คืนสัญชาติไทยแก่คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทย: จากนโยบายของฝ่ายบริหารของรัฐไทย และข้อเสนอของประชาสังคม สู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อ พ.ศ.2550 โดย วีนัส สีสุข

3.      ภาคผนวก

 

3.2  บทความประกอบเวทีสัมมนาวิชาการ

 

คืนสัญชาติไทยแก่คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทย: จากนโยบายของฝ่ายบริหารของรัฐไทย

และข้อเสนอของประชาสังคม สู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อ พ.ศ.2550[1]

โดย วีนัส  สีสุข[2]

 

คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทยคือใคร?

คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทย หรือคนไทยพลัดถิ่น หรือคนไทยถิ่นพลัด คือบุคคลที่สืบสันดานจากบุพการีที่มีเชื้อสายไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทยหรือเสียสัญชาติไทยโดยผลของกฎหมายอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเขตแดนซึ่งเป็นอาณาเขตของประเทศไทย

สภาความมั่นคงแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทยจัดให้คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทยเป็นชนกลุ่มน้อยประเภทหนึ่งที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยกลุ่มที่มีปัญหาสถานะบุคคลอย่างชัดเจนในปัจจุบัน ได้แก่

1.      กลุ่มผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย

หมายถึง กลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองทะวายมะริด และตะนาวศรี ซึ่งเคยเป็นดินแดนของประเทศไทย  ต่อมาราวพุทธศักราช 2411 ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีการแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศอังกฤษ ดินแดนที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มนี้ตกเป็นของประเทศอังกฤษและเป็นของประเทศพม่าในระยะเวลาต่อมา ทำให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในเขตแดนดังกล่าวและไม่ได้อพยพกลับเข้ามาในดินแดนของประเทศไทยในช่วงเวลานั้นกลายเป็นคนของประเทศอังกฤษและประเทศพม่าโดยหลักการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของรัฐประเทศ  นอกจากนี้ยังมีคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปทำมาหากินอยู่ในประเทศพม่าเป็นเวลานาน ต่อมาเมื่อมีปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคืองและมีการปราบปรามชนกลุ่มน้อยโดยรัฐบาลทหารพม่า ทำให้คนไทยเหล่านี้อพยพหนีภัยเข้ามาอยู่ในประเทศไทยในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัดตาก  ประจวบคีรีขันธ์  ชุมพร และระนอง โดยทางราชการไทยถือเอาวันที่ 9 มีนาคม 2519 เป็นวันสุดท้ายของการรับผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทยให้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย 

          ข้อมูลจากกรมการปกครอง ณ วันที่ 13 ตุลาคม 2551 มีผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย ที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยจนถึงวันที่ 9 มีนาคม 2519 ซึ่งได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้แล้วและยังไม่ได้สัญชาติไทย จำนวน 1,147 ราย ส่วนผู้ที่อพยพเข้ามาหลังวันที่ 9 มีนาคม 2519 มีจำนวน 1,893 ราย

2.      กลุ่มผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกงกัมพูชา

หมายถึง กลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเกาะกงหรือจังหวัดประจัญคีรีเขต ซึ่งเดิมเป็นดินแดนของประเทศไทย ต่อมาราวพุทธศักราช 2447 ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ดินแดนส่วนนี้ตกเป็นของประเทศฝรั่งเศสและประเทศกัมพูชาในระยะเวลาต่อมา ทำให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเกาะกงและไม่ได้อพยพกลับเข้ามาในดินแดนของประเทศไทยในช่วงเวลานั้นกลายเป็นคนของประเทศฝรั่งเศสและประเทศกัมพูชาโดยหลักการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของรัฐประเทศ จนกระทั่งปี พ.ศ.2517 ประเทศกัมพูชาได้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและมีการปราบปรามประชาชน คนไทยที่อาศัยอยู่ที่จังหวัดเกาะกงจึงได้อพยพหนีภัยเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยในพื้นที่จังหวัดตราด โดยทางราชการไทยถือเอาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2520 เป็นวันสุดท้ายของการรับผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกงให้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย

          ข้อมูลจากกรมการปกครอง ณ วันที่ 13 ตุลาคม 2551 มีผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา ที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2520 ซึ่งได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้แล้วและยังไม่ได้สัญชาติไทย จำนวน 3,383 ราย ส่วนผู้ที่อพยพ เข้ามาหลังวันที่ 15 พฤศจิกายน 2520 มีจำนวน 3,416 ราย

 

นโยบายของภาครัฐในการให้สถานะแก่คนพลัดถิ่นเป็นอย่างไร?

          เนื่องจากคนพลัดถิ่นเชื้อสายไทยทั้งสองกลุ่มเคยเป็นคนไทย แต่ได้เสียสัญชาติไทยเพราะเหตุของการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ การให้สถานะแก่บุคคลกลุ่มนี้จึงแตกต่างจากชนกลุ่มน้อยประเภทอื่น กล่าวคือรัฐบาลได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้สัญชาติไทยแก่ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทยและผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา โดยการแปลงสัญชาติเป็นกรณีพิเศษ คือ ยื่นคำร้องแล้วได้สถานะเป็นคนต่างด้าวและรับคำร้องขอแปลงสัญชาติในคราวเดียวกันโดยการยกเว้นค่าธรรมเนียม ทั้งนี้ผู้ที่จะได้รับการกำหนดสถานะดังกล่าวจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดซึ่งจะได้กล่าวต่อไป  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะบุคคลของคนพลัดถิ่นเชื้อสายไทยทั้งสองกลุ่มไม่ได้ดำเนินการไปในคราวเดียวกัน  ต่างกลุ่มต่างก็มีมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการปฏิบัติของทางราชการได้แยกกลุ่มคนพลัดถิ่นเชื้อสายไทยแต่ละกลุ่มดังกล่าวออกเป็นสองกลุ่มย่อยโดยถือเอาวันที่ทางราชการประกาศขีดเส้นตายเป็นวันสุดท้ายที่จะรับ  ผู้อพยพ ทำให้การให้สถานะของผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทยที่เข้ามาจนถึงวันที่ 9 มีนาคม 2519 กับคนที่เข้ามาหลังวันที่ 9 มีนาคม 2519 และผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัด เกาะกง กัมพูชา ที่เข้ามาจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2520 กับคนที่เข้ามาหลังวันที่ 15 พฤศจิกายน 2520 มีความแตกต่างกัน ดังนี้

ก.     กลุ่มผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย

มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 เห็นชอบให้ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทยที่เข้ามาจนถึงวันที่ 9 มีนาคม 2519 จำนวน 7,849 คน ได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าวที่เกิดในประเทศไทย

สำหรับผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทยที่เข้ามาหลังวันที่ 9 มีนาคม 2519 ถือเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองแต่ได้รับผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับ ซึ่งต่อมาได้มีมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 10 มกราคม 2549 เห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัดการกำหนดสถานะให้แก่ชนกลุ่มน้อยซึ่งรวมถึงคนพลัดถิ่นกลุ่มนี้ด้วย แต่ยังติดขัดในเรื่องของการกำหนดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติซึ่งยังไม่มีมติคณะรัฐมนตรีออกมารองรับ

ข.      กลุ่มผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา

มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2523 วันที่ 4 กันยายน 2527 และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2534 เห็นชอบให้ผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา ที่เข้ามาจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2520 ได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติเป็นกรณีพิเศษ ต่อมาได้มีมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2547 อนุมัติการแปลงสัญชาติเป็นไทยแก่ผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา ที่เข้ามาจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2520 ส่วนบุตรที่เกิดในประเทศไทยให้ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

สำหรับผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา ที่อพยพเข้ามาหลังวันที่ 15 พฤศจิกายน 2520 ถือเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองแต่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ต่อมาได้มีมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2547  อนุมัติการแปลงสัญชาติเป็นไทยแก่ผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา ที่เข้ามาหลังวันที่ 15 พฤศจิกายน 2520 ส่วนบุตรที่เกิดในประเทศไทยให้ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 เช่นเดียวกับกลุ่มแรก

 

หลักเกณฑ์การแยกประเภทผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย

          (1) เป็นผู้ที่มีบิดามารดาหรือบรรพบุรุษเป็นคนไทยที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในประเทศไทยหรือมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในดินแดนที่เคยเป็นของประเทศไทย

          (2) ต้องอพยพเข้ามาในประเทศไทยก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2519

          (3) มีชื่อในหลักฐานทางทะเบียนใดๆ ของทางราชการที่เคยจัดทำไว้ รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าวที่เกิดในไทยภายหลังด้วย

          (4) ต้องพูดและเข้าใจภาษาไทย

          (5) มีรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณคล้ายคนไทย

          (6) มีขนบธรรมเนียมประเพณีเช่นเดียวกับคนไทย

          (7) มีญาติพี่น้องที่เป็นคนไทยเป็นผู้รับรองหรือมีคนไทยที่มีหลักฐานเชื่อถือได้เป็นผู้รับรอง

          (8) มีความจงรักภักดีต่อประเทศไทยและพระประมุขของชาติ

          (9) มีความประสงค์จะได้สัญชาติไทย

 

หลักเกณฑ์การแยกประเภทผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา

          (1) ต้องเป็นผู้อพยพที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเกาะกง กัมพูชา

          (2) ต้องพูดและเข้าใจภาษาไทย

          (3) ต้องเป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนหลักฐานของทางราชการก่อนวันที่ 15 พฤศจิกายน 2520

          (4) มีรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณคล้ายคนไทย

          (5) มีขนบธรรมเนียมประเพณีเช่นเดียวกับคนไทย

          (6) มีญาติพี่น้องที่เป็นคนไทยเป็นผู้รับรอง

          (7) มีความจงรักภักดีต่อประเทศไทยและพระประมุขของชาติ

          (8) มีความประสงค์จะได้สัญชาติไทย

 

ต่อมาได้มีการแก้ไขหลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณากำหนดสถานะของกลุ่มผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2547 คงเหลือแค่ 4 ประการ ได้แก่

          (1) เป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนของกรมการปกครอง

          (2) มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยหรือมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งติดต่อกันเป็นเวลานาน

          (3) มีความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

          (4) มีความประพฤติดี

 

เมื่อปัญหาคนไทยพลัดถิ่นก้าวสู่การพิจารณาของฝ่ายในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

          ปัญหาการถูกละเมิดสิทธิของคนพลัดถิ่นเชื้อสายไทยไม่แตกต่างกับปัญหาของชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นๆ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิเรื่องการศึกษา  สิทธิเกี่ยวกับการรักษา พยาบาล  สิทธิในการประกอบอาชีพ  สิทธิในการจัดตั้งครอบครัว  สิทธิในการเลือกถิ่นที่อยู่ สิทธิทางการเมือง และอื่นๆ  ซึ่งสาเหตุพื้นฐานของเรื่องดังกล่าวน่าจะมาจากปัญหาเรื่องสถานะบุคคลตามกฎหมายทั้งกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร กฎหมายว่าด้วยสัญชาติ และกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง  แต่สิ่งที่แตกต่างกับชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นก็คือปัญหาทัศนคติและความรู้สึกภายใต้จิตวิญญาณที่ว่า พวกเขาคือคนไทย เช่นเดียวกับประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ

          นางสาวสาวิตรี  จันทร  นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นกลุ่มคนเชื้อสายไทยจากเกาะกง ที่เกิดในประเทศไทย บิดามารดาของเธอเกิดที่เกาะกง และอพยพเข้ามาประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 สาวิตรีฯ ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติ มีชื่อในทะเบียนบ้าน ท.ร.13 และถูกถือว่าเป็นบุคคลที่อยู่ในการควบคุมของทางราชการ ปัญหาของเธอได้แก่การเดินทางออกนอกเขตจังหวัด การประกอบอาชีพซึ่งไม่สามารถทำงานได้ตามความรู้ที่เรียน (เธอจบปริญญาตรีสาขาบัญชีจากมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต)  และการขอสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ ฯ ซึ่งไม่อาจทราบได้เลยว่าต้องใช้ระยะเวลานานเท่าใด

          ผลการประชุมเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) เมื่อวันที่ 19-20 ธันวาคม 2549 ได้ประมวลข้อเสนอขององค์กรเครือข่าย 45 เครือข่ายในการแก้ไขปัญหาต่างๆ  ซึ่งรวมถึงปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยกรณีของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นมีข้อเสนอให้คืนสัญชาติไทยด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ โดยในระหว่างกระบวนการตรวจสอบการคืนสัญชาติให้มีการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของคนเหล่านี้ เช่น การรับรองการเกิด การสมรส การรักษาพยาบาล การศึกษา การทำงาน ฯลฯ ซึ่ง คปสม. ได้รวบรวมประเด็นปัญหาและข้อเสนอการแก้ไขปัญหาเสนอต่อรัฐบาล (พม.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

          นายภควินท์  แสงคง เครือข่ายการแก้ไขปัญหาการคืนสัญชาติคนไทย ได้นำเสนอปัญหาการละเมิดสิทธิคนไทยพลัดถิ่น ในเวทีรับฟังข้อเสนอแนะของภาคประชาชนและภาควิชาการในการจัดการปัญหาความไร้สถานะและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2550 ณ อาคารรัฐสภา 2 อาทิ คนพลัดถิ่นถูกข่มขื่น ไปแจ้งความกลับโดนข่มขู่และถูกแจ้งข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย  เด็กในโรงเรียนถูกเพื่อนล้อว่าเป็นพม่า บางคนถูกจับแก้ผ้าหน้าเสาธง ได้รับความอับอายต้องผูกคอตาย การถูกฉ้อโกงที่ดินทำกินเนื่องจากไม่มีสิทธิถือครองอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

          คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษาปัญหาของคนพลัดถิ่นที่จังหวัดระนอง เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 พร้อมทั้งได้หยิบยกปัญหาเรื่องการให้สถานะบุคคลและการถูกจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ของกลุ่มคนพลัดถิ่นเชื้อสายไทยขึ้นพิจารณา โดยจากการชี้แจงข้อเท็จจริงของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องพบว่า กระบวนการจัดการตามมติคณะรัฐมนตรีต่างๆ ยังไม่แล้วเสร็จ และมีความคืบหน้าไม่มากนักโดยมีสาเหตุหลายประการ เช่น 

(1)  หน่วยงานในกระทรวงมหาดไทยที่รับผิดชอบเรื่องของคนไทยพลัดถิ่นมีข้อจำกัดทั้งในเรื่องอัตรากำลังเจ้าหน้าที่และงบประมาณ ทำให้กระบวนการจัดการปัญหาขาดความต่อเนื่อง ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จในเวลาอันรวดเร็วและไม่มีประสิทธิผล

(2)  กระบวนการจัดการปัญหาโดยให้แปลงสัญชาติเป็นไทยนั้นไม่เหมาะสมสำหรับบุตรหลานของคนไทยพลัดถิ่นที่เกิดในประเทศไทย การแปลงสัญชาติเป็นไทยนั้นเหมาะสำหรับคนไทยพลัดถิ่นที่เกิดนอกประเทศไทยเท่านั้น ส่วนกรณีของบุคคลที่เกิดในประเทศไทยจากคนพลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทยที่อพยพเข้ามานั้น ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแปลงสัญชาติแต่ควรให้สิทธิที่จะร้องขอสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนตามมาตรา 7 ทวิ ฯ เช่นเดียวกับกรณีบุตรของคนไทยพลัดถิ่นจากเกาะกง กัมพูชา

(3)  ความผันแปรทางการเมืองทำให้กระบวนการจัดการปัญหาล่าช้าและไม่ต่อเนื่อง แม้จะมีการปรับนโยบายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยการยอมรับให้สัญชาติไทยแก่บุตรของคนไทยพลัดถิ่นที่เกิดในประเทศไทยโดยยุทธศาสตร์จัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548  แต่เมื่อมีเปลี่ยนตัวรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านความมั่นคงหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นโยบายในการจัดการก็ตกอยู่ในสภาวะนิ่งและคลุมเครือ

(4)  คนไทยพลัดถิ่นที่เกิดในดินแดนที่ไทยเสียอาณาเขต โดยเฉพาะคนไทยพลัดถิ่นจากมะริด ยอมรับไม่ได้ที่จะถูกปฏิบัติในลักษณะเดียวกับคนต่างด้าวที่ไม่มีเชื้อสายไทย ทำให้ไม่ยอมรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาสถานะตามมติคณะรัฐมนตรี และไม่ยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติ แต่ยอมที่จะมีสถานะเป็นคนไร้สัญชาติ โดยหลักสังคมวิทยาและมนุษยวิทยาแล้วคนไทยพลัดถิ่นกลุ่มนี้เป็นคนเชื้อสายไทย จึงควรยอมรับให้กลับมามีสิทธิในสัญชาติไทย ดังเช่นบรรพบุรุษซึ่งทั้งมีเชื้อสายไทยและสัญชาติไทย

 

ร่างกฎหมายคืนสัญชาติ

การประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เกี่ยวกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ได้ตกผลึกความคิดที่สอดคล้องกันโดยมีหลักการ ดังนี้

          (1) การยอมรับให้สัญชาติไทยแก่คนไทยพลัดถิ่นที่เกิดในดินแดนที่เคยเป็นของประเทศไทยแต่ต้องเสียไปเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ซึ่งไม่ใช่วิธีการแปลงสัญชาติ

          (2) การยอมรับให้สิทธิในสัญชาติไทยแก่คนไทยพลัดถิ่นจะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ และให้สิทธิเฉพาะคนไทยพลัดถิ่นที่เข้ามาอาศัยอยู่จริงในประเทศไทยเท่านั้น และจะต้องเป็นบุคคลที่ทางราชการได้สำรวจจัดทำทะเบียนประวัติตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร

          (3) การให้สัญชาติไทยแก่คนไทยพลัดถิ่น ควรกำหนดให้คณะกรรมการกลั่นกรองตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติตรวจพิจารณาคุณสมบัติ และให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยที่จะสั่งตามความเห็นของคณะกรรมการฯ

          วันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทาง แก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ยกร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 ในประเด็นที่พิจารณาเห็นว่าเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการให้สถานะแก่บุคคลและความไม่เท่าเทียมกันในสิทธิระหว่างชายและหญิง รวมถึงประเด็นที่ทำให้การปฏิบัติของรัฐไทยไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศฉบับต่างๆ ที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคี ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้ได้รับการเสนอแนะเพิ่มเติมโดยศาสตราจารย์ มีชัย  ฤชุพันธุ์  เมื่อวันที่ 5 มิถุนยน 2550

          คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทาง แก้ไขการไร้สถาน