ หรือถูกมองว่าชอบทำอะไรแตกต่างจากคนอื่น

- มีความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดีสูง

- มีความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าเด็กทั่วไป

- หมกมุ่นเฉพาะเรื่องที่ตนเองสนใจ

- มีพลังมากในการทำสิ่งต่างๆ อาจถูกวินิจฉัยผิดเป็นโรคสมาธิสั้น เนื่องจากเด็กปัญญาเลิศมักมีลักษณะอ่อนไหว ตึงเครียดง่าย หุนหันพลันแล่น อดทนรออะไรไม่ได้ ค่อนข้างซน อยู่ไม่นิ่ง จึงอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น อย่างไรก็ตามเด็กปัญญาเลิศส่วนหนึ่งอาจเป็นโรคสมาธิสั้นร่วมด้วยก็ได้ครับ เป็นการวินิจฉัยคู่ ( Dual Diagnosis )

- ชอบคบเพื่อนที่อายุมากกว่าหรือผู้ใหญ่

-มีความสนใจในเรื่องต่างๆมากมาย

- มีอารมณ์ขัน แต่มักเป็นอารมณ์ขันที่เพื่อนไม่เข้าใจ

- เป็นนักอ่านตัวยง ถ้าอายุยังน้อย เช่นวัยก่อนอนุบาล อ่านหนังสือเองไม่ได้ ก็ชอบที่จะให้พ่อแม่อ่านให้ฟัง เด็กส่วนใหญ่ถ้ายังไม่ได้เข้าโรงเรียนมักอ่านหนังสือไม่ได้ โรงเรียนอนุบาลส่วนใหญ่ก็มักจะ ยังไม่ได้สอนการอ่าน แต่เด็กปัญญาเลิศบางคนอ่านหนังสือได้เร็วกว่าปกติ และอ่านได้ตั้งแต่วัยอนุบาล

- ผดุงความยุติธรรม ชอบความถูกต้อง เป็นธรรม

- การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ดีเกินวัย

- เป็นนักสังเกตการณ์ชั้นยอด

- มีจินตนาการกว้างไกล

- มีความคิดสร้างสรรค์

- ชอบซักถาม

- มีอัจฉริยภาพด้านการคำนวณ

- มีความสามารถสูงในการต่อจิ๊กซอว์

- เด็กปัญญาเลิศมักมีความมั่นใจในความสามารถเกี่ยวกับเรื่องการเรียนของตนเองสูง นอกจากนี้แล้ว ยังต้องการหลักสูตรการศึกษาซึ่งท้าทายมากกว่าเด็กทั่วๆไป

- เด็กปัญญาเลิศบางคนอาจมีพรสวรรค์เป็นพิเศษในด้านดนตรี ศิลปะ วรรณกรรม หรือการคิดแบบวิทยาศาสตร์

ฉลาดมากก็มีปัญหา

เมื่อลูกได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเด็กปัญญาเลิศแล้ว คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรภูมิใจว่าลูกเป็นเด็กปัญญาเลิศ หรือสบายใจว่าลูกฉลาดมาก ไม่ต้องช่วยเหลืออะไรแล้วนะครับ เพราะเด็กปัญญาเลิศอาจจะมีปัญหาหลายอย่างตามมาเช่นปัญหาทางอารมณ์และสังคม ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะลักษณะเฉพาะของเด็กปัญญาเลิศก็คือความเป็นตัวของตัวเอง ไม่พึ่งพาอาศัยใคร จึงมักที่จะชอบทำงานคนเดียว เชื่อมั่นในตนเองสูง มีความสนใจและความสามารถเฉพาะเรื่องที่ตนเองสนใจ มีความสามารถหลายอย่าง มักจะปฏิเสธคำแนะนำของพ่อแม่และเพื่อน เข้ากันไม่ได้กับผู้ใหญ่อาจสร้างความยุ่งเหยิง วุ่นวาย เรียกร้องความสนใจ พ่อแม่และครูมักไม่เข้าใจ และอาจมีปัญหาการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น

คุณพ่อคุณแม่จะช่วยเหลือลูกได้อย่างไรบ้าง

คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักดีใจและภูมิใจเมื่อรู้ว่าลูกเป็นเด็กปัญญาเลิศ เฉลียวฉลาดมากกว่าเด็กทั่วๆไป แต่อาจมีความรู้สึกตื่นเต้น หวาดกลัวปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นร่วมกันไปด้วย อาจพยายามสอบถามผู้รู้ หาหนังสือมาอ่าน เด็กปัญญาเลิศอาจมีมุมมองที่ เห็นสิ่งปกติแตกต่างไปจากคนอื่น ถึงแม้จะได้เปรียบในการรับรู้ที่ดีกว่าคนอื่นแต่ก็จะข้อเสียคือความรู้สึกแปลกแยกจากผู้อื่น เมื่อรู้ว่าลูกเป็นเด็กปัญญาเลิศแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็ควรพูดคุยกับลูก อธิบายและบอกความจริงว่าลูกต่างจากผู้อื่น เหมือนคนเราสีผม สีผิว แตกต่างกัน ไม่ควรยกย่องหรือชื่นชมความเป็นอัจฉริยะของลูกนะครับ จะทำให้ยิ่งมีปัญหาต่อไปเมื่อลูกโตขึ้น

คุณพ่อคุณแม่ควรพยายามที่จะเรียนรู้ ยอมรับและเข้าใจในอัจฉริยภาพของลูก

เด็กปัญญาเลิศต้องการอะไร

เด็กต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจความแตกต่างจากผู้อื่น และช่วยส่งเสริมศักยภาพที่มี ในช่วงวัยก่อนอนุบาล การเลี้ยงดูและปฏิบัติต่อลูกอาจล้ำหน้าอายุที่แท้จริงไปสักเล็กน้อย ตัวอย่างเช่นเด็กปัญญาเลิศอายุ2 ขวบที่สามารถเข้าใจและเล่นของเล่นของเด็ก6 ขวบได้แล้ว ก็ควรจะสนับสนุนให้เล่นได้ครับ หรือเด็กปัญญาเลิศอายุ3 ขวบที่สามารถอ่านหนังสือได้แล้ว ก็ควรหาหนังสือง่ายๆมาให้อ่าน การที่คนในสังคมชื่นชมลูกก็มีผลต่อพ่อแม่ครับ เช่นการที่เข้าไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เกต แล้วมีคนทึ่งที่ลูกน้อยอายุเพียง2-3 ขวบ สามารถอ่านข้อความในป้ายสินค้าออกมาดังๆ คุณพ่อคุณแม่ก็อดที่จะภูมิใจในตัวลูกไม่ได้ ก็จะยิ่งทำให้ลูกทำพฤติกรรมแบบนี้ซ้ำๆ คุณพ่อคุณแม่จึงควรทำให้เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องธรรมดาๆ ไป

เมื่อลูกเติบโตขึ้น ปัญหาก็เปลี่ยนไป เช่นเด็กปัญญาเลิศอายุ 5 ขวบแต่อ่านหนังสือได้เทียบเท่ากับพี่อายุ 7 ขวบ เล่นหมากรุกได้เหมือนเด็ก12 ปี หรือพูดจาเหมือนเด็กอายุ13 ปี แต่ขณะเดียวกันอาจร้องอาละวาดเหมือนเด็กเล็กๆ เมื่อไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษา ทำความเข้าใจ เรื่องของพัฒนาการตามวัยอย่างละเอียด ถ้าลูกอายุเพียง 9 เดือน เริ่มพูดได้ คุณพ่อคุณแม่รอให้ถึงเวลาที่เด็กวัยเดียวกันมีพัฒนาการไล่มาทัน แล้วค่อยกระตุ้น โต้ตอบกับลูก เมื่อเข้าโรงเรียนแล้ว เด็กปัญญาเลิศควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาช่วยดูแลเพื่อจัดหลักสูตร ระบบการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับอัจฉริยภาพของเด็ก คุณครูควรใช้วิธีการสอนหลายๆรูปแบบ เพราะเด็กปัญญาเลิศนั้นนอกจากจะเรียนรู้ได้เร็วกว่าเพื่อนๆแล้วยังมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างจากคนอื่นด้วย เด็กปัญญาเลิศสามารถเรียนรู้เนื้อหาวิชาได้มากๆในคราวเดียว ดังนั้นถ้าให้เนื้อหาวิชาทีละเล็กทีละน้อยเหมือนทั่วๆไป ก็อาจจะทำให้เด็กปัญญาเลิศมีปัญหาการเรียนได้ ลักษณะเฉพาะง่ายๆของเด็กปัญญาเลิศก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้เช่นครูอาจดุว่าว่าลายมือไม่ดี เพราะเด็กปัญญาเลิศต้องรีบเขียนเพื่อให้ทันกับความคิดที่รวดเร็วของตนเอง บางคนเขียนสะกดคำผิดบ่อยๆ เพียงเพราะว่าเด็กปัญญาเลิศต้องการอ่านจับใจความมากกว่าสังเกตและจำตัวสะกดที่ถูกต้อง

ความไม่เข้ากันกับเด็กอื่น

ปัญหาของเด็กปัญญาเลิศอีกประการหนึ่งก็คือ ความไม่พอดี ไม่เข้ากันกับเด็กอื่น อัจฉริยภาพอาจล้ำหน้า

เพื่อนๆ ไป ต้องการเนื้อหาการเรียนรู้ที่มากกว่าและซับซ้อนกว่าคนอื่น ลองจินตนาการถึงเด็กผู้หญิงปัญญาเลิศคนหนึ่งนะครับ อายุ 6 ขวบ แต่สามารถอ่านหนังสือของเด็กเกรด12 ( ระดับมัธยม 6 ) ได้ ขณะเดียวกันความเข้าใจเนื้อหาเทียบเท่ากับระดับเด็กเกรด7 ( ระดับมัธยม 1) เธอสามารถตอบโจทย์คณิตศาสตร์ คูณ หารได้ถูกต้อง เข้าใจเรื่องของเศษส่วน ทศนิยมได้ แต่ใช้วิธีนับนิ้ว เพราะยังไม่ได้เรียนตารางสูตรคูณ เรื่องที่เธอสนใจคืออวกาศ มีสมาธิส่องกล้องดูดาวได้เป็นชั่วโมงแต่ นั่งได้ไม่นานกับเรื่องที่ไม่ชอบและน่าเบื่อ ร้องไห้ง่าย อารมณ์อ่อนไหว ชอบสั่งเวลาคนอื่นทำไม่ถูกต้อง มีอารมณ์ขันแปลกๆ ที่เพื่อนไม่เข้าใจ ถ้าไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีการช่วยเหลือ ไม่มีระบบการศึกษาพิเศษช่วย ( มักจะเริ่มตอนเกรด 3-4 ) ก็น่าเสียดายอัจฉริยภาพของเด็กปัญญาเลิศ เนื่องจากพ่อแม่รู้จักลูกดีที่สุดา จึงควรเปิดโอกาสให้คุณพ่อคุณแม่ได้ช่วยจัดหลักสูตรในโรงเรียนด้วย

อัจฉริยะมาก...ให้พาสชั้น... ดีไหม

เนื่องจากเด็กปัญญาเลิศเรียนรู้ไวกว่าเด็กวัยเดียวกันมาก การเรียนสิ่งที่รู้หมดแล้ว น่าเบื่อมาก การให้เลื่อนชั้นไปเรียนกับเด็กที่โตกว่า อาจเป็นทางออกหนึ่ง การได้พูดคุยเรื่องที่สนใจกับเด็กรุ่นพี่อาจช่วยในด้านสังคมก็ได้ วิธีอื่นๆ เช่นอาจให้เข้าโรงเรียนเร็วกว่าวัยปกติ อาจให้ข้ามเรื่องที่รู้แล้วไป หรือจัดการเรียนการสอนแบบพิเศษตามระดับอัจฉริยภาพเช่นอาจให้เรียนวิชาคณิตศาสตร์กับเด็กรุ่นพี่ 4 ชั้นปี เรียนวิชาภาษากับเด็กรุ่นพี่ 2 ชั้นปี แต่เรียนวิชาพลศึกษาร่วมกับเพื่อนวัยเดียวกัน เป็นการจัดหลักสูตรแบบยืดหยุ่น โดยอาจให้เรียนกับรุ่นพี่ครึ่งวันเช้า เรียนกับเพื่อนๆ ครึ่งวันบ่าย ซึ่งหลักการนี้น่าจะดีกว่าการให้เลื่อนชั้นไปเรียนกับรุ่นพี่ เพราะจะไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตกับเด็กวัยเดียวกันเลย ถ้าโรงเรียนไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหลักสูตรให้ คุณพ่อคุณแม่ควรใจเย็นครับ พูดคุยให้ผู้บริหารโรงเรียนเข้าใจ ถ้าไม่ได้ผล อาจย้ายโรงเรียน หรือเปลี่ยนระบบการศึกษา สุดท้ายก็คือโฮมสคูลไปเลยครับ คือพ่อแม่จัดการเรียนการสอนเองที่บ้าน ข้อดีคือคุณพ่อคุณแม่สามารถจัดหลักสูตรตามอัจฉริยภาพแต่ละด้านของลูกได้อย่างอิสระ สนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาสเล่นกีฬา หรือร่วมกิจกรรมกับเพื่อนวัยเดียวกัน เด็กปัญญาเลิศหลายคนอาจอยู่ในระบบโฮมสคูล ในช่วงแรก แล้วกลับเข้าระบบการศึกษาในโรงเรียนเมื่อเข้าชั้นมัธยมหรือวิทยาลัย