สระในภาษาไทย

   

ความคิดเห็นที่ ๑

 

 ผมสอนภาษาไทยมา ๒๙ ปี เรียนวิชาเอกภาษาไทยตั้งแต่ ป.กศ.สูง ปริญญาตรี ๒ สถาบัน และเรียนปริญญาโทในสาขาจารึกภาษาไทย ซึ่งล้วนแล้วแต่วนเวียน เกี่ยวข้องอยู่ในวงการภาษาไทยมาโดยตลอด

     ตอนเด็กผมเรียนเรื่องสระ ก็ท่องกันมาว่า สระไทยมี ๒๑ รูป ๓๒ เสียง ต่อมามาเป็นครูสอน ม.๑ เมื่อปี ๒๕๒๑ ในตำราหลักภาษาไทย ของกระทรวงศึกษาธิการ บอกว่าสระไทยมี ๒๔ เสียง ที่หายไป ๘ เสียง คือสระเกิน ได้แก่ สระ อำ ไอ ใอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦา ซึ่งตามหลักภาษาศาสตร์ ก็เป็นสระที่เกินมาจริงๆ สระอำ  คือสระอะ ที่มี ม. สะกด สระไอ ใอ คือสระอะที่มี ย สะกด สระเอา คือสระอะที่มี ว สะกด  ส่วน ฤ ฤา ฦ ฦา ก็มีเสียง ร และ ล ประสม สระอึ สระอือ อยู่ชัดๆ

     แต่แล้วเมื่อมาสอน ม.๖ ที่โรงเรียนบางลี่วิทยาในปัจจุบัน ผมต้องสอนเด็กว่า สระไทย มี ๒๑ เสียง อ้าว แล้วสระหายไปไหนอีก ๓ เสียง

    ตัวการอยู่ที่สระประสมทั้ง ๖ เสียง ๓ คู่ คือ สระเอียะ สระเอีย สระเอือะ สระเอือ สระอัวะ สระอัว นักภาษาศาสตร์เขาบอกว่าสระประสมทั้ง ๖ ตัวนี้ นับเป็นหน่วยเสียงสระได้ ๓ หน่วยเสียงเท่านั้น เขาบอกว่าสระแต่ละคู่เช่น สระเอียะกับสระเอีย นั้นต่างกันที่ความสั้นยาวของเสียงเท่านั้น แต่ไม่ทำให้ความหมายต่างกัน พูดอย่างนี้คงงง เขาบอกวิธีพิสูจน์ว่า ให้หาคำสองคำที่มีพยัญชนะต้นเหมือนกัน เสียงวรรณยุกต์เหมือนกัน แต่คำหนึ่งใช้สระเอียะ อีกคำใช้สระเอีย มาเทียบกัน ถ้าหาได้โดยทั้งสองคำมีความหมายจึงจะถือว่าเป็นคนละหน่วยเสียง แต่เราก็หาไม่ได้ เขาห้ามใช้คำที่เราเปล่งเสียงขึ้นมาเอง หรือเสียงธรรมชาติเช่นเสียงไล่ไก่ ไล่วัว ไล่สัตว์ต่างๆ

     แล้วสระที่เหลือทำได้หรือ ผมลองทำดูก็ทำได้ เช่นผมลองที่สระอะกับสระอา ได้คำว่า ปะ แปลว่า พบ มาเทียบกับคำว่า ป่า แปลว่า ที่รกด้วยต้นไม้ต่างๆ ก็แยกความหมายได้จริงของเขา

     อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่ในหมู่นักภาษาทั้งหลาย

     แล้วทีนี้ครูภาษาไทยเราจะสอนอย่างไร

     ผมเห็นชั้นเล็กๆสอนกันว่าสระมี ๓๒ เสียง พอโตขึ้นม.ต้นสอนว่ามี ๒๔ เสียง พอขึ้นม.๖ สอนว่า ๒๑ เสียง

    เพื่อนครูคงเหนื่อยหน่อยนะในการอธิบาย

     หวังว่าคงไม่อธิบายแบบว่า table อ่านว่า แทบ-เล่ ไปก่อนพอโตขึ้นค่อยอ่าน เท-เบิล

                           นายพิสูจน์   ใจเที่ยงกุล

                            ครูชำนาญการพิเศษ

                           โรงเรียนบางลี่วิทยา

 ความคิดเห็นที่  ๒

พอดีได้ไปอบรมมาค่ะ

แล้ววิทยากรกล่าวว่า "ในปัจจุบันนักวิชาการทางด้านภาษาจะกำหนดให้ว่า

ภาษาไทยมีสระ ๓๖ รูป ๒๑ เสียง"

โดย ๓๖ รูป คือ

๑. อ็(ไม้ไต่คู้)* ๒. ะ (สระอะ) ๓. อั (ไม้หันอากาศ)* ๔. า (สระอา)

๕. อำ (สระอำ)* ๖. อิ (สระอิ)* ๗. อี (สระอี)* ๘. อึ (สระอึ)*

๙. อี (สระอือ)* ๑๐. อือ (สระอือ-ออ)* ๑๑. อุ (สระอุ)*

๑๒. อู (สระอู)* ๑๓. เ-ะ (สระเอะ) ๑๔. เ (สระเอ)

๑๕. เอ็ (สระเอ-ไม้ไต่คู้)* ๑๖. แ-ะ (สระแอะ) ๑๗. แ (สระแอ)

๑๘. แอ็ (สระแอ-ไม้ไต่คู้)* ๑๙. โ-ะ (สระโอะ) ๒๐. โ (สระโอ)

๒๑. เ-าะ (สระเอาะ) ๒๒. อ (สระออ) ๒๓. อ็อ (สระออ-ไม้ไต่คู้)*

๒๔. เ-อะ (สระเออะ) ๒๕. เ-อ (สระเออ) ๒๖. เอิ (สระเอ-อิ)*

๒๗. เอียะ (สระเอียะ)* ๒๘. เอีย (สระเอีย)* ๒๙. เอือะ (สระเอือะ)*

๓๐. เอือ (สระเอือ)* ๓๑. อัวะ (สระอัวะ)* ๓๒. อัว (สระอัว)*

๓๓. ว (ตัววอ) ๓๔. ใ (สระใอไม้ม้วน) ๓๕. ไ (สระไอไม้มลาย)

๓๖. เ-า (สระเอา)

* หมายเหตุ เนื่องจากมีการตรวจสอบคำผิด ทำให้ไม่สามารถใส่สระเดี่ยวได้ จึงใส่ "อ อ่าง" กำกับแทน

        ส่วนเสียงมีรอฟังประกาศก่อนนะคะ เพราะวิทยากรบอกว่ารู้กันในหมู่นักวิชาการ ครูชำนาญการ ครูวิทยฐานะ ดิฉันเป็นเพียงครูที่รับการถ่ายทอดมาอีกที ก็ขอรอฟังจากกระทรวงศึกษาธิการคงจะแน่ใจมากกว่า ขอบคุณค่ะ

                               คุณ  ครูชั้นประถม

 

ความคิดเห็นที่ ๓


ค่ะ ...ตลกดี มีเหตุผลทุกตำรา ดิฉันว่า ตอนเด็กๆที่ต้องสอนว่า 32 เสียงก็เพราะต้องวิธีสอนแบบสอนเด็กๆคือสรุปให้ง่ายๆเข้าไว้ ไม่ต้องอธิบายกันมาก แค่ให้วิเคราะห์ได้เล็กน้อยว่าตัวไหนเป็นยังไงก็พอ ต่อมาโตขึ้นอีกหน่อยค่อยเริ่มสอนให้วิเคราะห์ที่ยากขึ้นนิดนึงแล้วจึงจับมาสังเคราะห์ พอโตขึ้นอีก ก็วิเคราะห์ให้ละเอียดไปอีกแล้วก็เอามาสังเคราะห์อีก แต่สำหรับดิฉันซึ่งเป็นครูสอนปอหก ไม่เชี่ยวชาญภาษาไทยมาก่อน แต่ก็พยายามเสาะแสวงหาความรู้เสมอ เพราะเราต้องเอาสิ่งนั้นไปถ่ายทอดให้เด็กๆ และสิ่งหนึ่งที่กระทำเป็นประจำตามแนวคิดของตัวดิฉันเองก็คือ อะไรที่ไม่สามารถสรุปได้ ดิฉันจะให้ข้อมูลทั้งหมดแก่พวกเขาเท่านั้น ขั้นตอนการสรุปให้เกิดขึ้นกับตัวเขาเอง เช่นเรื่องนี้ ที่ดิฉันเสาะแสวงมาพบข้อมูลของอาจารย์พิสูจน์(ซึ่งต้องขอขอบพระคุณมากจริงๆค่ะ เพราะได้รู้เพิ่ม จะได้เอาไปบอกเด็กๆเพิ่ม)ดิฉันก็จะทำเหมือนที่อาจารย์คือเอาข้อมูลทั้งหมดนำเสนอนี่ล่ะค่ะ และบอกพวกเขาว่าแล้วแต่ใครจะคิดเป็นยังไง "แต่เวลาทำข้อสอบต้องจำไว้นะ ถ้าเป็นข้อสอบประถมต้องตอบ 32 ถ้าเป็นข้อสอบม.ต้นตอบ24 และม.ปลายให้ตอบ 21 เพราะเวลาทำข้อสอบ เราจะเอาแต่ความคิดเราไม่ได้ เราต้องเอาใจคนถามน่ะค่ะ!

 ครูอ้อย

   

 

 

  ท้ายนี้ครู.ทอ ต้องขอขอบพระคุณ เจ้าของความคิดเห็น ข้างต้นที่ยกมาเป็นตัวอย่าง  ให้กับผู้ที่สนใจ ภาษาไทย  ทุกๆท่านนะครับ

      และถ้าผู้รู้ท่านใดได้ข้อสรุปที่แน่นอน ถ้าจะช่วยแนะนำจักขอขอบพระคุณยิ่ง

                                                                ท. ณเมืองกาฬ