"ละครจะไม่ไร้สาระ ถ้าเรารู้จักเลือกที่จะดี และใช้สมองและจิตใจสัมผัสถึงสิ่งที่มันต้องการบอกแก่เรา"

ละครเรื่องหนึ่งก็เปลี่ยนชีวิตของเราได้

 

               

             ข้าพเจ้าได้มีโอกาสดูละครทางช่องสามเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่อง “ สุดรัก สุดดวงใจ ”  ตอนแรกที่ข้าพเจ้าได้ดูโฆษณาของละครเรื่องนี้ก็เกิดความสนใจในละครทันที  เพราะเนื่องหาของละครเรื่องนี้มีสาระในทุก ๆ ตอน  ละครเรื่องนี้สอนให้ข้าพเจ้าได้รู้ในหลาย ๆ เรื่อง  เนื้อหาของละครก็จะเน้นถึงชีวิตของคนเก็บขยะจน ๆ คนหนึ่ง ที่มีจิตใจดี และเมตตา โดยมีอยู่วันหนึ่งคนเก็บขยะคนนี้ก็ได้ไปเจอเด็กชายที่ถูกทิ้งไว้ข้างกองขยะ  คนเก็บขยะจึงได้ทำเด็กชายมาเลี้ยงเป็นลูก  ดูแล ให้ความรัก ให้การศึกษา และชีวิตกับเด็กคนนี้ เท่าที่พ่อคนหนึ่งจะทำให้ลูกได้  พอโตขึ้นเด็กหนุ่มคนนี้ก็เป็นเด็กดีมีความกตัญญูต่อพ่อของเขา แม้สุดท้ายเขาจะรู้ว่าพ่อของเขาไม่ได้เป็นพ่อตามสายเลือดก็ตาม

                และเรื่องนี้ยังทำให้ข้าพเจ้ามีความมุ่งมั่นในการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยมากขึ้น เพราะเด็กหนุ่มในเรื่องเป็นคนขยัน มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และพยายาม  แม้ว่าฐานะทางบ้านของเขาจะไม่เอื้ออำนวย  แต่เขาก็ไม่เคยละความพยายามเพื่อไปให้ถึงสิ่งที่เขาหวังไว้ นั้นก็คือ  การเป็นหมอ และสุดท้ายเด็กหนุ่มคนนี้ก็ทำสำเร็จ เขาได้เป็นหมอ และเขาก็เลือกที่จะเป็นหมอตามโรงพยาบาลชุมชนที่เขาเติบโตมา ทั้ง ๆ ที่เขามีโอกาสจะทำงานในโรงพยาบาลใหญ่ก็ตาม

 

              เมื่อไม่กี่ปีมานี้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสดูหนังไตหวันเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่อง “ เกมชีวิต ลิขิตหัวใจ ” ซึ่งละครเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับหมอหลายคนในโรงพยาบาลใหญ่ของเมือง  ซึ่งในเรื่องก็จะมีทั้งหมอที่ดี และไม่ดี มีเรื่องราวมากมายที่ข้าพเจ้าเองไม่สามารถนำมาเล่า ณ ที่นี้ได้หมด แต่มีอยู่สองฉากในละครตอนใกล้จะจบที่เป็นบทสรุปของตัวละครแต่ละคน ซึ่งเป็นฉากที่ข้าพเจ้าประทับใจมาก

                ฉากแรกคือ ฉากที่เป็นบทสรุปของศัลยแพทย์มือหนึ่งของโรงพยาบาลแห่งนี้  โดยศัลยแพทย์คนนี้เป็นคนที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัว  และบ้างานมาก  แต่เขาก็เป็นคนที่รักลูกสาวมากที่สุด  โดยที่เขาสามารถทำทุกอย่างให้ลูกสาวของเขาได้  ผลสุดท้ายของเรื่องมีอยู่ว่า  ลูกสาวของเขามาหาเขาที่โรงพยาบาล เพราะพ่อไม่กลับบ้านมาหลายวันเนื่องจากทำงานและมีปัญหากับภรรยา ในขณะที่ลูกสาวของเขาจะข้ามถนนมาหาเขานั้นก็ให้ถูกรถชน  ลูกสาวของเขาสมองตาย แต่ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ  ในวันเดียวกัน ก็มีเด็ก 2-3 คน ที่ป่วยเป็นโรคที่ต้องได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ และอวัยวะของเด็กหญิงคนที่ถูกรถชนก็เข้าได้กับเด็ก ๆ เหล่านี้  ตอนแรกที่ศัลยแพทย์ผู้นี้รู้เรื่อง เขาไม่ยอมให้เอาเครื่องช่วยหายใจออกจากลูกของเขา ถึงแม้รู้ทั้งรู้ว่าลูกของเขาไม่มีทางที่จะกลับมามีชีวิตโดยปราศจากเครื่องช่วยหายใจได้อีกแล้ว หรือพูดง่าย ๆ ก็คือลูกของเขาได้ตายไปแล้ว มีแค่เพียงร่างกายที่ยังไม่ตาย และยังสามารถช่วยชีวิตเด็กคนอื่นจากโรคร้ายได้ สุดท้ายด้วยจรรยาบรรณของศัลยแพทย์ผู้นี้ เขาก็ได้ตัดสินใจยกชีวิตของลูกเขา เพื่อช่วยชีวิตเด็ก ๆ เหล่านั้นทั้งหัวใจที่แตกสลาย เพราะลูกคือทั้งชีวิตของเขา เป็นลมหายใจ และอนาคตทั้งหมดที่เขามี  เมื่อการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี เด็ก ๆ ที่เป็นโรคร้ายก็ได้รับการรักษาจนหาย ศัลยแพทย์ผู้นี้ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นแพทย์ที่ดี  เขานั่งฟังผู้คนกล่าวสรรเสริญเขาข้าง ๆ กับเด็กที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะจากลูกสาวของเขา เขานั่งฟังผู้คนมากมายยกย่อง ชื่นชมทั้งน้ำตาที่ตกใน และแล้วเขาก็ค่อย ๆ ก้มลงฟังเสียงหัวใจของเด็กที่ได้หัวใจของลูกเขา เขาฟังเสียงหัวใจของลูกเขาในร่างของเด็กอีกคนที่ไม่ใช่ลูกด้วยรอยยิ้มและน้ำตา

                ส่วนฉากที่สองก็เป็นฉากของวิสัญญีแพทย์ผู้หญิงคนหนึ่ง  ที่เบื่อหน่ายกับการแก่งแย่งในโรงพยาบาลใหญ่แห่งนี้  สุดท้ายเธอก็ได้ไปสร้างคลินิกอยู่บนภูเขา  ให้การดูแลและพยาบาลชาวบ้านที่นั้นโดยไม่คิดเงินกับชาวบ้านที่ยากจน  ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจในคำกล่าวของวิสัญญีแพทย์ผู้นี้มาก  คำกล่าวของเธอมีอยู่หลายคำ เช่น “ ห้องตรวจของเราไม่ใช่ห้องสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาด แต่เป็นบ้านของชาวบ้าน และผืนป่า และอีกคำกล่าวคือ “ คุณเคยทานผักกาดขาวที่ไม่ต้องซื้อไหม มันอร่อยมากเลยล่ะ  คำกล่าวแรกของเธอหมายถึงเธอไม่ใช่หมอที่จะนั่งรอคนไข้อยู่ที่ห้องสี่เหลี่ยม รอให้คนไข้ที่บางคนแทบจะไม่มีแรงมาหาเธอ แต่เธอจะเป็นหมอที่รักษาคนไข้ได้ในทุก ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านคนไข้ ตามข้างทาง หรือแม้กระทั้งในป่า ”  คำกล่าวที่สองของเธอคือ ในเรื่องเธอรับรักษาคนไข้ทุกคนถึงแม้คนไข้คนนั้นจะไม่มีเงินมาจ่ายค่ารักษาและค่ายาให้เธอ แต่เธอก็จะรักษาคนไข้ด้วยความเต็มใจ  พอเธอตื่นมาทุกเช้า และออกไปทำงาน เธอจะเห็นผักต่างๆ   ไข่ไก่ และอื่น ๆ  วางไว้หน้าบันไดบ้าน  สิ่งเหล่านี้ถือเป็นค่าตอบแทนน้ำใจของเธอนั้นเอง

 

 

         จากละครสองเรื่องนี้ที่ข้าพเจ้าดู ข้าพเจ้ารู้สึกทราบซึ้ง และได้สิ่งดี ๆ จากพวกมัน  การดูละครสองเรื่องนี้เป็นประสบการณ์ชีวิตที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของข้าพเจ้าได้  เพราะมันทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจถึงสัจธรรมของชีวิตมากยิ่งขึ้น  ทำให้เข้าใจว่าคนเราก็มีทั้งดีและเลวอยู่ในตัว เช่น  ศัลยแพทย์ที่กล่าวมา ที่ถึงแม้จะเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่เขาก็ยังรู้จักเสียสละ รู้จักหน้าที่ และรู้จักเห็นใจผู้อื่น ที่ไม่ต้องการให้ผู้อื่นสูญเสียลูกไปแบบเขา  ส่วนวิสัญญีแพทย์ที่กล่าวถึงก็เป็นคนจิตใจดี  ช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน และเป็นคนที่รู้จักพอเพียงและพอใจในชีวิตที่เรียบง่ายของตน  ส่วนเด็กหนุ่มและคนเก็บขยะก็สอนให้รู้จักสู้ชีวิต  และไม่ย่อท้อต่อความลำบาก  ให้เรารู้ว่า ค่าของคนอยู่ที่จิตใจอันดีและการกระทำไม่ใช่อาชีพ หรือ ฐานะ  และยังสอนให้รู้ว่า ไม่ว่าพ่อแม่จะยากจนเพียงใดก็ยังสามารถสอนลูกให้เป็นคนดี และประสบความสำเร็จในชีวิตได้  ดังนั้นข้าพเจ้าจึงคิดว่าการที่ข้าพเจ้าได้ดูละครสองเรื่องนี้นับเป็นประสบการณ์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของข้าพเจ้าได้อย่างแท้จริง  

               

 เว็บไซต์อ้างอิง

1.             http://movie.sanook.com/drama/drama_12372.php

2.             http://dek-d.com/board/view.php?id=1016926

3.             http://www.youtube.com/