ความเป็นไปได้ในกระบวนการนิติบัญญัติของไทย โดย รศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ

2.      เนื้อหาจากการจัดกิจกรรมเวทีสัมมนาวิชาการฯ

 

ความเป็นไปได้ในกระบวนการนิติบัญญัติของไทย

โดย รศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ[1]

 

ตัวอย่างประเทศเยอรมัน

 

ประเทศเยอรมันก่อนที่จะแพ้สงครามโลกครั้งที่สองเป็นช่วงที่ปกครองโดยรัฐบาลของนาซี คือฮิตเลอร์ ได้ฆ่าผู้คนจำนวนมาก ได้แก่ ชาวยิว 6 ล้านคน  ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์ คนเก่ง ๆ ที่ไม่สามารถทนได้ จึงได้หนีไปต่างประเทศมากมาย โดยสหรัฐอเมริกา อังกฤษต่างได้รับอานิสงค์จากนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นมันสมองไปช่วยขับเคลื่อนให้วิทยาศาสตร์ของประเทศเหล่านี้เจริญก้าวหน้า ไอน์ไสตน์ เป็นคนหนึ่งที่เป็นนักคิดระดับยอดที่หนีไป

หลังจากที่เยอรมันแพ้สงครามในปี 1984 มีสัมพันธมิตร อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา รัสเซีย เข้ามาแบ่งเยอรมันเป็นสี่ส่วน ช่วงนี้เองเยอรมันร่าง รธน. 1949 ภายใต้การกำกับของสัมพันธมิตร

โดยบทเฉพาะการของ รธน. 1949 ในมาตรา 116 เขียนเรื่องสัญชาติ มี 2 วรรค  ในวรคแรกกล่าวว่า “ชาวเยอรมันในความหมายของ รธน.นี้และภายใต้เงื่อนไขของกฎเกณฑ์ตามกฎหมายอื่น ๆ ชาวเยอรมันหมายถึง บุคคลที่มีสัญชาติเยอรมันหรือเป็นผู้ลี้ภัย หรือเป็นผู้ที่ถูกขับออกจากประเทศเยอรมันหรือเป็นผู้สมรส หรือเป็นผู้สืบสันดานของบุคคลดังกล่าว ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในเขตแดนของอาณาจักรเยอรมันตามที่ปรากฏในวันที่ 31 ธันวาคม 2483 บุคคลเหล่านี้คือบุคคลที่มีสัญชาติเยอรมัน

วรรคสอง  ผู้มีสัญชาติเยอรมันมาก่อนหากได้เสียสัญชาติในระหว่างวันที่ 30 มกราคม 1933 ถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 1945 ด้วยเหตุผลทางการเมือง ทางเชื้อชาติ ทางศาสนา ให้ผู้สืบเชื้อสายยื่นคำร้องเผื่อให้ได้รับสัญชาติคืน บุคคลดังกล่าวไม่ให้ถือว่าถูกเพิกถอนสัญชาติหากว่าบุคคลเหล่านั้นได้กลับมามีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศเยอรมันอีกครั้ง หลังวันที่ 8 พฤษภาคม 1945 และไม่ได้แสดงออกโดยชัดแจ้งว่าจะไม่ใช้สัญชาติเยอรมัน”

โดยจากมาตรานี้สรุปได้ 2 ประการ คือ

1.   การนิยามว่าคนเยอรมันหมายถึงใคร เนื่องจากจะยึดโยงกลับไปสู่การเป็นผู้ทรงสิทธิตาม รธน. เพราะใน รธน. เยอรมันสะท้อนชัดว่าผู้ทรงสิทธิมีสองกลุ่ม คือ หนึ่ง-ชาวเยอรมัน สอง-บุคคลทั่วไป เพราะตาม รธน. นั้นสิทธิบางสิทธิสงวนให้กับคนเยอรมัน ฉะนั้นจึงต้องนิยามให้ได้ว่า ใครคือชาวเยอรมัน

2.   มาตรา 116 คือการสะท้อนความรับผิดชอบของรัฐต่อคนสัญชาติของตน ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญ ไม่ว่าคุณจะไปอยู่ที่ไหนในโลกนี้ หากวันหนึ่งคุณกลับมาคุณมีสัญชาติเยอรมัน คือความรับผิดชอบของรัฐที่ยอมรับในเลือดเนื้อเชื้อไขของตน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดภาระต่อการมีสัญชาติ เพราะมันจะยึดโยงกลับไปสู่การเป็นผู้ทรงสิทธิตาม รธน. เพราะฉะนั้น มาตรา 116 คือกฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือที่จะรับใช้ความยุติธรรมเท่านั้น

 

นอกจากนี้ในรธน.ฉบับนี้ เป็น รธน. ที่มาตราแรกใช้คำว่า “รัฐเยอรมันจะเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”  เพราะ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” มากจากชาวยิว 6 ล้านคนที่รัฐเยอรมันในช่วงนาซีได้ฆ่าไปอย่างทารุนโหดร้าย เขาจึงประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า ต่อไปนี้รัฐนี้จะเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และอย่างน้อยที่สุดในมาตรา 116 ก็เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

 

ท้ายที่สุดแล้วจะย้อนกลับไปถึงความเป็นผู้ทรงสิทธิ ถ้าดูใน รธน. ไทย ในหมวด 3 ใช้คำว่า “สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย” ในทางตำราของไทยแปรความกันว่า คำว่า “บุคคล” ในหมวดนี้หมายเฉพาะคนไทยเท่านั้น ดังนั้นแม้ว่าบุคคลนั้นจะมีเลือดเนื้อเชื้อไขไทยก็อาจมีปัญหาในทางกฎหมายอยู่ในเชิงตำราบุคคลเหล่านั้นจะอ้างสิทธิตาม รธน. ไม่ได้เลย เพราะไปแปรความคำว่า “บุคคล” ตามหมวด 3 นั้น เฉพาะหัวหมวด

ในกรณีของคนไทยพลัดถิ่นนั้น สภาพการณ์ในทางสังคม การเมือง มีความเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร เพราะฉะนั้นแนวทางในการที่จะทำให้ได้สัญชาติไทยคืนมานั้น มีสองประเด็นที่ต้องการคำตอบจากภาคประชาชน

ประเด็นแรก หลักการในการทำงานของภาคประชาชนคือ พระราชบัญญัติสัญชาติที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะนำมาใช้กับกรณีของคนไทยพลัดถิ่นได้หรือไม่ เพราะเหตุใด ถ้าบอกว่า พ.ร.บ. ที่มีอยู่รวมทั้งฉบับที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่อาจนำมาใช้กับกรณีของคนไทยพลัดถิ่นได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใด  เพราะฉะนั้น ถ้าตอบว่ากฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถนำไปใช้กับกรณีของคนไทยพลัดถิ่นได้ ประเด็นก็จะนำมาสู่ปัญหาคือ

ประเด็นที่สอง หากจำเป็นต้องเสนอร่างกฎหมาย จะเรียกชื่อร่างว่าอย่างไร มีหลักการอย่างไร ประเด็นนี้เนื่องจากไม่ได้เริ่มนับหนึ่ง โดยหลักการคือการคืนสัญชาติหรือการยอมรับความมีสัญชาติไทยของเขา คือการไปยอมรับรับรองว่าเขาไม่ใช่ต่างด้าว แต่ด้วยเหตุผลใดก็ตามความมีสัญชาติไทยนั้นอาจทำให้ถูกพล่ามัวในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เขาไม่อาจที่จะได้สิทธิเหมือนคนไทย เพราะฉะนั้นหากมองว่าร่างกฎหมายฉบับนี้คือต้องการคืนสัญชาติก็จะไปสอดรับกับพื้นฐานทางความคิดที่เรามองว่าเขาไม่ใช่ต่างด้าวเพราะฉะนั้นจึงจะไปอาศัยเรื่องการแปลงสัญชาติไม่ได้

 

ปัจจัยที่ทำให้กฎหมายในช่วงที่ผ่านมาไปได้ มีอยู่ 2 ประการ คือ

(1)  ความเข้าใจของภาคราชการในประเด็นที่ละเอียดอ่อน เนื่องจากสภาพปัญหาในบางเรื่อง เช่น เรื่องความมั่นคงคลี่คลายไปบางระดับ ความเข้าใจของภาคราชการในประเด็นเหล่านี้ เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลไปสู่ภาคการเมือง

(2)  ภาคการเมือง ในกลุ่มของ สนช.มีคนที่เห็นปัญหาของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ จึงได้ขับเคลื่อน ซึ่งเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่ง ที่ทำให้ทะลุทะลวงปัญหาในทางกฎหมายไปได้ แต่สภาพการของรัฐสภาบนพื้นฐานของพรรคการเมืองอาจมีความแตกต่าง

 

แนวทางในการเสนอร่าง มี 2 แนวทาง คือ

 

1.      ร่างกฎหมายที่จัดทำขึ้นโดยภาคประชาชน 

โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคของพรรคการเมืองด้วย  เพราะกระบวนการในการตรากฎหมายนั้นเมื่อมีร่างกฎหมายจะมีการไปสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลายว่ากฎหมายฉบับนี้มีผลกระทบต่อภาระกิจหรือไม่ ซึ่งถ้าไปฝ่ายเดียว ท้ายที่สุดก็อาจกระทบต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงต้องอาศัยความร่วมมือกันตั้งแต่ในเบื่องต้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจ

อีกส่วนหนึ่งที่นอกจากจะอาศัยพรรคการเมืองแล้ว ภาคประชาชนต้องเสนอร่างกฎหมายเองด้วย ซึ่งเป็นข้อดีที่หากทางราชการหรือภาคของพรรคการเมืองล่าช้า ตัวร่างกฎหมายของประชาชนก็จะไปช่วยกระตุ้นถ้าภาคประชาชนทำได้เร็ว เพราะท้ายที่สุดหากมีกฎหมายของภาคประชาชนเข้าไป ก็จะมีการเสนอกฎหมายของรัฐบาลเข้าไป

นอกจากนี้การทำความเข้าใจของกระบวนการภาคประชาชนก็มีความสำคัญที่จะก่อให้เกิดการสร้างกระบวนการที่จะผลักดันให้พี่น้องคนไทยให้ได้สิทธิที่เข้าพึงจะได้ตาม รธน.  ซึ่งเป็นงานในส่วนของภาคประชาชน

 

ประเด็นปัญหาในทาง รธน ถ้าเสนอโดยภาคประชนชน

-ในมาตรา 163 “ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” หมายความว่า เวลาจะเข้าชื่อนั้นก็เอาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ฉะนั้นต้องแยกเป็น 2  ส่วน คือ คนเสนอร่างกฎหมายต้องเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ  ตามที่กำหนดในหมวด 3 และหมวด 5 (หมวด 3 คือ หมวดที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวด 5 ว่าด้วยนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ)แห่ง รธน. นี้ ประเด็นที่เป็นข้อพิจารณาก็คือว่า

(๑)       ต้องอาศัยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

(๒)       10,000 ชื่อ

(๓)   ร่างกฎหมายนั้นต้องเป็นร่าง พระราชบัญญัติ ตามที่กำหนดไว้ในหมวด 3 และหมวด 5   เพราะฉะนั้นต้องอธิบายให้ได้ว่าอยู่ในสองขอบเขตนี้ ซึ่งจะนำมาสู่การพิจารณาว่าการเสนอร่างอย่างมาตรา 22 นั้นอยู่ในขอบเขต หรือไม่?

-การเสนอตามมาตรา 163 ในวรรค 3 บอกว่า “หลักเกณฑ์และวิธีการเข้าชื่อรวมทั้งการตรวจสอบรายชื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ” ซึ่งกฎหมายฉบับนี้อยู่ในระหว่างการร่างอยู่ เข้าใจว่ายังไม่แล้วเสร็จ เพราะฉะนั้นจุดอ่อนจุดหนึ่งคืออาจถูกหยิบยกขึ้นมาว่า “ยังไม่มีสิทธิเพราะกฎหมายที่กำหนดรายละเอียดต่าง ๆ นั้นยังไม่มี” ฉะนั้นกระบวนการในการใช้สิทธิจะมีปัญหาหรือไม่?

อย่างไรก็ตามในมาตรา 27 ของ รธน.ระบุว่า “สิทธิและเสรีภาพที่ รธน. นี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตรม รธน. และหน่วยงานของรัฐโดยตรง” หมายความว่า สิทธิตาม รธน. นั้นมิได้มีขึ้นหลังจากที่มีกฎหมายบัญญัติ สิทธิมันก่อตั้งขึ้นทันทีที่ รธน. ประกาศใช้ มิได้หมายความว่า สิทธิจะมีก็ต่อเมื่อไปออกกฎหมายกำหนดรายละเอียด

ส่วนภาครัฐจะตรวจสอบอย่างไรว่าหนึ่งหมื่นชื่อมีสิทธิหรือไม่เป็นเรื่องของภาครัฐที่จะต้องดำเนินการ จะอาศัยการที่ไม่มีกฎหมายและก่อให้เกิดการไม่ใช้สิทธิของภาคประชาชนไม่ได้ เพราะสิทธิมันเกิดขึ้นแล้ว

 

ท้ายที่สุดการเสนอร่างกฎหมายของภาคประชาชนนั้น แสดงถึงความตื่นตัวของประชาชนที่ตระหนักถึงว่ารัฐไทยควรจะให้ความเป็นธรรมกับบุคคลที่เขาเป็นคนไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทย โดยประเด็นสำคัญคือคนไทยส่วนหนึ่งได้มองเห็นว่าคนไทยลูกหลานเขาส่วนหนึ่งนั้นไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการไม่มีสัญชาติ  เพราะฉะนั้นคนจำนวนหนึ่งซึ่งอาจเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องมองสภาพการณ์เหล่านั้นแล้วเห็นว่าไม่เป็นธรรมจึงลุกขึ้นมาเสนอร่างกฎหมาย ซึ่งสะท้อนนัยในเชิงการเมืองและเป็นตัวขับเคลื่อนผลักดันให้เริ่มเข้าสู่กระบวนการ

ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่ควรจะได้รับการพิจารณาในส่วนของภาคประชาชน เพื่อเห็นว่าเรามิได้รอภาครัฐแต่เพียงลำพัง แต่เราได้ลุกขึ้นมาเพื่อที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปสู่ปลายทางบนรากฐานหลักการทางกฎหมาย

2.      สาระสำคัญและกระบวนการร่างของกฎหมาย 

ในร่างมาตรา 22 จะต้องนำไปสู่กระบวนการเนื่องจากไม่ได้เป็นการได้โดยอัตโนมัติ แต่เป็นเพียงการกำหนดเงื่อนไขหรือขอบเขตของผู้ที่จะอยู่ในขอบเขตเท่านั้น ประเด็นของเนื้อหาที่อาจต้องถกเถียงกันคือ

(1)  ขอบเขตของบุคคล  จากข้างต้นว่าคลอบคลุมชัดเจนเพียงพอที่จะนำไปสู่การดำเนินการในกลุ่มเป้าหมายที่เห็นบุคคลว่าชัดเจนหรือไม่เพียงใด

(2)  กระบวนการพิสูจน์  จะมีความต่างจากกระบวนการอื่นหรือไม่ ต่างจากคนต่างด้าวหรือไม่ ไปใช้ช่องทางตามกฎหมายเดิมได้หรือไม่ แต่เนื่องจากสาระสำคัญไม่เหมือนกันจึงไปใช้กฎหมายเดิมไม่ได้ เพราะฉะนั้นกระบวนการในการพิสูจน์ก็จะมีดีกรีในการเรียกร้องที่แตกต่างกันออกไป

(3)  กลไกการพิจารณา  เกณฑ์จะต้องมีความชัดเจนที่ลดทอนดุลพินิจในบางส่วน เพราะว่าท้ายที่สุดแล้วเมื่อนำไปสู่ภาคปฏิบัติแล้วตัวดุลพินิจนั้นเองอาจเป็นตัวที่ก่อปัญหาในระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามการเขียนกฎหมายไม่มีทางที่จะเขียนได้แน่นอน ชัดเจน ตายตัว เป็นข้อจำกัดในทางกฎหมาย เพียงแต่ว่าดุลพินิจนั้น ต้องเป็นดุลพินิจที่สามารถแสดงในเชิงภาวะวิสัย ในเชิงประจักษ์ได้ จึงเป็นเรื่องของกลไกในรายละเอียดที่จะต้องลงรายละเอียดในกฎหมายแม่บท แต่อย่างไรก็ตามคงจะกำหนดกรอบกว้าง ๆ ไว้ในตัวกฎหมาย ส่วนรายละเอียดนั้นก็อาจไปออกเป็นกฎกระทรวง ประกาศกระทรวงตามมา

ดังนั้นกลไกที่จะต้องผ่านคณะกรรมการตามมาตรา 25 ที่มาจากหลายภาคส่วนก็จะทำให้ความแข็งตัวในการมองอย่างราชการลดลง ในการที่จะเข้าใจถึงสภาพการต่าง ๆ

 

สรุปคือ คนเหล่านี้เขามีความชอบธรรมโดยสมบูรณ์ที่จะอยู่ในผืนแผ่นดินนี้ โดยสิ่งที่เกิดขึ้นหาได้เป็นความผิดที่จะอยู่ในวิสัยที่เขาจะแก้ได้ เขาเป็นผลพวงจากปัญหาดังกล่าว เพราะฉะนั้นในแง่ของรัฐไทยจึงต้องอาศัยเครื่องมือของรัฐเพื่อเข้าไปแก้ปัญหาเหล่านี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการไปลดทอนปัญหาที่จะขยายรุนแรงมากขึ้น ความขัดแย้งในเชิงวัฒนธรรม ซึ่งท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในเชิงการเมือง สังคม และสงครามได้ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของรัฐไทยที่จะต้องรับผิดชอบในผลพวงต่าง ๆ เหล่านี้เพราะเขาเป็นคนไทย เขามีความชอบธรรม กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือที่จะไปรับใช้ความเป็นธรรมเท่านั้น

ฉะนั้นจึงคิดว่าไม่มีอุปสรรคใด ๆ ถ้ากฎหมายนั้นจะก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเขามีความชอบธรรมที่จะยืนอยู่ในแผ่นดินนี้อย่างภาคภูมิใจในฐานะที่เขาเป็นคนไทย กฎหมายของรัฐต้องเข้าไป ถ้ากฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ดังนั้นจึงมีความชอบธรรมแล้ว ประชาชนควรจะเดินหน้าในส่วนของภาคประชาชนโดยไม่ต้องรอ ส่วนภาคราชการ ภาคการเมืองก็ต้องทำความเข้าใจร่วมกัน

 

แนวทางในการดำเนินการของภาคประชาชนต่อร่างกฎหมายคืนชาติ

 

1.   ประเด็นสำคัญของร่างคือ “ร่างกฎหมายที่จะเสนอนั้น จะให้ครอบคลุมใคร” มีตัวเลขแน่นอนชัดเจน มีหลักฐานในการพิสูจน์ในทางทะเบียนราษฎร์แค่ไหน อย่างไรเป็นสิ่งที่ภาคประชาชนจะต้องตอบ โดยจะเป็นหลักการเดียวกับมาตรา 22 หรือไม่นั้นเป็นประเด็นที่ต้องขบคิด ประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนในเชิงหลักการและข้อมูล ซึ่งจะนำไปสู่เกณฑ์ที่จะออกในตอนท้ายว่าจะพิสูจน์อย่างไร

2.   เมื่อหลักการต่าง ๆ ชัดเจนแล้ว ต้องเปิดให้มีกระบวนการการรับฟังความคิดเห็น การมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ  โดยในการตรากฎหมายในภาครัฐเองก็มีกระบวนการเหล่านี้ซึ่งค่อนข้างจะถูกบังคับว่า กฎหมายเหล่านี้ไปเกี่ยวข้อง ไปกระทบกับใครอย่างไร เพราะฉะนั้นในส่วนของภาคประชาชนเองก็เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐภาคราชการทั้งหลาย หรือกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องมารับฟังว่า ร่างที่เสนอไปมีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร ซึ่งคิดว่าภาคประชาชนเองก็ทำได้

3.   จากนั้นนำข้อเสนอที่รับฟังความคิดเห็นเหล่านั้นมาปรับปรุงร่าง โดยในขณะการรับฟังความคิดเห็นอาจมีการประชาสัมพันธ์ว่าร่างนี้ก็จะนำไปสู่การเข้าชื่อเสนอกฎหมายของภาคประชาชน จนร่างเป็นที่ยุติแล้วจึงนำไปสู่การเข้าชื่อของประชาชน และเมื่อได้หมื่นชื่อแล้ว ก็จะนำไปสู่ประเด็นปัญหาที่ว่าเกี่ยวกับหมวด 3 หมวด 5 หรือไม่

เช่น กรณีของประเทศเยอรมัน ซึ่ง รธน.จะต้องเชื่อมโยงไปสู่บทเฉพาะการว่าคนเยอรมันหมายถึงอะไร เพราะความเป็นเยอรมันเป็นต้นทางของการใช้สิทธิตาม รธน. ดังนั้นย่อมเกี่ยวกับหมวด 3 กับหมวด 5  ซึ่งไม่ใช่การไปออกกฎหมายที่จะบังคับรัฐ ว่าจะต้องรับคนเหล่านั้นมาเป็นคนไทย      

ในมาตรา 30 ของรธน.ไทยบอกว่า  การเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ หรือสภาพทางร่างกายนั้นจะกระทำมิได้ เพราะฉะนั้นเขาก็อาจจะโต้แย้งได้ว่าทำไมเขาถึงไม่มีสิทธิเหมือนที่เราได้ดูวิดิทัศน์ไป ทั้งที่ยอมรับกันโดยสภาพแล้วว่าเป็นคนไทย

ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้จึงเป็นประเด็นที่ควรจะได้รับการอธิบายบนพื้นฐานของกฎหมาย  และต้องเป็นการทำงานของภาคประชาชนที่มีการสนับสนุนจากทางวิชาการ มิฉะนั้นจะถูกมองว่าเรื่องของชาวบ้านคิดแบบชาวบ้านไม่มีฐานวิชาการสนับสนุน ซึ่งอาจจะตกโต๊ะไปตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นต้องมีภาควิชาการสนับสนุนเพื่อให้สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นการคิดบนพื้นฐานของกฎหมาย บนฐานของสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ



[1] รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์